Get Adobe Flash player

อำนาจที่หอมหวาน โดย บางขุนศรี

Font Size:

นายชื่นชอบ คงอุดม อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ลาออกจากพรรคเพื่อไปทำงานร่วมกับพรรคพลังท้องถิ่นไท

เป็นการทำหน้าที่ลูก เพื่อช่วยพ่อ เจ้าของนาม “ชัช เตาปูน”  ที่ถูกเชิญไปเป็นที่ปรึกษาของพรรคก่อนหน้านั้นแล้ว รวมทั้งอาที่เป็น อบต.ผู้ก่อตั้งพรรค

ช่วงนี้ กระแส “ดูด” รุนแรงมาก เพราะเป้าหมาย “นายกรัฐมนตรี” อีกรอบของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

มีรายงานพิเศษ โดย อรรถยุทธ บุตรศรีภูมิ จากคอลัมน์ “เจาะประเด็นร้อน” ใน คมชัดลึก ในหัวข้อ “ดูด” สูตรไหน จะถูกใจ “บิ๊กตู่”

อ่านแล้วได้เห็นชัดเจนจากการวิเคราะห์ เขาบอกว่า..... เมื่อปฏิบัติการ “ดูด” ถูกนายกฯ ระบุว่าเป็นเรื่องปกติตามครรลองประชาธิปไตย แต่คำถามตอนนี้คือ ที่กำลังดูดและดูดมาแล้ว เพื่ออะไรและตอบสนองสูตรไหน นายกคนใน หรือ คนนอก

“พลังดูด” ระดับ 8 ริกเตอร์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้สร้างความสั่นสะเทือนให้วงการ “การเมือง” อย่างยิ่ง เพราะมีคนที่ทั้งอยากถูกดูด ไม่อยากถูกดูด ต้องการให้ดูด และปกป้องไม่ให้คนของตัวเองถูกดูด ส่วนคนดูดนั้นมีเป้าหมายอย่างชัดเจน

ถึงเวลานี้คงไม่ต้องเหนียมอายกันแล้วว่า มีความพยายามที่จะตั้งพรรคการเมืองโดยคนของรัฐบาลเพื่อที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรีอีกสมัยหลังการเลือกตั้ง แต่สูตรที่ว่าจะมาแบบไหนนั้นยังไม่ลงตัวว่าจะเป็นนายกฯ คนใน หรือนายกฯ คนนอก

แต่เบื้องต้นไม่ว่าจะสูตรคนในหรือคนนอก สิ่งที่จำเป็นต้องมีคือเสียงในสภาหลังการเลือกตั้งที่จะคอยสนับสนุน

สูตรแรก “นายกฯ คนนอก” สูตรนี้ไม่ยากไม่เย็นอะไรเพราะมีรัฐธรรมนูญเปิดช่องเอาไว้แล้วว่าถ้าส.ส. เลือกนายกฯ ที่มาจากบัญชีพรรคกันเองไม่ได้ก็จะเข้าสู่สภาวะเลือกโดยรัฐสภาอันมีเสียงส.ว.250 คนที่ทุกคนแต่งตั้งโดย คสช. มาเป็นตัวช่วยพิเศษ

อย่างไรก็ตามใช่ว่าลำพังเสียงส.ว. จะช่วยได้ทั้งหมด เพราะจำเป็นต้องมีเสียงส.ส. เป็นตัวหลัก ขั้นแรก...ขอยกเว้นการใช้บัญชีนายกฯ ที่ต้องใช้เสียงสองในสามของที่ประชุมร่วมซึ่งก็คือ  500 เสียงจาก 750 เสียง  ลำพังเสียงส.ว. ยังไม่เพียงพอ ต้องมีส.ส. จำนวนหนึ่งร่วมเพื่อให้ขั้นตอนนี้สำเร็จ

ส่วนขั้นตอนเลือกนายกฯ  อาจจะไม่ต้องการเสียง ส.ส. มาช่วยมากนัก เพราะใช้เสียงกึ่งหนึ่งของที่ประชุมร่วมรัฐสภาคือ 350 จาก 700   หากหัก 250 เสียงที่มาจากพรรคส.ว. ก็เหลืออีกเพียง 150 เสียงที่ต้องมาจาก ส.ส.

