Get Adobe Flash player

เมื่อคนทำงาน ไม่มีที่ยืน โดย บางขุนศรี

Font Size:

ข่าวคราวการแต่งต้งโยกย้ายตำรวจคราวนี้ มี พ.ต.อ.กันตพงษ์ นิลขำ ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรบางบาล อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ติดโผด้วย

เรื่องนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชน ถึงความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับตำรวจน้ำดี ที่ตั้งใจทำงาน

แต่เพราะชาวบ้าน ก็เป็นเพียง “คนนอก” จึงไม่อาจเข้าไป “ช่วยเหลือ” ให้เป็นไปตามที่ถูกที่ควรได้

นอกจากแอบหวังว่าหน่วยเหนือ น่าจะพิจารณาทบทวน

ขณะที่พ.ต.อ.กันตพงษ์ มองว่า คำสั่งย้ายในครั้งนี้ไม่ได้รับความเป็นธรรม คนที่ทำงานจริงจัง สู้คนที่ใกล้ชิดนายไม่ได้

ถูกลดระดับความสามารถในของตนในทุกเรื่อง ทั้งศักดิ์ศรี เงินประจำตำแหน่ง อำนาจการบริหารองค์กร เหมือนกับว่าตนมีความผิดโดนจับบ่อนในพื้นที่ ถูกเด้ง นี่หรือคือรางวัลของคนทำงานเพื่อชาติ และประชาชน

ได้โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “ผมไม่ได้เสียใจ แต่สะใจที่เห็นอย่างนี้ เพราะมีน้องๆ และ นรต.ขอผมเป็นไอดอล กำลังมองว่าชีวิตราชการตำรวจอย่างพี่แคน จะไปได้ถึงไหน เขาเหล่านั้นจะเดินแบบไหน

1.ทำงานเพื่อองค์กร ประเทศชาติ ประชาชน

2.วิ่งหานาย หาตั๋ว หาเงิน เพื่อชีวิตราชการที่ราบรื่น

พี่เป็นตัวอย่างศึกษาให้เห็นแล้วนะ....ทำดี ทำประโยชน์ สนองนโยบายทุกเม็ด ไม่มีผล..ขอตอบว่า ...ทางที่ดีมีทั้งข้อ 1+2”

ผมไม่ดีพออย่างนั้นเหรอ ผมเข้าใจระบบ แต่ขอที่หายใจกับคนที่ทำงานให้องค์กรด้วย

หลังจากที่ตนได้มาดำรงตำแหน่ง เป็นผู้กำกับ สถานีตำรวจภูธรบางบาล ตลอดระยะเวลา 3 ปี ได้ทำกิจกรรมเพื่อสร้างภาพลักษณ์ ให้องค์กร ให้ประชาชนได้มองเห็นว่าตำรวจเป็นมิตร ไม่ใช่ศัตรู โดยได้จัดกิจกรรมสร้างสรรค์ ให้ความรู้ เข้าถึงประชาชน ช่วยเหลือประชาชนในยามที่ได้รับความเดือดร้อน จากภัยธรรมชาติ น้ำท่วม ซึ่งคนในพื้นที่ต่างตระหนักดี ตลอดระยะเวลา 3 ปี ที่มาดำรงตำแหน่งที่ สภ.บางบาลแห่งนี้ มีผลงานข้าราชการพลเรือนดีเด่น ปี 2561 กิจกรรมและโครงการ 40-50 งาน ใน 2 ปี รางวัลจากภาคเอกชน 5-6 รางวัล ยังไม่ดีพออีกหรือ..?

ผมไม่มีนาย ไม่มีตั๋ว ไม่มีเงิน ไม่ได้ลอยมา ไม่เหาะมา จึงไม่เหมาะสม เหมาะจะเก็บไว้ข้างในหรือย่างไร..

ไม่ต้องแก้คำสั่ง ไม่ต้องให้กำลังใจ หากระบบเป็นแบบนี้ คนทำงานเพื่อประเทศชาติ ประชาชน จะอยู่อย่างไร วิ่งหานายอย่างเดียวดีกว่า สบายกว่ามั๊ย...

