Get Adobe Flash player

ผู้มีวาจาสิทธิ์ โดย บางขุนศรี

Font Size:

นายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศใหม่อีกครั้ง ว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้น ไม่เกินเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2562 คราวนี้ค่อนข้างย้ำหนักแน่น

แต่ดูเหมือนว่าผู้ฟัง ทั้งฝ่ายการเมือง ฝ่ายนักศึกษา ฝ่ายสื่อฯ รวมทั้งผู้คนในโซเชียลมีเดีย หรือแม้แต่กลุ่มอยากเลือกตั้ง กลับไม่รู้สึกตื่นเต้น

ตรงข้าม หลายคนไม่เชื่อในสิ่งที่ท่านพูด เพราะพูดแล้วไม่เป็นอย่างที่พูดมาหลายครั้ง ไม่รู้ว่าสิ่งที่พูดขึ้นมาใหม่ จะเป็นจริงหรือไม่ เพราะถ้าไม่จริง ก็จะผิดหวังอีก เท่ากับเสียเวลาในการรอคอย

กลายเป็นว่า ท่านเท่านั้นที่มีอำนาจอยู่ในมือ จะทำอะไร หรือไม่ทำอะไรก็ได้ เลื่อนแต่ละครั้งก็ข้ามทีละปี ไม่สนใจความรู้สึกของประชาชน เหมือนกับจะบอกว่าพวกคุณไม่รู้อะไร ถ้าคุณต้องการให้ประเทศเดินหน้า พวกคุณต้องฟังผม

ในคำประกาศของนายก ก็มีคนตั้งข้อสังเกตถึงเงื่อนไข ที่ซ่อนอยู่ในคำพูด เช่นว่า

"ตอนนี้ผมตอบชัดเจนแล้วนะ การเลือกตั้งไม่เกินเดือนกุมภาฯ ปี 62 จะเอาอะไรกันอีก แต่จะวันเวลาไหนก็อยู่ในห้วงเวลาดังกล่าวนั่นแหล่ะ ประมาณ 150 วัน

“แต่ใน 150 วันนี้ ก็ต้องพิจารณาดูว่าสถานการณ์บ้านเมืองเป็นอย่างไร ผมไม่ได้ขู่นะ แต่ถ้าทุกคนยังออกมา เดี๋ยวคอยดูแล้วกัน”

นี่ไงครับ เงื่อนไข..... เกิดถึงเดือนกุมภาปีหน้า คสช.ไปขุดบ่อเจออาวุธ “โกตี๋” ขึ้นมาอีก ก็อาจเป็นเหตุต้องเลื่อนเลือกตั้งออกไปอีก

หรือปลดล็อกการเมืองล่าช้า จนพรรคต่างๆ ทำงานตามกรอบเวลาไม่ทัน ก็ต้องเลื่อนไปโดยปริยาย

................................

ย้อนอดีตไปเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว มีพระชาวบ้านรูปหนึ่ง เป็นที่รู้จักในนาม “พ่อท่านคล้าย วาจาสิทธิ์”

ท่านมีชีวิตอยู่ระหว่างปี พ.ศ. 2419-2513

ได้บรรพชาเป็นสามเณร เมื่อ พ.ศ. 2438  ขณะที่มีอายุ 19 ปี และในปีต่อมา ก็เข้าพิธีอุปสมบท ได้รับฉายา “จนฺทสุวณฺโณ”

ในปี พ.ศ.2448 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดเล็กๆ แห่งหนึ่ง

ประเด็นที่จะกล่าวถึง ไม่ใช่ท่านอยู่ที่ไหน แต่เป็นเรื่องที่ท่าน “ทำอะไร”

ท่านได้ชื่อว่าเป็นนักพัฒนา เป็นผู้นำในการสร้าง พระพุทธรูป พระเจดีย์ และร่วมกันในการปฏิสังขรณ์บูรณะศาสนสถานเป็นจำนวนมาก