ช้าก่อน...เรื่องราวไม่ได้ง่ายขนาดนั้นเพราะถึงแม้จะได้เป็นนายกฯ แต่เสียงสนับสนุนจากสภาผู้แทนมีเพียง 150 เสียง  ก็จะกลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย   แม้จะเป็นนายกฯ ได้ก็ยากที่จะบริหารประเทศ เพราะกฎหมายต่างๆ จะผ่านสภาไม่ได้ง่าย รวมถึงอาจจะตกม้าตายตั้งแต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งแรกเลยด้วยซ้ำ

ดังนั้นอย่างน้อยเพื่อความราบรื่น ในการบริหารงานต้องมีเสียงพรรคร่วมรัฐบาลให้มากกว่า 250 เสียง  ยิ่งเยอะเท่าไหร่ยิ่งดี

สูตรสอง  “นายกฯ คนใน”  สูตรนี้จะตัดปัญหาเรื่องความเสี่ยงในการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แถมยังตัดข้อครหาเรื่องนายกฯ คนนอก  แต่สูตรนี้ต้องมีเสียงสนับสนุน 250 เสียง และที่สำคัญต้องเอาชื่อของ “ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ไปไว้ในบัญชีเสนอชื่อนายกฯ ของพรรคให้ได้ 

มีข้อแม้ว่าสามารถเลือกได้หนึ่งเดียวเท่านั้น ว่าจะไปอยู่ในบัญชีพรรคไหน ซึ่งคล้ายกับการเอาตัวไปผ่านการเลือกตั้งนั่นเอง

ถามว่าการสังกัดพรรคไหนสำคัญอย่างไร เพราะอย่างไรเสียก็มีเสียงสนับสนุนรอยกมือให้อยู่เป็นจำนวนมาก   คำตอบอยู่ที่บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่เขียนให้พรรคที่จะเสนอชื่อต่อสภาได้ต้องมีเสียงอย่างน้อยร้อยละ 5 หรืออย่างต่ำ 25 เสียง 

แปลว่าหากพรรคที่ “ประยุทธ์” ไปอยู่นั้นเล็กมากเกินไป เลือกตั้งแล้วได้เสียงน้อยกว่า 25 เสียง นอกจากจะเปลืองตัวแล้วยังจะชวดตำแหน่งนายกฯ เอาดื้อๆ ทั้งแบบคนในและคนนอก 

เมื่อดูทั้งสองเหตุผลแล้วจึงเห็นว่าแม้จะดูดเหมือนกัน แต่เส้นทางและปลายทางอาจจะต่างกัน   ถ้าดูดด้วยหวังนายกฯ คนนอก  เขาก็แค่หาพรรคพันธมิตร  ทุกคนจะยังอยู่พรรคเดิม  แค่รอร่วมงานกันในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล  แต่หากหวังจะเสนอชื่อเป็นนายกฯ คนใน แน่นอนว่าคนที่ดูดมานั้นต้องมาอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน แม้จะไม่ได้ทั้งหมดที่ดูดมา แต่ส่วนหนึ่งก็ยังดี และต้องการันตีว่าเลือกตั้งครั้งหน้าต้องเกิน 25 ที่นั่ง

นอกจากนี้ส่วนหนึ่งที่ต้องยอมรับคือการ “ดูด”  นั้นถือว่ากระทบต่อความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์พอสมควร  การหวังให้เกิดกระแสพรรคหนุน “ลุงตู่” แทบจะลืมไปได้เลย แต่มีเสียงเล่าว่างานนี้ “เสียใจแต่ไม่แคร์” เพราะเชื่อมั่นในการดูดแบบ “ล็อกเป้า”

และเป้าที่ว่าก็คือเป้านักเลือกตั้งที่มีตัวบุคคลโดดเด่นกว่าพรรค โดดเด่นกว่ากระแส ไม่ว่าไปพรรคไหน หรือเลือกเมื่อไหร่ก็ยังชนะ เราจึงเห็นภาพ “สะสมทรัพย์”  เราจึงเห็นภาพ “บ้านริมน้ำ”  เราจึงเห็นภาพ “พลังชล”  และเราจึงเห็นภาพ “เพื่อนเนวิน”

แต่คำถามคือจะมีใครกี่คนที่ยอมมาร่วมหากต้องการนายกฯ คนใน เพราะคนเหล่านี้ล้วนผ่านประสบการณ์การถูกดูดมาทั้งสิ้นและได้เรียนรู้ว่า การรักษาฐานที่มั่นย่อมดีที่สุด แถมยังมีอำนาจการเปลี่ยนใจในนาทีสุดท้ายหาสถานการณ์เป็นอื่น“เพื่อนเนวิน” จึงคงไม่หนีไปจาก “ภูมิใจไทย” “ลูกท็อป” คงรักษามรดกเตี่ย “ชาติไทยพัฒนา”   “สนธยา คุณปลื้ม” คงไม่ล้ม “พลังชล”

