Get Adobe Flash player

รัฐบาลคสช.เล่นอะไรกัน โดย บางขุนศรี

Font Size:

การเลือกตั้งจะมีตามกำหนดหรือไม่ เมื่อถึงเวลานี้ดูจะเป็นเรื่องยากเสียแล้ว เพราะองค์กรแต่ละฝ่ายของอำนาจ ต่างทำงานดูราวกับจะประสานสอดรับกันอย่างกลมกลืน ไม่ว่าการใช้เหตุผล การอ้างเหตุทางกฎหมาย ที่ทำอย่างไรก็ได้ ที่ลงเอยให้การเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไป โดยไม่สามารถจับมือใครดม

ในแง่ความน่าเชื่อถือ คำพูดของ “นักการเมืองที่เคยเป็นทหาร” ดูจะลดลงไปทุกที แต่ก็ยังคงความได้เปรียบในการครองอำนาจรัฐ ที่วางหมากกลไว้อย่างรัดกุมเหนียวแน่น

ทั้งอำนาจทางการเมือง และอำนาจทางกองทัพ

ก็ขึ้นอยู่กับประชาชน ว่าจะเห็นประเด็นนี้เป็นอย่างไร และจะกำหนดอนาคตชองชาติโดยประชาชน เพื่อประชาชนได้หรือไม่

เว็บไซต์ “คมชัดลึกออนไลน์” นำเสนอบทความโดย “สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์” เปิดมุมมอง ให้เห็นค่ายกลของอำนาจไว้อย่างน่าสนใจยิ่งในหัวข้อ

อภินิหารกฎหมาย !! “ล็อคซ้อนล็อค” เพื่อไม่ให้เสียของ

ตอนนี้ไม่ใช่แค่ “เลื่อน” แต่อาจถึงขั้น “ล้ม” โรดแม็พเลือกตั้ง !!

เรามาดูกันว่า ฝ่ายอำนาจเขามีวิธีการว่างแผนซ้อนแผน หรือ “ล็อคซ้อนล็อค” ไว้อย่างไร

“สมฤทัย ทรัพย์สมบูรณ์” วิพากษ์ตรงนี้ว่า

ในขณะที่ด้านหนึ่งมีการทยอยไปจดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ล่าสุดมีมาถึงประมาณ 60 พรรคแล้ว ซึ่งเป็นไปตามการผ่อนปรนของ คสช. แต่อีกด้าน กระแส “เลื่อนโรดแม็พเลือกตั้ง” ก็วนกลับมาอีกครั้ง

กระแสเลื่อนเลือกตั้งครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากการที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. หรือเรียกสั้นๆว่า “กฎหมาย ส.ว.” ว่าขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ สนช.มีมติเห็นชอบกับร่างกฎหมายนี้แบบท่วมท้นเกือบจะเอกฉันท์ คือ เห็นด้วย 202 เสียง ไม่เห็นด้วย 1 เสียง และ งดออกเสียง 13 เสียง

ประเด็นคำถามที่ตามมา ทำไม สนช.เลือกยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพียงฉบับเดียว ไหนๆจะยื่นแล้วทำไมไม่ยื่นทั้งสองฉบับ เพราะร่างกฎหมาย ส.ส.ก็มีประเด็นถกเถียงว่าอาจจะขัดรัฐธรรมนูญเหมือนกัน เป็นแผนเลื่อนโรดแม็พเลือกตั้งอีกหรือไม่?

สนช.โดย “ประธานพรเพชร วิชิตชลชัย” อธิบายระหว่างการมาแถลงข่าวด้วยตัวเอง ว่า จริงๆ สนช.เห็นว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ แต่ที่ยื่น และยื่นแค่ฉบับเดียวเพราะ 1. เห็นว่าการยื่นวินิจฉัยร่างกฎหมาย ส.ว.จะไม่กระทบกับโรดแม็พเลือกตั้ง เพราะถึงอย่างไรศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่น่าจะใช้เวลาเกิน 3 เดือน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการขยายเวลาการบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง ส.ส. สุดท้ายร่างกฎหมาย ส.ว.ก็น่าออกมาทันช่วงที่กฎหมาย ส.ส.มีผลบังคับใช้

2.เนื้อหาของร่างกฎหมาย ส.ว.ที่สงสัย เป็นส่วนสำคัญที่กระทบกับกระบวนการได้มาซึ่ง ส.ว.

3. ส่วนที่ไม่ยื่นร่างกฎหมายเลือกตั้ง ส.ส.ไปด้วยนั้น เพราะเห็นว่าถ้ายื่นไปจะกระทบโรดแม็พเลือกตั้ง เพราะจะทำให้กระบวนการนำขึ้นทูลเกล้าฯล่าช้าออกไป นอกจากนี้ยังเห็นว่า หากไม่ยื่นตอนนี้ ยังสามารถยื่นได้ในช่วง 90 วันที่ประกาศลงราชกิจจานุเบกษาแล้วแต่ยังไม่มีผลบังคับใช้ ซึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงและมีข้อสงสัย คือ กกต.สามารถยื่นได้เอง

นั่นคือเหตุผลที่ “พรเพชร” พยายามอธิบาย แต่จุดสำคัญ อยู่ที่แนวทางคำวินิจฉัยของศาลจะเป็นอย่างไร

พิจารณาแล้ว คำวินิจฉัยของศาลน่าจะอยู่ใน 3 ทางนี้ คือ 1.แรงสุด ศาลฯวินิจฉัยว่าขัดรธน.และร่างกฎหมายตกไปทั้งฉบับ 2.กลางๆ ขัดรัฐธรรมนูญและตกเฉพาะข้อความที่ขัด 3.ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

