Get Adobe Flash player

จริงหรือที่ว่า คสช.ชนะ คนอยากเลือกตั้งพ่ายยับ โดย บางขุนศรี

Font Size:

ในที่สุด “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ก็ประกาศยุติการชุมนุม เพราะไม่สามารถนำประชาชนผ่าน “กองทัพตำรวจ” ที่ตรึงกำลังไว้อย่างเหนียวแน่น

การชุมนุมอย่างสงบ ที่ไม่มี “ฮาร์ดคอร์” หรือไร้ซึ่ง “ขาลุย” ก็ไม่มีกำลังใดๆ ที่จะต้านกองกำลังของ คสช.ได้

แกนนำผู้ชุมนุมอ่านแถลงการณ์ ก่อนที่จะยอมมอบตัวให้จับกุม

ตำรวจจับกุมแกนนำกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง จำนวน 14 คน (ล่าสุดระบุว่ามีถึง 15 คน) แบ่งเป็นคุมตัวอยู่ที่ สน.พญาไท 10 คน ได้แก่ 1.นายเอกชัย หงส์กังวาน 2.นายโชคชัย ไพบูลย์รัชตะ 3.นายอานนท์ นำภา 4.น.ส.ชลธิชา หรือเกด แจ้งเร็ว 5.น.ส.ณัฏฐา หรือโบว์ มหัทธนา 6.นายวิโรจน์ โตงามรักษ์ 7.นายพุทธไธสิงห์ ทิมจันทร์ 8.นายคีรี ขันทอง 9.ว่าที่ร้อยตรีภัทรพล จันทร์โคตร 10.นายประสงค์ วางวัน และ สน.ชนะสงคราม 4 คน ได้แก่ 1.นายรังสิมันต์ โรม 2.นายปิยะรัฐ จงเทพ 3.นายสิริวิทย์ เสรีธิวัฒน์ 4.นายนิกร วิทยาพันธุ์

พร้อมกับได้แจ้งข้อหาผู้ต้องหาทั้งหมด 3 ข้อหา ได้แก่ มาตรา 116 ข้อหายุยงปลุกปั่นฯ มาตรา 215 ข้อหาผู้ใดมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปหรือกระทำการให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และข้อหาขัดคำสั่ง คสช.ที่ 3/2558 ร่วมกันมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่ใดๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ทั้งนี้ ในส่วนของนายนิกร ที่เป็นผู้ใช้คีบตัดแม่กุญแจประตู 3 ม.ธรรมศาสตร์ ต้องรอให้อธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ แจ้งดำเนินคดีก่อน ถึงจะสามารถแจ้งข้อหาทำลายทรัพย์สินของทางราชการและลักทรัพย์ในเวลากลางคืน

ก่อนจะถึงเวลานัดชุมนุมเพื่อเรียกร้องให้มีการเลือกตั้ง ในวาระครบรอบการรัฐประหารโดย คสช. 4 ปี กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ได้มีการขออนุญาตในการจัดชุมนุมโดยจะเดินขบวนไปยังทำเนียบรัฐบาล

แต่ก็ไม่ได้รับอนุญาตจากตำรวจ

สมาชิกเครือข่ายกลุ่มคนอยากเลือกตั้ง ได้ยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และ ผกก.สน.ชนะสงคราม ว่าหน่วยงานทางปกครองและเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการไม่ชอบด้วยกฎหมาย และกระทำละเมิด

แต่ศาลปกครองกลางได้มีคำสั่งไม่รับฟ้อง

ในวันที่ผู้ชุมนุม จะเคลื่อนขบวนออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก็ต้องเผชิญกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ นำรถติดเครื่องขยายเสียง มาประกาศขอให้ยุติกิจกรรมนี้ พร้อมทั้งตำรวจพลร่มหญิงจากค่ายนเรศวร จ.เพชรบุรี เป็นแนวปะทะด้านหน้าสุด ตั้งแถวอยู่บริเวณด้านหน้าประตูมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เวลา 09.00 น. กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง เคลื่อนขบวนออกจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ก่อนจะมาหยุดชะงักตรงหน้าประตู เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งแนวกั้นบริเวณหน้ามหาวิทยาลัย

ตัวแทนผู้ชุมนุมเจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อขอเคลื่อนขบวนผ่านไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่อนุญาต โดยให้เหตุผลว่าการกระทำดังกล่าวผิดคำสั่ง คสช. เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของชาติ

จนเวลา 10.00 น. สถานการณ์การเผชิญหน้าเริ่มตึงเครียด กลุ่มผู้ชุมนุมก็พยายามเจรจากับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ผ่านเครื่องขยายเสียงอย่างต่อเนื่อง พร้อมประกาศว่า หากเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่อนุญาตให้เคลื่อนขบวนผ่าน

เวลา 12.00 น. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร., พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร., พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.น. เดินทางมาติดตามการชุมนุม พร้อมสั่งแนวทางการปฏิบัติงานให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

เมื่อไม่มีทางเคลื่อนขบวน ประกอบกับเจตนาของผู้ชุมนุมเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ไม่ต้องการปะทะหรือเสียเลือดเนื้อ