ดังนั้นหากตั้งเป้าดูดเพื่อรวมคนที่เหลือจะมารวมก็คงเป็นเพียง “นักการเมือง” ที่ยังไม่มีสังกัดชัดเจน  หรือได้รับข้อเสนออันมิอาจปฏิเสธได้  แต่ถามว่าจะเพียงพอหากอยากเป็นนายกฯ คนในหรือไม่  ก็ต้องลุ้นอีกทีว่าเสียงจะถึงหรือเปล่า

เสี่ยงหรือไม่ต้องถามใจ “บิ๊กตู่”.....

ขณะที่ “จิตกร บุษบา” เจ้าของคอลัมน์ “เส้นใต้บรรทัด” ใน แนวหน้า เมื่อวันอาทิตย์

ได้วิพากษ์ ทวงสัญญาและเตือนสติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.ไว้ 10 ข้อ

เริ่มจาก 1) เป็นท่านเองไม่ใช่หรือ ที่ในช่วงแรกๆ ของการเข้ายึดอำนาจ ท่านสร้างบรรยากาศ “ชิงชังนักการเมือง” แบบ “เหมาเข่ง” ว่า “ไม่ดี-สร้างปัญหา-ขัดแย้ง-โกง-เห็นแก่ตัว” เวลานั้นท่านไม่ได้กระตุ้นให้คนจำแนกแยกแยะว่า การเอาอำนาจของประชาชนไปมอบให้แก่นักการเมืองชั่วๆ บ้านเมืองก็ชั่วไปด้วย บวกกับ “เผด็จการรัฐสภา” ที่ทำลายระบบ “ดุลและคานอำนาจ” ทำให้บ้านเมืองมาถึงจุดที่คนลุแก่อำนาจ ไม่ใส่ใจความมีเหตุมีผล ออกกฎหมายให้คนตายฟรี เช่น กฎหมายนิรโทษกรรม แถมแฝงการช่วยคดีทุจริตเอาไว้ท้ายกฎหมายก็กล้าทำ ไม่ยำเกรงประชาชน ไม่สนใจธรรมาภิบาลใดๆ เวลานั้น ท่านจึงไม่เกลือกกลั้วกับนักการเมืองเลย

2) จนถึงวันหนึ่ง ท่านยอมรับว่าท่านเป็นนักการเมืองแล้ว และถึงวันนี้ มีใครไม่เชื่อบ้างว่าท่านเป็น “นักการเมือง” และเมื่อดูจากตรรกะ เหตุผล ในคำพูดคำจาของท่านแล้ว เรารู้ด้วยซ้ำไปว่า ท่านเป็นนักการเมืองแบบไหน

3) ท่านสูญเสียภาวะการเป็น “คนกลาง” เข้ามาแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติ ที่พัฒนาไปถึงขีดของการใช้ความรุนแรงเข้าห้ำหั่นกัน ผู้คนหวังให้ท่านปฏิรูป “กติกา” เพื่อให้กติกานั้นไปคัดกรองคนชั่ว ไม่ให้เข้าสู่ระบบการเมือง หรือเมื่อเข้ามาแล้ว ต้องถูกตรวจสอบและ “คัดออก” ได้ทันท่วงที

4) บัดนี้ ไม่เพียง “ไม่คัดออก” แต่ถึงขั้น “คัดมาใช้เอง” ด้วยวิธีแบบ “นักการเมือง” เลยเชียวล่ะ ในสภาพการณ์แบบนี้ “แม่ยก-กองหนุน” ของท่าน ได้แต่ยกยาดมขึ้นดม บอกไม่ถูกว่ารักหรือชัง สิ้นหวัง หรือจะหวังต่อไปให้ท่านเป็น “คนกลาง” ในเมื่อท่านแสดงความไม่เป็นกลางอย่างเห็นได้ชัด