ล่าสุด พ.ต.อ.กันตพงษ์ นิลขำ ได้ยื่นใบลาออกจากราชการแล้ว

เมื่อวันก่อน พลตำรวจเอก วสิษฐ เดชกุญชร อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ท่านเป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ผู้ได้รับยกย่องว่าเป็นตำรวจตงฉินแห่งกรมตำรวจไทย

ท่านได้เขียนบทความเรื่อง "สำนักงานตำมั่วแห่งชาติ" เผยแพร่ทางสำนักข่าวอิศรา ระบุว่า

ผมอ่านข่าว พ.ต.อ.กันตพงษ์ นิลขำ ผู้กำกับการตำรวจภูธรอำเภอ บางบาล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถูกย้ายไปเป็นผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ ด้วยความเห็นใจ

คุณกันตพงษ์ เรียนจบได้รับปริญญาตรีทางรัฐประศาสนศาสตร์จาก โรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่นที่ 41 เมื่อปี พ.ศ.2531 หลังจากนั้นได้ศึกษาต่อจน ได้รับปริญญาโททางรัฐประศาสนศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Kentucky State University สหรัฐอเมริกา และปริญญาเอกทางรัฐประศาสนศาสตร์จากมหาวิทยาลัย Northern Phillipines สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ ทำให้คุณกันตพงษ์เป็นนายตำรวจคนหนึ่งในจำนวนไม่กี่คนที่ใช้คำว่า “ดอกเตอร์” นำหน้าชื่อได้

ระหว่างที่ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการตำรวจภูธรอำเภอบางบาล คุณกันตพงษ์ได้ทำให้สถานีตำรวจของตนกลายเป็นสถานีตำรวจดีเด่นทั้งในด้านการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมและในด้านมวลชนสัมพันธ์ คุณกันตพงษ์ติดตามการดำเนินคดีของสถานีตำรวจบางบาล ด้วยการไปเยี่ยมผู้เสียหายจนถึงบ้านด้วยตนเอง นอกจากนั้นยังริเริ่มมอบหมายให้นายตำรวจ ชั้นประทวนซึ่งมีความรู้จบปริญญาตรีสาขาต่างๆ ทำหน้าที่มวลชนสัมพันธ์ กวดวิชาคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และสอนกีฬาเทควันโดให้แก่นักเรียนและเยาวชน ทำให้ตำรวจและเยาวชนใกล้ชิดกัน ซึ่งมีผลในการป้องกันอาชญากรรมและยาเสพติดให้โทษ

ผลงานของคุณกันตพงษ์ ทำให้เขาได้รับรางวัลหลายรางวัลในปี 2561 เช่น รางวัล CEO Thailand Award 2018 สาขาผู้บริหารแห่งปี 2561 รางวัลสิงห์ทอง นักปกครองท้องถิ่นดีเด่นแห่งปี รางวัล CEO Global Awards 2018 สาขาข้าราชการทหารตำรวจ และยังมีกำหนดที่จะได้รับรางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่นของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และรางวัลคนไทยตัวอย่างในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ด้วย

ก่อนคุณกันตพงษ์ มีข้าราชการตำรวจนับไม่ถ้วนที่ถูกย้ายจากตำแหน่งที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านการสืบสวนสอบสวนหรือปราบปราม ไปดำรงตำแหน่งที่มีหน้าที่ทางธุรการ ทั้งๆ ที่ผู้ถูกย้ายมีผลงานเป็นที่ยอมรับ และหากยังเลื่อนตำแหน่งไม่ได้และจำเป็นจะต้องย้าย ก็ควรย้ายไปดำรงตำแหน่งที่มีลักษณะงานอย่างเดียวกัน เพราะได้พิสูจน์แล้วว่ามีทักษะและความสามารถในงานด้านนั้น

