Get Adobe Flash player

เวทีเลือกตั้งใกล้เปิดแล้ว โดย บางขุนศรี

Font Size:

ถ้าจะให้คาดเดา การเลือกตั้งทั่วไปของประเทศไทย น่าจะเป็นไปตามที่นายกฯ ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยประกาศไว้เมื่อสัปดาห์ก่อน จะช้าหรือเร็วหรือคลาดเคลื่อนไปบ้าง คราวนี้ก็คงเพราะ “ปัญหาจริงๆ” ของผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมาย มากกว่าการเจตนาถ่วงเวลา

นั่นเพราะ คสช.เองซึ่งอยู่ในช่วงขาลง ถ้าขืนยังยื้อให้นานออกไปอีก  ปัญหาก็จะรุมเร้า เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จะไปกระทบกับความมั่นคงของ คสช.เอง

“คดีนาฬิกา” ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่อย่าคิดว่าไม่สำคัญ เพราะไปกระทบโดยตรงกับศรัทธา เมื่อหมดศรัทธาก็หมด “ความเชื่อถือ” ถ้าทำอะไรต่อไป ต่อให้ดีแค่ไหน ถ้าคนไม่เชื่อถือ ก็สูญเปล่า

การได้เลือกตั้ง ถือเป็นข่าวดีสำหรับประชาชนในระดับหนึ่ง

ให้ประชาชนได้ใช้สิทธิในฐานะเป็นเจ้าของประเทศ เป็นการคืนอำนาจให้ประชาชนในระดับหนึ่ง แม้ไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ อย่างที่รู้ๆ กัน แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีสิทธิ์มีเสียงอะไรเลย

มีนักวิชาการ นักการเมืองเก่าท่านหนึ่ง เสนอความเห็น จำได้คร่าวๆ ประมาณว่า ประเทศไทยน่าจะหยุดเลือกตั้งสักระยะ แล้วหาคนดีมาบริหารประเทศ รวมทั้งทำหน้าที่สำคัญๆ เพื่อให้ประเทศไทยพัฒนาไปในทางที่ดี

ฟังดูเหมือนจะดี แต่ความเป็นจริง ถึงทำได้ก็ออกมาไม่ดี

เช่น “หาคนดี” ใครเป็นคนหา ดีในแง่ไหน ดีของคนหนึ่ง แต่อาจไม่ดีในสายตาของคนอื่นๆ

การหาคนดี ก็จะได้แค่พวกพ้องกลุ่มที่รู้จัก ไม่ครอบคลุมไปถึงคนกลุ่มอื่นๆ

ลงท้ายก็เป็นการปกครองที่ถอยหลัง ไปนับร้อยนับพันปี

เพราะการปกครองแบบโบราณ หัวหน้าหมู่ชน จะเป็นผู้ตัดสินใจเลือกผู้บริหารบ้านเมือง ไปประจำทำหน้าที่ต่างๆ รวมทั้งส่งไปประจำในหัวเมืองในเขตอาณา

ท้ายที่สุด การปกครองแบบนี้ ก็ต้องเปลี่ยน และหาทางไปใช้การปกครองแบบอื่น

มีแต่นักวิชาการบางท่าน ที่เรียกร้องให้กลับไปใช้แบบนี้

ในโลกปัจจุบัน การเคารพสิทธิความเป็นมนุษย์ การให้ประชาชนมีสิทธิมีเสียง เป็นสิ่งสำคัญในระดับต้นๆ

ระบบผู้มีอำนาจสั่งให้ทำ หรือบริหารประเทศตามที่ผู้มีอำนาจต้องการ ก็มีแต่ประเทศด้อยพัฒนาเท่านั้น ที่เลือกเดินตามทางสายนี้

ตามทฤษฎี..... ประเทศไทย ปกครองในระบอบประชาธิปไตย

แต่ในทางปฎิบัติ เราเผชิญกับปัญหาการยึดอำนาจมาโดยตลอด

นอกจากนั้น ประชาธิปไตยแบบไทย ก็ยังคงได้มาจากการซื้อสิทธิ์ขายเสียง และกรรมวิธีต่างๆ นำพาไปสู่การทุจริต คอรัปชั่นของนักการเมืองที่เข้ามาเพื่อถอนทุน

แม้แต่ภาคประชาชน ที่ชอบอ้างตัวเป็นฝ่ายประชาธิปไตย เอาเข้าจริงๆ น้อยคน ที่เคารพความเห็นต่าง มีแต่นักประชาธิปไตยแบบฝ่ายตัวเองดี ฝ่ายคนอื่นไม่ดี

ประชาธิปไตยในส่วนของคนเหล่านั้น ต้องเป็นเสียงที่เลือกพวกที่เขาให้การสนับสนุนเท่านั้น จึงจะถือว่าเป็นประชาธิปไตย ถ้าเลือกคนอื่น พวกอื่น ก็จะไม่ยอมรับ

นักประชาธิปไตย น้อยคน ที่เคารพเสียงของคนทั้งประเทศ

และให้โอกาสกับทุกเสียงที่ถูกเลือก ได้เข้ามาทำหน้าที่ผู้แทนของราษฏร

เราอาจไม่ชอบคนนี้ แต่หากคนอื่นชอบแล้วเลือกเข้ามา เราก็ต้องเคารพเสียงนั้น ไม่ใช่จ้องล้มกันไป ล้มกันมา เปิดทางให้ฝ่ายกองทัพใช้เป็นข้ออ้าง เข้ามาทำรัฐประหารไม่สิ้นสุด

.................................

