Get Adobe Flash player

ศรัทธา กับความรู้สึก โดย บางขุนศรี

Font Size:

สัปดาห์นี้ผมอยากจะเขียน อยากบ่นอะไรที่มันอาจไม่ตรงกับใจของท่านผู้อ่าน ไม่ตรงกับใจคนส่วนมากที่เขามีความเที่ยงธรรม ไม่ตรงกับเรื่องของความถูกต้อง หรือสิ่งผิดชอบชั่วดี ตามมาตรฐานของกฏหมาย หรือศีลธรรม

เพียงแต่อยากสารภาพถึงความรู้สึกลึกๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระภิกษุ และพระพุทธศาสนา จากข่าวสารที่เกิดขึ้นช่วงนี้

คนรุ่นก่อนเคยสอนเอาไว้ว่า คนเราไม่ควรถกเถียงกันในเรื่องเชื้อชาติ เรื่องศาสนา สีผิวที่แตกต่างกัน

มีคนพยายามแบ่งว่ามนุษย์มีสามเผ่าพันธุ์ใหญ่ๆ คือ

คอเคซอยด์ หมายถึงคนผิวขาว, มองโกลอยด์ หมายถึงชาติพันธุ์แถบเอเซีย อาจรวมถึงชนเผ่า “อินเดียน” ในอเมริกา รวมทั้งชาวเอสกิโม

และอีกชนเผ่าคือ “นิกรอยด์” หมายถึงคนผิวดำ ซึ่งปัจจุบันว่ากันว่าผู้ที่มีการศึกษาจะไม่ใช้เรียกคนผิวสีว่า “นิโกร” เพราะกลายเป็นคำจากคนผิวสีอื่นด้วยการเหยียดหยาม หยาบคาย ซึ่งที่อเมริกา เขาเรียก “แอฟริกัน-อเมริกัน”

บนโลกนี้ในอดีต เราเสียเวลามาทะเลาะกันเรื่องสีผิว เข่นฆ่ากันมากมาย แต่ทีสุดแล้ว ความเป็นมนุษย์ก็ไม่ได้ต่างกัน แม้บางกลุ่มจะมีความพยายามที่จะไม่ให้เท่ากันก็ตาม

เรื่องความเชื่อ ศาสนา หลายศาสนาก็มีความเห็นต่าง แต่ผู้คนส่วนใหญ่ ก็เคารพความแตกต่าง และอยู่ร่วมกันในสังคมบนความเชื่อที่แตกต่างกันนั้น

เราอาจจะเห็นคนในอินเดีย บูชาพระแม่คงคา ขณะที่คนจีน มีพิธีไหว้พระจันทร์ ฯลฯ ซึ่งเมื่อมองเข้าไปให้ลึกซึ้งถึงแก่นของความเชื่อ เราก็จะพบ “ปริศนาธรรม” ของศาสนาต่างๆ ที่แฝงอยู่กับความเชื่อนั้น

คราวนี้มาถึงเรื่องของ “พระ” ผ้าเหลือง วัด และศาสนา

ที่ผมเกริ่นไว้ตั้งแต่ต้นว่า อยากบ่นอะไรที่มันอาจไม่ตรงกับใจของท่านผู้อ่าน และขอได้โปรดอย่าถือสา

สำหรับผม กับพระ หรือเอาแค่ผ้าเหลืองก็ได้ คือสิ่งเคารพ เป็นอุเทสิกเจดีย์ เราถูกเพาะบ่มมาตั้งแต่จำความได้ รุ่นทวด ท่านก็ค้ำชูวัดวาอาราม รุ่นแม่ก็ใส่บาตทุกวันไม่ขาดจนตลอดอายุขัย

พระสมัยก่อนท่านรับบาตอย่างสงบ ใส่บาตเสร็จก็ปิดฝา เดินจากไปอย่างสำรวม ไม่ต้องเปล่งวาจาใดๆ เหมือนเดี๋ยวนี้ (ไม่ทราบว่าเริ่มตอนไหน) ความศรัทธาหรือใครจะเรียกว่างมงายก็ไม่ว่า แต่ค่อยๆ เกิดขึ้น จนยึดเป็นที่พึ่งที่ระลึก

แถวบ้านใครมีลูกชายแล้วได้บวช พ่อกับแม่จะปลาบปลื้มที่สุด ท่านบอกว่าได้เกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์

แค่วันแรกที่ลูกชายครองจีวร ยังไม่รู้พระธรรมอะไรเลย พ่อแม่ก็กราบพระลูกด้วยความปิติศรัทธา

หนึ่งพรรษา สึกออกมาได้เป็น “บัณฑิต” รู้อะไรในทางธรรมไม่มากก็น้อย ตอนบวชมีศีล 227 ข้อ สึกออกมาถ้าได้แค่ 5 ข้อ ก็ถือว่าเป็นที่สุด