แกนนำได้ขออ่านแถลงการณ์ถึงความล้มเหลวในการดำเนินงาน 4 ปีของรัฐบาล คสช.และเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งโดยเร็วที่สุด พร้อมกับชูมือ 3 นิ้วแสดงถึงสัญลักษณ์ไม่เอารัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร หลังแถลงการณ์เสร็จเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวทั้งหมดเพื่อไปสอบปากคำ โดยแยกกันสอบตาม สน.ต่างๆ

นายรังสิมันต์ กล่าวกับมวลชนผ่านเครื่องขยายเสียงว่า การชุมนุมในวันนี้ถือว่าประสบความสำเร็จกว่าที่เราคาดหวังไว้ ทั้งนี้ 4 ปีของระบอบ คสช. ไม่มีใครที่ออกมาต่อสู้ได้เท่าพวกเรา ซึ่งลองมาแล้วทุกวิธี วันนี้แม้ไม่อาจนำประชาธิปไตยกลับคืนมาได้ แต่ก็ทำให้คนรุ่นใหม่นำความตั้งใจนี้ไปต่อยอดประชาธิปไตยในอนาคตต่อไป และในวันนี้ผมและแกนนำไม่ต้องการให้มีความรุนแรงเกิดขึ้น จึงตัดสินใจมอบตัว

จากการยุติการชุมนุมได้สำเร็จ ทำให้ฝ่ายรัฐบาลดูจะปลื้มกับชัยชนะครั้งนี้

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ กล่าวว่า วันนี้อากาศเริ่มดีขึ้นแล้ว อ๊อกซิเจนเริ่มเข้ามาแล้ว เมื่อวานอ็อกซิเจนน้อยหน่อย เพราะมีชุมนุมกันอยู่ คนเยอะ อากาศเป็นพิษ แต่ทุกอย่างเรียบร้อยเพราะพวกเรา สำคัญที่ไม่ลุกลามบานปลาย

พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ รมว.กลาโหม ยืนยันจะไม่ให้มีการเคลื่อนขบวนมาที่ทำเนียบรัฐบาล ถ้ามีผู้ชุมนุมออกมาก็จับอยู่แล้ว

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการดำเนินการกับกลุ่มคนอยากเลือกตั้งที่ยังไม่ได้รับการประกันตัว ถือเป็นการกระทำที่รุนแรงหรือไม่  ตอบว่า เรื่องนี้คงต้องถามฝ่ายความมั่นคง เบื้องต้นต้องดูว่าพนักงานสอบสวนคัดค้านการประกันตัวหรือไม่ และศาลจะดูว่าผู้ถูกกล่าวหาจะไปยุ่งกับพยานหลักฐาน หลบหนีหรือไม่ โดยส่วนตัวไม่มองว่าเรื่องนี้จะไปเชื่อมโยงกับเรื่องการเมือง และศาลก็ไม่ได้มอง

ส่วนตำรวจ ได้ที ให้ผู้ต้องหานอนคุก ยังไม่นำตัวไปฝากขังที่ศาลอาญารัชดา อ้างยังสอบปากคำผู้ต้องหาบางคนไม่แล้วเสร็จ

รัฐบาลกำลังหลงระเริงกับชัยชนะ แต่เรากลับรู้สึกว่ารัฐบาลกำลังแพ้ภัยตัวเอง เด็กๆ ไม่โกหกว่านี่เป็นการชุมนุมอย่างสงบ แต่รัฐบาลกลับโกหกว่า มีพวกเสื้อแดงนำอาวุธมาป่วน ลงท้ายก็แค่ข้ออ้างเดิมๆ

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

เมื่อองค์การนิรโทษกรรมสากล “แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล” ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาล คสช. ยกเลิกคำสั่งห้ามทำกิจกรรมทางการเมือง รวมถึงการจำกัดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกอย่างสงบของประชาชน

แคทเธอลีน เกอร์สัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายรณรงค์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอมเนสตี้ฯ กล่าวว่า คำสั่งของ คสช.ที่ออกมาตั้งแต่หลังการทำรัฐประหารเป็นการจำกัดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง มาตรการพิเศษนี้ควรนำมาใช้เพียงชั่วคราวเท่านั้น แต่ผ่านมา 4 ปีแล้ว คำสั่งเหล่านี้ยังคงถูกนำมาใช้อย่างต่อเนื่องและเคร่งครัดโดยทางการ ซึ่งส่งผลให้มีการปฏิบัติมิชอบจำนวนมาก

“หลังเลื่อนคำสัญญามาหลายครั้ง ถึงเวลาแล้วที่ คสช.จะต้องทำตามสัญญาที่ให้ไว้ ในการยกเลิกคำสั่งห้ามการจัดกิจกรรมทางการเมืองภายในเดือนมิถุนายนนี้ แต่เฉพาะการกระทำเช่นนี้ถือว่ายังไม่เพียงพอ จะต้องยกเลิกกฎหมายและคำสั่งอื่นๆ ที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชนอย่างสงบด้วย” แคทเธอลีน กล่าว