 “พรเพชร” ไม่ได้พูดชัดๆว่า ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าประเด็นนี้ขัดรัฐธรรมนูญ จะส่งผลถึงขนาดทำให้ร่างกฎหมาย  ส.ว.ตกไปทั้งฉบับหรือไม่ แต่สิ่งที่ “พรเพชร” ย้ำหลายครั้งระหว่างการแถลงข่าวคือ “ที่ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเพราะเป็นประเด็นสำคัญ... มีความซีเรียสกว่าประเด็นของกฎหมาย ส.ส. ที่ถ้าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัด ก็ตกไปเฉพาะประเด็นนั้น”

ทั้งนี้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 148 เขียนไว้ชัดเจนว่า หากข้อความที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญเป็นข้อความที่เป็นสาระสำคัญ ให้ร่างกฎหมายนั้นเป็นอันตกไปทั้งฉบับ แต่ถ้าเห็นว่าไม่ใช่สาระสำคัญก็ให้ตกไปเฉพาะข้อความนั้น

ตรงนี้แหละ ที่ทำให้มีการมองว่า นี่คือแผนที่จะ “คว่ำ” ร่างกฎหมาย ส.ว.

หากกฎหมาย ส.ว.ถูกคว่ำโดยศาลรัฐธรรมนูญจริงๆ ก็เป็นเรื่องใหญ่ เพราะไม่ใช่แค่โรดแม็พเลือกตั้งขยับ แต่หมายถึงโรดแม็พถูกล้ม ต้องเขียนกันใหม่อีกรอบ ไม่ต่างอะไรกับตอนที่ สปช.คว่ำร่างรัฐธรรมนูญของ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” เมื่อปี 2558

เพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนบอกเอาไว้ว่าจะให้ใครมาทำต่อ ก็เหมือนตอนที่ห่วงกันว่า สนช.จะคว่ำร่างกฎหมายลูกฉบับใดฉบับหนึ่ง ที่สุดท้าย สนช.ไม่คว่ำ

ถ้าคว่ำก็ต้อง แก้รัฐธรรมนูญอีกครั้งเพื่อกำหนดว่าจะให้ใครจะทำหน้าที่นี้ แต่ต้องแก้รัฐธรรมนูญภายในกี่วัน หรือจะกำหนดเวลาในการทำกฎหมาย ส.ว.ให้เสร็จภายในกี่วัน ฯลฯ ทุกอย่างคือ “เช็คเปล่า” คสช.อยากได้เท่าไร กรอกตัวเลขได้เลย

นี่คือ แนวทางที่ 1 แรงสุด

ส่วนแนวทางที่ 2 และแนวทางที่ 3 นัยสำคัญอยู่ที่เนื้อหาที่มีการแก้ไข ซึ่งเป็นเนื้อหาที่ฝ่าย คสช.ต้องการ มีการมองกันว่า มันคือ “การล็อคซ้อนล็อคของบทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญอีกทีหนึ่ง”

คือ หลังจากที่บทเฉพาะกาลรัฐธรรมนูญ กำหนดสารพัดความพิเศษของ ส.ว.ชุดแรกไว้แล้ว คือ 1.จากปกติ ส.ว.มี 200 คน ครั้งแรกก็ให้มี 250 คน คือ ครึ่งหนึ่งของ ส.ส.ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีนัยเวลาที่ต้องโหวตประเด็นต่างๆร่วมกับ ส.ส. 2.ให้ ส.ว.ร่วมโหวตเลือกนายกฯในครั้งแรก 3.ให้ ส.ว.มาจากการเลือกโดย คสช. 200 คน ส่วนอีก 50 คนให้มาตามวิธีที่กำหนดไว้ในบทหลักของรัฐธรรมนูญ คือ มาจากกระบวนการเลือกกันเองของ 20 สาขาอาชีพ ฯลฯ

แต่ปรากฏว่า ขนาดล็อคไว้แบบนั้นแล้ว ล่าสุดฝ่าย คสช.ยังมีความกังวลกันอีกว่า ถ้าเกิด 50 คนที่เลือกกันเองเข้ามาไม่โหวตให้ “บิ๊กตู่” ถ้าคุมไม่ได้จะทำยังไง

ฉะนั้นจึงนำมาสู่การล็อคไว้อีกชั้น คือกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลอีกทีถึงรายละเอียดวิธีการได้มาของ ส.ว.50 คนนี้ เพื่อให้มั่นใจได้มากขึ้นมาว่า จะได้คนที่พร้อมจะโหวตหนุน “บิ๊กตู่” กลับมาเป็นนายกฯอีกครั้งจริงๆ ทั้งเรื่องการลดสัดส่วนอาชีพจาก 20 เหลือ 10 อาชีพ การกำหนดให้มีทั้ง ส.ว.อิสระ และ ส.ว.ที่ผ่านการเสนอของนิติบุคคล จากเดิมไม่มีเรื่องนิติบุคคล

จะจริงตามนี้หรือไม่ หากศาลรัฐธรรมนูญไม่วินิจฉัยว่า “ขัดรัฐธรรมนูญ” หรือ “คว่ำ” ร่างกฎหมายนี้ไปซะก่อน ต่อไปเราก็คงจะได้เห็นกัน

ทั้งหมดก็วนอยู่เรื่องเดิม “อภินิหารกฎหมาย”

แต่ต้องบอกว่า ตอนนี้ไม่ใช่แค่ “เลื่อน” แต่อาจถึงขั้น “ล้ม” โรดแม็พเลือกตั้ง !!

อะไรก็ได้ แต่ไม่หลุดจากเป้า “ไม่ให้เสียของ”