เมื่อเวทีการเมืองใกล้เริ่ม เปิดโอกาสให้มีโอกาสจดทะเบียนตั้งพรรคใหม่ จนทำให้ขณะนี้ มีพรรคการเมืองทั้งเก่าและใหม่แล้วหลายสิบพรรค

แต่พรรคใหญ่ มีเพียงสองพรรคเท่านั้น คือเพื่อไทย และประชาธิปัตย์ ที่จะเป็นคู่แข่งขันแย่งชิงความเป็นหนึ่ง

มองกันโดยรวมแบบไม่เข้าใครออกใคร เพื่อไทย ยังคงได้เปรียบในการรักษาคะแนนเสียงในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งเป็นภาคที่เป็นคนส่วนมากของประเทศเมื่อเทียบกับภาคอื่นๆ

นอกจากนี้ยังได้คะแนนเสียงจากภาคเหนือ ที่ยังคงเหนียวแน่น ยากที่พรรคอื่นจะเจาะเข้าไปได้

ในขณะที่ ประชาธิปัตย์ มีฐานเสียงกรุงเทพฯ ภาคกลางจำนวนหนึ่ง และภาคใต้ แต่เมื่อดูจากจำนวนจังหวัดจะเห็นว่ามีน้อยกว่า จำนวน ส.ส.ในแต่ละพื่นที่ ยังคงเป็นเสียงส่วนน้อย เพื่อเทียบกับภาคอื่นๆ

พรรคประชาธิปัตย์ ยังต้องเผชิญกับตัวแปรสำคัญ คือการประกาศตั้งพรรคของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย อดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์

ที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะไม่เล่นการเมือง แต่ก็จะตั้งพรรคมวลมหาประชาชน แล้วประกาศจะหนุน พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกฯ โดยที่ไม่ต้องลงเลือกตั้ง

เพราะฐานเสียงของนายสุเทพ กับฐานเสียงของประชาธิปัตย์ มาจากฐานเดียวกัน

อย่างเช่นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี อดีต ส.ส.ล้วนมาจากสายของนายสุเทพแทบทั้งสิ้น

ส.ส.ประชาธิปัตย์หลายคน ที่เป็นสายของนายสุเทพ ก็จะมาเป็นผู้สมัครของพรรคนายสุเทพ

ประชาธิปัตย์ ก็ต้องหาคนใหม่มาสมัคร ต้องมาแย่งคะแนนกันเอง เพราะกลุ่มคนที่เขาไม่เลือกประชาธิปัตย์ ก็จะยังคงไม่เลือกเช่นเดิม  

ส่วนคนที่เคยเลือก ก็ต้องมาแบ่งเสียงกัน ระหว่าง ปชป. กับพรรคนายสุเทพ สร้างความเสียหายทั้งสองฝ่าย

เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองอื่นๆ ซึ่งเป็นคู่แข่งขัน มีโอกาสได้รับชัยชนะ

เท่ากับว่า การเลือกตั้งครั้งหน้า ประชาธิปัตย์ ก็อาจต้องเป็นฝ่ายค้านอีกสมัย

ในทางการเมือง

นักการเมืองประกาศความคิดของตัวเอง จะเปลี่ยนพรรค หรือตั้งพรรค ก็ย่อมทำได้ เป็นสิทธิของคนนั้นๆ

ส่วนประชาชนเขาก็จะตัดสินใจเอง ซึ่งเรามองว่า การที่ประชาชนตัดสินใจเกี่ยวกับการเมือง ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของประเทศในขณะนั้น

ในกรณีที่ นายสุเทพ ประกาศสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพื่อให้เกิดการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง

แต่ประชาชน จะเห็นอย่างที่นายสุเทพเห็นหรือไม่ นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แม้ในอดีต คนเหล่านั้นเคยร่วมชุมนุมกับนายสุเทพ ก็ตาม

เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์

เมื่อเวลาเปลี่ยน สถานการณ์เปลี่ยน ทุกอย่างก็จะเปลี่ยนไปตามธรรมชาติ การเลือกตั้งแต่ละคราว ก็จะเป็นบทเรียน สอนนักการเมืองให้เรียนรู้ด้วยตนเอง.