พระจึงอยู่ในใจมาโดยตลอด แยกไม่ออกว่าไหนศาสนา ไหนพระ

พระพุทธรูป เราก็กราบไหว้ รูปหลวงพ่อวัดไหนๆ เราก็เอามาคล้องคอได้ เพราะเราแค่คนธรรมดา บรมศาสดานั้นสูงส่ง ถ้าจะสอนเราแค่พระในวัดข้างบ้านก็เพียงพอ เราจึงห้อยคอแค่หลวงพ่อ ไม่ใช่จะตัดตอนว่าพวกเราไปไม่ถึงแก่น

เกิดก็ไปวัด เป็นหนุ่มสาวก็ไปวัด สุขทุกข์ก็ไปวัด

ตายก็ไปวัดญาติมิตร ก็ได้ฟังบทสวด “พระอภิธรรม” บทสุดท้ายอุทิศให้ผู้วายชนม์ กล่าวกันว่าเป็นบทเดียวกับที่พระพุทธองค์ โปรดพุทธมารดาในดาวดึงค์เทวโลก

เหมือนดังเพลงของหลวงพ่อ “พร ภิรมย์” ที่ท่านแต่งและร้องก่อนบวชว่า

“จอมนราพิสุทธ์ ท่านสอนพุทธบริษัท เป็นธรรมะปรมัต อ้างถึงอำนาจกรรมเก่า ว่ากุศลาธรรมา มนุษย์เกิดมามีสุข อกุศลาพาให้ทุกข์ ดังไฟที่ลุกรุมเร้า... ฯลฯ”

ความนับถือเกิดเองจะว่าไม่มีเหตุผล ก็คิดว่ามี แต่ความศรัทธา เกินคำอธิบาย

ตั้งแต่เกิด จนแก่เท่านี้ ความรู้สึกที่มีกับพระก็เป็นแบบนี้มาตลอด

พอเมื่อมีข่าวพระวัดใหญ่ระดับประเทศหลายวัดมาถูกจับ ตำรวจนำมาแบ่งจับเป็นล็อตๆ จับแล้วเปลื้องจีวรยัดเข้าห้องขัง ยอมรับว่า หัวใจสลาย

คนเขียนข่าว-อ่านข่าวอย่างเมามัน หัวเราะเยาะเป็นระยะ ฟังแล้วทำใจไม่ได้

ทั้งๆ ที่รู้ว่าฝ่ายบ้านเมืองเขาคงทำถูก แต่เราต่างหากที่ “ติดยึด” และเป็นฝ่ายผิด

แต่บ้านเมือง ทำไมต้องคัดค้านการประกันตัว เปลื้องจีวรยัดเข้าห้องขัง ทำไมไม่ให้โอกาสสู้คดีก่อน โจรฆ่าคนยังมีที่ให้ประกัน เมื่อศาลสูงตัดสินแล้วถ้าพบว่าผิด จะให้สาสิกขาตอนนั้นก็ได้

อดีตพระรูปหนึ่ง หนีไปลาว ไปเขมร ไปเวียดนาม แล้วไปยุโรป ก็ได้แต่พาวนาขอให้ไปให้พ้น ตามไม่เจอ (ซึ่งนึ่ก็คิดผิด) แต่ท่านก็ถูกจับ ยังไม่รู้ว่า ต้องเดินหน้าจ๋อยกลับมาติดคุก

ข่าวว่า ถูกจับที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ตำรวจไทยตามไปขอตัว ซึ่งพระ ทีตำรวจมองว่าเป็นผู้ร้ายข้ามแดน หลังหนีข้ามโลก

ตำรวจไทยตามไปรับตัวกลับ แต่จะกลับหรือไม่ ยังต้องติดตาม

เพราะการรวบรัดดำเนินคดี มันไปเป็นสากล ยิ่งอยู่ในช่วงยึดอำนาจ ดูอย่างไรก็ไม่แฟร์กับผู้ต้องหา ก็ยังไม่รู้ว่าเยอรมัน จะคิดอย่างไร

พูดก็พูด พระที่ถูกกล่าวหา รู้จัก ก็ไม่รู้จักซักองค์ แต่ก็ห่วง ยังไงก็ผ้าเหลือง

เห็นข่าวพวกนี้แล้วน้อยใจ ทำไมชีวิตเราถึงได้แพ้เขาทุกเรื่อง มีความเห็นในเรื่องใด ฝ่ายที่เห็นต่างก็ชนะอยู่ร่ำไป แค่เรื่องที่คิดแค่ศรัทธา แค่เมตตา เขายังว่าไม่ถูกต้อง เรื่องแค่นี้ยังสู้คนอื่นไม่ได้ ขนาดผู้ปกครองบ้านเมืองยังไม่มีโอกาสเลือกเอง

