Get Adobe Flash player

การประหารนักโทษ โดย บางขุนศรี

Font Size:

เป็นข่าวที่ถูกพูดถึงมากที่สุดของคนไทย หลังจากเมื่อเวลา 15.00-18.00 น.วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561 ที่ผ่านมา กรมราชทัณฑ์ ได้ดำเนินการบังคับโทษ ตามคำพิพากษาของศาลด้วยการประหารชีวิตนักโทษเด็ดขาดชาย ธีรศักดิ์ หลงจิ อายุ 26 ปี ผู้ต้องขังในคดีฆ่าผู้อื่นอย่างทารุณโหดร้ายเพื่อชิงทรัพย์

ข่าวจาก แนวหน้า เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2555 เหตุเกิดที่จังหวัดตรัง โดยนักโทษเด็ดขาดดังกล่าวได้ทำร้ายนายดนุเดช สุขมาก อายุ 17 ปี นักเรียนชั้น ม.5 และบังคับให้เอาทรัพย์สิน คือ โทรศัพท์มือถือ และกระเป๋าสตางค์ รวมทั้งใช้มีดแทงรวม 24 แผล เป็นเหตุให้เหยื่อถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้น พิพากษาประหารชีวิตศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาพิพากษายืนเป็นผลให้คดีถึงที่สุด

จากการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม นายธีรศักดิ์ ถูกจับมาแล้วหลายครั้ง ทั้งข้อหาเสพยาเสพติด ครอบครองกัญชา และอาวุธปืน ก่อนก่อคดีแทงนายดนุเดชเสียชีวิต ยังได้ก่อเหตุร่วมกันฆ่าผู้อื่นด้วย

แม้นายธีรศักดิ์ให้การปฏิเสธ แต่ก็มีพยานมัดตัวแน่นหนา โดยเฉพาะมีดปลายแหลมที่ใช้ก่อเหตุ

อีกทั้งยังพบว่าแก๊งของนายธีรศักดิ์ มีพฤติกรรมรีดไถเงินหรือทรัพย์สินของเด็กนักเรียน มีสมาชิก 10 คน อาทิ นายทิชานนท์ คงเมือง อายุ 20 ปี(ขณะนั้น) เป็นหัวหน้าแก๊งบ้านโพธิ์ ถูกจับกุมคดีใช้อาวุธปืนยิง นายฉันทภาพ ช่วยสุวรรณ อายุ 18 ปี จนเสียชีวิต เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2555 และเพื่อนของนายธีรศักดิ์ ก็เป็นหัวหน้าแก๊งบ้านโคกพลารีดไถเด็กนักเรียนอีกด้วย

สำหรับ วิธีการประหารชีวิตนักโทษ พ.ศ.2546 ให้ดำเนินการด้วยวิธีการฉีดยาหรือสารพิษให้ตาย

การประหารชีวิต ถือเป็นบทลงโทษทางอาญาที่หนักที่สุดตามกฎหมายไทย แม้หลายประเทศได้ยกเลิกโทษประหาชีวิตไปแล้วก็ตาม แต่ก็มีอีหลายประเทศที่ยังคงมีโทษประหารชีวิตอยู่เช่นเดียวกับประเทศไทย อาทิเช่น สหรัฐอเมริกา และจีน ซึ่งเน้นการปกป้องสังคมและพลเมืองส่วนใหญ่ให้พ้นจากการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรม มากกว่าเน้นสิทธิเสรีภาพของปัจเจกบุคคลที่กระทำผิดกฎหมาย

กรมราชทัณฑ์ หวังว่าการประหารชีวิตในครั้งนี้ จะเป็นอุทาหรณ์ให้ผู้ที่คิดจะก่ออาชญากรรมร้ายแรงหรือกระทำผิดกฎหมายได้ยั้งคิดถึงบทลงโทษนี้

เคยมีการรณรงค์ยกเลิกโทษประหารในประเทศไทย และไทยเคยลงนามปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนไว้ ซึ่งระบุว่า หากครบ 10 ปี ยังไม่มีการประหารชีวิตเกิดขึ้นภายในประเทศ ให้ถือว่าโทษประหารในประเทศไทยถูกยกเลิกไป ดังนั้นจึงเป็นการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง

ไทยโพสต์  นำเสนอข่าว สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คัดค้านการใช้โทษประหารชีวิตในทุกสถานการณ์

โดยเรียกร้องรัฐบาลไทย ให้ดำเนินมาตรการต่างๆ โดยเร่งด่วนเพื่อคืนสู่ภาวะการงดเว้นการใช้โทษประหารชีวิต ในกระบวนการนำไปสู่การยกเลิกโทษประหารชีวิตโดยสมบูรณ์

ขณะที่รายการ เรื่องเล่าเช้านี้ทาง สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ได้รายงานข่าว กลุ่มนักสิทธิมนุษยชนและ Amnesty International รวมตัวแสดงจุดยืนต่อต้านการใช้โทษประหารชีวิต โดยการชูป้ายประท้วง ที่เรือนจำกลางบางขวาง จ.นนทบุรี

นางปิยนุช โคตรสาร ผู้อำนวยการ Amnesty International ประเทศไทย ระบุว่า การใช้โทษประหารนั้นขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชน และการลงโทษนั้นไม่ควรใช้หลักตาต่อตา ฟันต่อฟัน อย่างไรก็ตาม Amnesty International ยืนยันว่าผู้กระทำผิดต้องถูกลงโทษ และเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพียงแต่ต้องไม่เป็นการฆ่าคนซ้ำอีกชีวิตหนึ่ง และยืนยันว่าจากผลการศึกษา ไม่พบว่าโทษประหารชีวิตช่วยลดการก่ออาชญากรรมได้จริงแต่อย่างใด

ประเทศไทยเว้นการใช้โทษประหารไปตั้งแต่ปี 2552 และหากไม่มีการประหารชีวิตครบ 10 ปี จะถือว่าเป็นประเทศที่ไม่มีการใช้โทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ

ขณะที่ ปนัดดา วงษ์ผู้ดี นักแสดง-พิธีกร ได้โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าวว่า เรียกร้องสิทธิมนุษยชนให้กับนักโทษประหาร เเล้วเหยื่อที่ตายล่ะ เขาไม่มีสิทธิ์ ในสิทธิมนุษยชนหรือ

“บ้านเมือง” นำเสนอข่าว ครอบครัวและญาติๆ ของนายวรยุทธ สังหลัง อดีตผู้ใหญ่บ้าน ที่จังหวัดกระบี่ ที่ถูกฆ่ายกครัว รวม 8  ศพ ที่ถูกนายซูริฟัตก์ บ้านนพวงศ์สกุล และพวก รวม 8 คน ร่วมกัน ฆาตกรรมโหดภายในบ้านพัก เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2560 ที่ผ่านมา 

ยังอยู่ด้วยความโศกเศร้า กับความสูญเสียคนที่รักในครอบพร้อมกัน ถึง 8 คน  แม้ว่าเดือนมีนาคม ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดกระบี่มีคำพิพากษา ให้ประหารชีวิต นายซูริฟัตก์ บ้านนพวงศ์สกุล และพวก รวม 6  คน และจำคุก 12 เดือน และ 19 เดือน

แต่ก็ไม่มีการประหาร

นายจรีย์ บุตรเติบ พ่อตานายวรยุทธ สังหลัง เปิดเผยว่า ไม่เห็นด้วย กับ กรณีให้มีการยกเลิกโทษประหารชีวิต กับ ผู้ต้องหาที่มีโทษร้ายแรง  เนื่องจาก หากยกเลิกโทษประหารชีวิต จะทำให้ผู้ที่คิดจะกระทำผิดทางกฎหมาย ไม่มีความเกรงกลัวต่อความผิด ที่กระทำ จะยิ่งทำให้มีการกระทำความผิดเพิ่มขึ้น