แถลงการณ์ของแอมเนสตี้ฯ ย้ำว่า คสช.จะต้องยกเลิกกฎหมายที่จำกัดสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกอย่างสงบของประชาชนอย่างเร็วที่สุด โดยเฉพาะการบังคับใช้กฎหมายและคำสั่ง ที่เป็นเผด็จการที่พุ่งเป้าไปที่นักปกป้องสิทธิมนุษยชน นักกิจกรรมและฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองซึ่งใช้สิทธิมนุษยชนของตนที่จะมีเสรีภาพในการแสดงออก การสมาคมและการชุมนุมอย่างสงบ ประชาชนหลายร้อยคนไม่ควรถูกดำเนินคดีอาญา เพียงเพราะการแสดงความเห็นและเข้าร่วมการประท้วงอย่างสงบ

ขณะที่ สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาติ ประจำภูมิภาค ได้โพสต์ข้อความพร้อมภาพที่เฟซบุ๊ก UN Human Rights - Asia ระบุว่า ระหว่างวันที่ 21 ถึง 22 พฤษภาคม สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ของสหประชาชาติ สังเกตการณ์ชุมนุมอย่างสงบที่จัดโดย “กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง” ซึ่งเป็นกลุ่มนักกิจกรรมทางการเมืองและนักกิจกรรมรุ่นใหม่ ที่ได้จัดการชุมนุมอย่างต่อเนื่องเรียกร้องให้จัดการเลือกตั้งปลายปี 2561 ผู้สังเกตการณ์ของสหประชาชาติได้ประสานงานและพูดคุยกับผู้จัดการชุมนุม และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ผู้แทน “เครือข่ายสังเกตการณ์และการบันทึกการชุมนุมสาธารณะเพื่อสิทธิมนุษยชน” ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมที่สำนักงานข้าหลวงใหญ่ฯ ทำงานร่วมอย่างใกล้ชิดได้ลงพื้นที่สังเกตการณ์เช่นเดียวกัน

การชุมนุมครั้งนี้ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดขึ้นเพื่อรำลึกสี่ปีรัฐประหารวันที่ 22 พฤษภาคม 2557 ในตอนเย็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้นำของกลุ่มฯ และนักกิจกรรม พวกเขาจะถูกนำตัวไปที่สถานีตำรวจชนะสงคราม แกนนำห้าคนได้ถูกร้องทุกข์โดยคสช.ว่าละเมิดคำสั่งที่ 3/2558 ที่ห้ามการชุมนุมทางการเมืองเกินห้าคน

สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เรียกร้องให้ปล่อยตัวนักกิจกรรมเหล่านี้โดยพลัน ทั้งนี้สำนักงานฯ ได้เรียกร้องรัฐบาลไทยอย่างต่อเนื่องให้เคารพสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและชุมนุมอย่างสงบ ในฐานะที่เป็นรัฐภาคีกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางการเมืองและพลเมือง

เรามองว่า จากการชุมนุม จนกระทั่งถึงกระบวนการดำเนินคดี รัฐบาลอาจภูมิใจว่าช่างเป็นชัยชนะที่ง่ายดาย แต่เรากลับเห็นว่า พฤติกรรมรัฐบาลในช่วงหลัง เหมือนกำลังเพาะบ่มความเป็นเผด็จการเบ็ดเสร็จ ที่กดไว้ทั้งพรรคการเมือง และประชาชนให้อยู่ในความสงบด้วยอำนาจ ไม่ใช่ด้วยใจ

ถามว่าทำไมต้องชุมนุม ทั้งๆ ที่จะเลือกตั้งอยู่แล้ว คำตอบคือถ้ากลุ่มเด็กกลุ่มนี้ ไม่กดดันบ้าง รัฐบาลก็จะหาเหตุ เลื่อนเลือกตั้งออกไปอีก เพราะ นายกฯ ยังหาเสียงไม่เสร็จ สนช.ก็งุ่มง่าม เชื่องช้า เงินเดือนมากแต่งานอืด

อยากบอกรัฐบาลว่า อย่ามัวแต่ซื้อเวลา อย่าคิดว่าต้องสืบทอดอำนาจ อย่าคิดว่าไม่มีใครจะทำงานได้ดีเท่า

อยากเตือนว่าอย่าประมาทองค์กรต่างประเทศ อย่าประมาทความรู้สึกของประชาชน ให้นึกถึงขาลงเอาไว้บ้าง

และขอจบด้วยความเห็นของ ปรเมศวร์ อินทรชุมนุม รองอธิบดีอัยการ สำนักงานคดีอาญา ที่ว่า

ถ้าการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ คสช.และรัฐบาล เป็นความผิดถึงขนาดแจ้งความดำเนินคดี แสดงให้เห็นเป็นประจักษ์ว่า พวกคุณไม่มีความรู้เรื่องประชาธิปไตยแม้แต่น้อย แล้วยังมาหน้าด้านอ้างเรื่องประชาธิปไตยกันทำไม กฎหมายจะเป็นธรรมก็ต่อเมื่อคนใช้มีความเป็นธรรมในหัวใจ

แต่ถ้าสมองมีแต่ตั้งใจเป็นทาสรับใช้ “นาย” ก็ไร้ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นนักกฎหมาย.