มันช้ำจริงๆ

ถามว่า “ภิกษุ” ที่ถูกจับกุมนั้นเชื่อว่าท่านผิดจริงหรือไม่ ดูตามหลักฐานแล้วก็คงยากที่จะพ้นผิด แต่เคยมองย้อนไปบ้างไหม “ระบบ” ต่างหาก ที่ทำให้ “ภิกษุ” ต้องเป็นอย่างนี้

ระบบที่ทำให้วัดร่ำรวย หรูหรา วัดบางแห่ง (หลายแห่ง) มีเงินนับพันนับหมื่นล้าน  ยกฐานะพระจนเทียบเจ้าพระยานาหมื่น

พระก็แค่ลูกชาวบ้าน บวชมาตั้งแต่เด็ก รู้แต่ทางธรรม ทางโลกไม่รู้ เมื่อเงินอยู่ตรงหน้า บางทีก็มีผู้เสนอให้ ชื่อเสียงก็มี ยิ่งเมื่อมีเงินอีก ใจก็เตลิดไปใหญ่

ที่ผ่านมาไม่มีใครตรวจสอบ ไม่มีใครข้องเกี่ยว ทำให้เกิดย่ามใจ ได้แล้วก็อยากได้เพิ่ม

มารู้ตัวเมื่อถูกถอดจีวร เหมือนตกจากสวรรค์ ดิ่งลงนรก ทั้งที่ยังมีชีวิต

ไม่รู้นะ... อันนี้ก็ไม่ใช่ความถูกต้อง แต่ถ้าฝ่ายบ้านเมืองจะเมตตา “ภิกษุ” บ้าง ก็น่าจะมีช่วงเวลาสู้คดีด้วยวลีที่ว่าผู้ต้องสงสัย ยังไม่ใช่ผู้ผิด

ควรมีบทลงโทษที่ไม่ถึง “ประหาร” หรือขาดจากความเป็นพระทันทีแบบนี้

ถ้าว่านี่เป็นความเลว มันก็ไม่ได้โดยสันดาน

แค่ปรับสิ่งที่ผิดอย่างเช่นวัดรวยเป็นมหาเศรษฐี สถานที่ราวสวรรค์วิมาณ ปรับให้เป็นวัดพุทธแท้

ส่วนภิกษุที่ถูกตัดสินว่าผิด ก็เปลี่ยนแปลง ถอดถอน คืนทรัพย์สิน โยกย้ายจากคามวาสี ไปอยู่อรัญวาสี ลงโทษให้ไปเรียนใหม่ ไปปฏิบัติธรรม ให้ไปเขียนตำรา (ภายใต้การกำกับดูแล) ไปจนตลอดชีวิต ก็น่าจะพอแล้ว ไม่ต้องเอิกเริก สาละพาเฮโล

แต่ดูเหมือนยุคของสังคมที่เกลียดชัง ด่าทอ ดูจะสะใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น ตำรวจได้จับภิกษุ เก่งเหลือเกิน ทุกคนปลื้มหมด

เจ้าหน้าที่ ออกมาประกาศปาวๆ ว่า ไม่กระทบศาสนา ไม่กระทบศาสนา

ก็จริงเพราะศาสนาเป็นนามธรรมคงกระทบไม่ได้ เพียงแต่มันกระทบหัวใจ ตอกย้ำกันทุกวันให้รักสถาบัน (ศาสนา) แล้วดูเขาทำ เพราะมันยิ่งกว่าย่ำยี

ผู้หญิงต่างชาติ ปีนขึ้นไปขี่คอพระ ยังไม่รู้สึกเจ็บ เพราะเขาไม่รู้

ชาวบ้าน (ฝรั่ง) เอาเศียรพระมาประดับบนเสาเรั้ว เขาก็ไว้สูงกว่าหัวคน ก็ไม่เห็นมีอะไร แต่ ทางการไทยจะเป็นจะตาย

พูดเช่นนี้ ท่านอาจคิดว่าเราโง่เขลา หลง งมงาย ก็ไม่ได้โต้แย้ง

แต่สำหรับคน (ไทยเรา) บางคน ยิ่งเป็นบ้านนอกเมื่อศรัทธาแล้ว เมื่อรักแล้ว ก็เรียกคืนให้ไม่รัก นับถือแล้วไม่ให้นับถือ ยากเหลือเกิน

ลงท้ายดูข่าวแล้วชาวพุทธที่ไม่เอาไหนอย่างเรา ที่ไม่โกรธ ก็โกรธ ที่ไม่ทุกข์ก็ทุกข์  เป็นทุกข์ที่ไม่ต่างจากภิกษุที่อยู่ในเรือนจำ.