หากมีโทษประหารชีวิต จะทำให้มีความเกรงกลัว ผลที่จะได้รับ

และตั้งข้อสังเกตว่าผู้ที่ออกมาเคลื่อนไหว ให้มีการยกเลิก โทษประหารชีวิต ส่วนใหญ่ เชื่อว่า ไม่เคยประสบกับความสูญเสียของคนที่รักในครอบครัว ว่ามีความเจ็บปวดขนาดไหน

ต้องอยู่ด้วยความทุกข์ทรมาน อยู่ในความทรงจำตลอดเวลา กับการกระทำที่เหี้ยมโหด ต่อครอบครัว ยากที่จะให้อภัย

เกี่ยวกับเรื่องนี้ในวงการโลกโซเชียลมีเดียของไทย หลายสำนักได้พยายามให้ประชาชนร่วมแสดงความคิดเห็น พบว่าเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ที่เห็นด้วยกับการคงโทษประหารเอาไว้ นั่นเพราะปัญหาของไทยนับวันผู้ร้ายจะฮึกเหิมเหลือเกิน ออกมาฆ่าคนเหมือนผักปลา

แต่นักสิทธิมนุษยชน กลับออกมาต่อต้านการประหาร ถึงขนาดเดินตามต่างชาติ ประณามประเทศไทย โดยมองว่า การประหารไม่ทำให้อาชญากรรมลดลง

ซึ่งเราเองก็มองว่า มุมมองของเขาอาจเป็นวิธีคิดหนึ่ง หรือในกลุ่มประเทศหนึ่งอาจได้ผล

ประเทศไทย ก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเกรงใจ แล้วดำเนินนโยบายตามใจต่างชาติไปเสียทุกอย่าง

ปัญหาของชาติเราก็อย่างหนึ่ง ปัญหาต่างชาติก็อีกอย่างหนึ่ง ใช้วิธีแก้ไขแบบเดียวกันไม่ได้

ในประเทศไทยเรา กำลังประสบปัญหามากมาย ไม่เว้นแต่ละวัน มีการข่มขืนแล้วฆ่า มากมายหลายคดี อย่างคดีข่มขืนบนรถไฟ แล้วโยนออกนอกหน้าต่าง ฆ่าผัวเพื่อข่มขืนเมีย แล้วทิ้งร่าง หลายคดีเป็นการฆ่าคนอย่างไร้เหตุผล ชกคนแก่จนตาย ฆ่าคนพิการ ยิงคนเหตุเพราะคนนั้นมาจากหมู่บ้านอื่น

เหมือนบ้านป่า เมืองเถื่อน

เหยื่อตาย ทั้งที่คนเหล่านั้นไม่เคยทำร้ายใคร เขาต่างหากที่ควรมีสิทธิ์อยู่บนโลกนี้

ญาติพี่น้องพ่อแม่ต้องสูญเสียผู้เป็นที่รัก เป็นบาดแผล เป็นความทุกข์ที่ติดตัวจนวันตาย

คนร้ายถูกดำเนินคดี เดินเข้าคุกแบบที่บ้านก็ไม่ต้องเช่า ข้าวก็ไม่ต้องซื้อทั้งสามมื้อ เรือนจำถนอมนักโทษ ฝึกอบรมเพื่อให้กลับไปเป็นพลเมืองดี มีการนิรโทษในโอกาสต่างๆ แล้วไม่นานก็ออกมาก่อคดีอีก บางรายก็ฆ่าคนอีก

แน่นอน การประหารไม่ใช่การแก้ปัญหา ซึ่งสังคมก็รู้ แต่เราไม่มีหน้าที่แก้ปัญหา เพียงต้องการให้คนผิด ต้องได้รับโทษอย่างสาสม หรือตายตกไปตามกัน เพราะตัวอันตรายจำพวกนี้ยิ่งมีมาก ก็ยิ่งเป็นอันตรายต่อมวลมนุษย์

การมีกฎหมายประหารชีวิต ไม่ทำให้ทำให้ประเทศไทยดูตกต่ำ

แต่การที่ที่มีคนเลวล้นประเทศที่ไม่เคารพกฎหมายต่างหาก ที่ทำให้ประเทศตกต่ำ.