หลังจากที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่งแต่งตั้งให้คุณกันตพงษ์ไปดำรงตำแหน่งผู้กำกับการฝ่ายอำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติแล้ว คุณกันตพงษ์ได้ระบายรู้สึกของตนออกมาในหน้าของตนในเฟซบุ๊ก ตอนหนึ่งมีข้อความว่า “ผมจะขอเป็นบทเรียนให้น้องๆ และ นรต. (นักเรียนนายร้อยตำรวจ) ทุกคนเห็นว่าทำดีไม่มีผล สนองตอบนโยบาย ไม่มีความก้าวหน้า ช่วยเหลือประชาชนไม่มีความเจริญในอาชีพ ดังนั้นไม่จำเป็นต้องทำงาน มีนาย มีเงิน มีตั๋ว ท่านจะได้ทุกอย่างในระบบนี้ ประเทศชาติจะอยู่อย่างไร อย่าหลอกพวกผม อย่าหลอกน้องผมให้ทำงานให้องค์กร ในเมื่อทำแล้วเป็นแบบนี้ นายไม่ผิด ผิดที่ผมเข้าหานายไม่เป็น”

อันที่จริงเป็นดุลพินิจและอำนาจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่จะมีคำสั่งแต่งตั้งคุณกันตพงษ์ หรือนายตำรวจคนใดจากตำแหน่งหนึ่งไปยังอีกตำแหน่งหนึ่ง โดยไม่จำเป็นต้องมีคำอธิบาย และเมื่อเป็นคำสั่ง ผู้รับคำสั่งก็ต้องปฏิบัติตาม แต่ตามหลักการบริหารบุคลากรนั้น การแต่งตั้งข้าราชการ ย่อมต้องคำนึงถึงหลายปัจจัย ที่สำคัญคือความรู้ความสามารถและความเหมาะสมกับงานในตำแหน่ง เมื่อคุณกันตพงษ์ได้พิสูจน์แล้วว่า เขามีความรู้ความสามารถและประสบความสำเร็จในการบริหารสถานีตำรวจที่เขา เป็นผู้กำกับการ ถ้าจะย้ายคุณกันตพงษ์ ตำแหน่งใหม่ของเขาก็ควรจะเป็น ตำแหน่งที่เขาจะได้ใช้ความรู้ความสามารถที่ตนถนัดและเคยทำสำเร็จมาแล้วต่อไปอีก

สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีทั้งคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ และคณะกรรมการข้าราชการตำรวจที่กำกับดูแลการบริหารงานบุคลากร ทั้งยังมีหลักเกณฑ์ในการแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจที่วางไว้แล้วด้วย แต่ก็ปรากฏเสมอว่าข้าราชการตำรวจได้รับการแต่งตั้งโดยไม่คำนึงถึงหลักเกณฑ์ใดๆทั้งสิ้น ทำให้น่าเชื่อว่ามีการวิ่งเต้นเข้าหาผู้ใหญ่ ใช้เส้นสายหรือให้สินบน เพื่อให้ได้รับการแต่งตั้ง

ถ้าหากยังปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปอีก ผู้ที่ไร้คุณภาพก็คงจะได้รับการ แต่งตั้งให้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นๆ และในที่สุด สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็คงจะเต็มไปด้วยผู้บริหารหรือผู้บังคับบัญชาที่ไร้ความรู้ความสามารถ

ลองนึกดูว่าเมืองไทยจะมีสภาพอย่างไร ถ้าผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติคือผู้บริหารคนหนึ่งที่ได้รับเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาแบบนี้"

เสียงสะท้อนของ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร จะมีผลอย่างไรหรือไม่ คนทำความดี จะได้รับความคุ้มครองหรือไม่ ตอบยาก

เพราะในยุคแห่งอำนาจ เมื่อสั่งแล้วก็ต้องเป็นไปตามนั้น ยากที่จะมีฝ่ายปกครอง มารับฟังความเห็น ดีไม่ดีหากคนพูดไม่มีบารมีพอ ก็จะถูกมองว่าท้าทายอำนาจ ยิ่งจะทำให้สถานการณ์ที่แย่อยู่แล้ว ต้องเลวร้ายไปอีก.