5) ท่านกำลังส่งสัญญาณว่าท่านไม่เลือกสีแมว ท่านมุ่งจับหนู แต่คนเห็นว่าหนูที่ท่านกำลังไล่จับนั้นคือ “อำนาจ” และเมื่อท่านจับมันไม่อยู่ ท่านจึงไปต้อนฝูงแมวมาช่วยจับ โดยแมวที่ท่านเลือกให้มาช่วยจับ เป็นแมวจรจัด ที่ย้ายจากพรรคนั้นไปพรรคนี้มาไม่รู้กี่ตลบ เป็นแมวที่ไม่มีจุดยืน อำนาจอยู่ตรงไหนก็ไหลไปตรงนั้น นี่คือแมวที่ท่านต้องการเพื่อสนองปัญหาของท่าน หรือของประชาชน-ประเทศชาติ

6) ท่านจะหวนกลับมาเป็นนักการเมืองก็ได้ ไม่มีใครว่า เป็นสิทธิที่ทุกคนจะเสนอตัวเข้ามา แต่การใช้อำนาจและผลประโยชน์ที่ถือครองอยู่ ไปสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบต่อการแข่งขันที่กำลังจะมาถึง มันเป็น “วิธีสกปรก” ที่คนผู้นั้นไม่พึงกล้าหาญพูดคำว่า “ธรรมาภิบาล” กับใครได้อีก

7) เอาสนธยามา ให้อำนาจสนธยา ไปสร้างคะแนนนิยมในพื้นที่อีอีซี ซึ่งเป็นพื้นที่แข่งขันทางการเมืองของเขา ในขณะที่สั่งทุกพรรคการเมืองให้หยุด ห้ามเคลื่อนไหว ห้ามประชุมพรรค ไปสร้างระบบทำลายฐานสนับสนุนของพรรคการเมืองอื่นๆ เขา ด้วยการตัดสิทธิ “สมาชิกพรรค” หากไม่มายืนยันสมาชิกภาพและชำระค่าสมาชิก แทนที่จะบอกว่า ใครไม่ประสงค์จะเป็นสมาชิกพรรคใด ให้ตรวจสอบในฐานข้อมูล แล้วแจ้งยกเลิกเสียนี่กลับเลือกวิธีที่จะทำให้พรรคเก่าๆ ประสบปัญหา แต่สร้างความได้เปรียบให้แก่บางพรรค ซึ่งเป็น “แมว” ที่ตัวเองเลือกมาช่วย “จับหนู” อย่างนี้คือ ธรรมาภิบาล?

8) สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ ทำในเวลานี้ ไม่ต่างจากที่นักการเมืองในอดีตทำ ไม่ต้องมาอ้างว่าทำเพื่อชาติ เพราะประชาชนนึกไม่ออกว่า ธุระของท่านที่จะต้องอยู่ ต้องทำเพื่อชาติ มีอะไรอีก นอกจากการปราบทุจริต ปฏิรูปการเมือง สร้างระบบที่ดีให้บ้านเมืองแล้วจากไปอย่างสง่าๆ นั่งคุมทิศทางของบ้านเมืองผ่าน สว. ที่ท่านได้เลือกเอง 100% ผ่านแผนปฏิรูป และยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อำนาจที่ได้และที่มี เมื่อท่านแสดงความ “ไม่พอ” คนก็อาจจะ “พอ” กับท่านได้

9) การเมือง-ที่ท่านส่งสัญญาณออกมาในตอนนี้ ไม่ใช่การเมืองใหม่ๆ ที่เป็นความหวัง แต่เป็นการเมือง “น้ำเน่า” ในวังวนเก่าๆ ผ่านตัวละครเก่าๆ ที่แล่นเข้าหาฝ่ายที่มีอำนาจเสมอมา เป็นการส่งสัญญาณว่า นักการเมืองแบบนั้นใช่ไหม ที่จะอยู่ได้ในบ้านเมืองของเรา นักการเมืองสีเทาๆ ไม่ต้องขาวหรือดำ อำนาจอยู่ที่ไหน เมื่อเขาเกี้ยวพาราสียามใด ก็แล่นไป “สังวาสอำนาจ” กับเขาทันที นักการเมืองสายพันธุ์นี้ หรือครับ ที่ พล.อ.ประยุทธ์ บอกเราเป็นนัยๆ ว่าควรเอาไว้ช่วย “จับหนู”

10) และเพราะ “การดูด” นั้น มีมายาวนาน ท่านจึง “เห็นควรด้วย” ที่จะอนุรักษ์ รักษาไว้ และส่งเสริมให้ดูดกันต่อไป เพียงแต่ดูดให้ดีงาม ดูดให้สวยๆ ดูดเสร็จเช็ดปาก แล้วบอกว่า ดูดเพื่อชาติ เพื่ออนาคต