เช่น สร้างวัดมะปรางงาม สร้างวัดพิศิษฐ์อรรถราม  สร้างวัดพระธาตุน้อย ฯลฯ

พ่อท่านคล้าย ทำอะไรก็สำเร็จ ไม่ใช่เพราะปาฏิหาริย์ แต่เป็นคนที่เมื่อรับปากแล้วก็พยายามทำตามที่รับปากไว้ ยากก็ไม่ท้อ หรือท้อก็ไม่ถอย จึงได้รับความเชื่อถือจากผู้คนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ใครๆ ก็อยากทำบุญกับท่าน เพราะท่านพูดจริงทำจริง คนอื่นสร้างไม่สำเร็จ แต่ถ้าพ่อท่านคล้ายเอ่ยปากก็สำเร็จ ถีงขนาดคนยกที่ดินให้วัดเป็นแปลงใหญ่ๆ ถึง 40 ไร่ ก็มี

สร้างวัดสำเร็จ ชาวบ้านอยากได้ถนน สะพาน งบหลวงไม่มี คนอื่นทำไม่ได้ก็มาขอให้พ่อท่านคล้ายช่วย

ท่านระดมคนใจบุญ สร้างถนนเข้าวัดจันดี   ถนนจากตำบลละอายไปพิปูน   ถนนจากวัดสวนขันไปยังสถานีรถไฟคลองจันดี   ถนนจากตำบลละอายไปนาแว   ถนนระหว่างหมู่บ้านในตำบลละอาย   สะพานข้ามคลองคุดด้วนเข้าวัดสวนขัน  สะพานข้ามแม่น้ำตาปีจากตลาดทานพอไปนาแว   สะพานข้ามคลองเสหลา หน้าวัดมะปรางงาม   สะพานข้ามคลองจันดี ฯลฯ

พ่อท่านคล้าย ได้รับการเล่าขาน เหมือนว่าท่านมีอิทธิฤทธิ์ ว่าท่านมีวาจาสิทธิ์ เป็นเทวดาของชาวนครศรีธรรมราช

แต่ในความเป็นจริง ความเชื่อถือต่างหาก ที่ทำให้ท่านทำการทุกสิ่งให้บรรลุเป้าหมาย รับปากว่าทำ ก็ต้องทำ ยิ่งทำให้ผู้คนศรัทธายิ่งร่ำลือกว้างไกล

แสดงให้เห็นว่า แม้พระชาวบ้าน ก็สามารถมีอิทธิฤทธิ์ และเป็นเทวดาได้ จากการรักษาคำพูด

ยกเรื่องพ่อท่านคล้ายมาเล่าสู่กันฟัง ก็เพื่อให้เห็นว่า “คำพูด” มีความสำคัญยิ่งต่อผู้พูด และยังเป็นการเพิ่มพูน “ความเชื่อถือ” ของหมู่ชน ให้มากขึ้นไป

................................

เรื่องที่นำมาเล่าและเปรียบเทียบ จบลงเพียงนี้ แต่ยังไม่สมบูรณ์ถ้ายังไม่ได้เล่าเรื่องสำคัญในชีวิตของพ่อท่านคล้าย

มีเรื่องที่ถูกบันทึกไว้ว่า

กิตติศัพท์ทางคุณงามความดีของพ่อท่านคล้าย ทรงทราบถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9

พระองค์ทรงมีความสนพระทัยและศรัทธา จึงทรงพระกรุณาให้นิมนต์พ่อท่านคล้าย เข้ารับพระราชทานภัทรกิจ ในพระราชวังสวนจิตรลดา

เมื่อพ่อท่านคล้ายกลับวัด ลูกศิษย์ลูกหาต่างพากันไปกราบที่บนกุฏิเพื่อให้ท่านเล่าให้ฟัง  ท่านลำดับเหตุการณ์  ตั้งแต่เจ้าพนักงานนำท่านเข้าไปนั่งรอภายในห้องต้อนรับ  ขณะที่รอในหลวงเสด็จออกท่านว่า 

“หัวใจมันเต้นแรงเหมือนนั่งอยู่ปากถ้ำพระยาราชสีห์ยังไงยังงั้น”  เมื่อพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออก  ก้มกราบทำให้อิ่มใจพองคับอก  ชื่นชมในพระบารมี  ช่างงดงามเป็นสง่าน่าเกรงขามยิ่งนัก 

ในหลวงทรงสนทนาไต่ถาม จนในที่สุดในหลวงทรงก้มพระเศียรเข้าใกล้พ่อท่านคล้ายด้วยพระราชประสงค์ให้ท่านรดน้ำมนต์  พรมพระเศียรให้พร  ด้วยทรงพระราชศรัทธาเคารพ  ถึงตรงนี้พ่อท่านคล้ายพูดว่า 

“ขนพองไปหมด  พระมหากษัตริย์  ผู้ทรงกฤดาภินิหาร  ครองบ้านครองเมือง  จะมาก้มให้พระป่าสามัญลูบพระเศียรได้  ท่านเป็นเทวดาของปวงชน” 

ท่านเลยทูลว่า  “มหาบพิตรได้ทรงโปรดยื่นพระหัตถ์มาเถิด”  ในหลวงทรงเงยพระพักตร์ยิ้มและทรงยื่นพระหัตถ์ทั้งสอง ให้พ่อท่านคล้ายจับขึ้นเสมออกอธิษฐานพระชัยมนต์คาถาถวาย  แล้วรดน้ำมนต์ใส่ฝ่าพระหัตถ์ของพระองค์เอง  พร้อมถวายพระพรตลอดเวลา  ในหลวงทรงอิ่มเอิบปลาบปลื้มพระราชหฤทัยและทรงปวารณาทรงรับอุปัฏฐากเป็นส่วนพระองค์

ครั้นลูกศิษย์ถามท่านว่า  “พ่อท่านถวายของดีอะไรหรือเปล่า”   ท่านตอบว่า  “ไม่ให้เทวดาผู้เป็นยอดคนแล้ว  จะให้ใครเล่า”  และกล่าวอีกว่า 

“ในหลวงพ่อองค์นี้ ทรงบุญญาภินิหาร  ทรงทศพิธราชธรรมบริบูรณ์”

................................

พ่อท่านคล้าย หรือพระครูพิศิษฐ์อรรถการ เมื่อครั้นถึงวันที่  22  พฤศจิกายน 2513 ตรงกับแรม 9  ค่ำ เดือน 12 ปีจอ  พ่อท่านจะต้องเดินทางไปจังหวัดสุรินทร์ เนื่องในงานพุทธาภิเษกที่คณะพุทธบริษัทจังหวัดนั้นนิมนต์ไว้

เวลา 16.00 น. ของวันเดินทาง คณะศิษย์เห็นว่าพ่อท่านอาพาธกระทันหัน จึงนิมนต์พ่อท่านขึ้นรถด่วนเข้ากรุงเทพ  ถึงวันรุ่งขึ้นได้นำพ่อท่านเข้าโรงพยาบาลพระมงกุฎในวันนั้น แพทย์ได้พยายามรักษาจนเต็มความสามารถ เป็นเวลา 14 วัน อาการมีแต่ทรงกับทรุด

ครั้นถึงวันที่  5  ธันวาคม 2513  เวลา 23.05 น. พ่อท่านคล้าย มรณภาพด้วยอาการสงบ  รวมอายุได้ 96 ปี  เมื่อบำเพ็ญกุศลครบ 100 วัน จึงได้บรรจุสรีระของท่านไว้ในโลงแก้ว ประดิษฐานอยู่ในองค์พระเจดีย์ในวัดพระธาตุน้อย ตำบลหลักช้าง อำเภอช้างกลาง จังหวัดนครศรีธรรมราช จนถึงปัจจุบัน.