Get Adobe Flash player

นักสิทธิ-กับโทษประหารฯ โดย บางขุนศรี

Font Size:

ข่าว น.ส.ลักษณา หรือ “เมย์” อายุ 24 ปี ถูกฆ่าหั่นศพใส่กระสอบปุ๋ย แล้วนำไปโยนทิ้งในป่าซอยสามวา ตำรวจสามารถจับกุม นายธนกฤษ หรือ “วุธ” แฟนหนุ่ม ซึ่งผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่าเป็นผู้ลงมือฆ่าหั่นศพจริง ซึ่งเป็นการกระทำที่โหดเหี้ยม ทำให้คนจำนวนมากมองว่าคดีนี้ผู้ต้องหาควรถูกตัดสินประหารชีวิต

แต่ นางสมศรี หาญอนันทสุข กรรมการสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน มูลนิธิเพื่อนหญิง สมาชิกปัจจุบันและอดีตประธานองค์กรสิทธิมนุษยชน แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย กล่าวว่า คดีฆ่าหั่นศพที่เกิดขึ้นไม่ต่างจากคดีที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงคดีอื่นๆ เพราะผลที่เกิดขึ้นคือเหยื่อเสียชีวิต

เช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างถึงคดีของ นพ.วิสุทธิ์ บุญเกษมสันติ อดีตสูตินารีแพทย์ ที่ฆ่าหั่นศพภรรยาของตนเอง จนกระทั่งตำรวจสามารถจับกุมตัวได้ โดยระหว่างที่ถูกจำคุก นพ.วิสุทธิ์ ปฏิบัติตัวดีและทำประโยชน์มาโดยตลอด จนกระทั่งได้ออกจากเรือนจำ และเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ ตนจึงมองว่าผู้กระทำผิดไม่ได้เป็นอาชญากรโดยกำเนิด แต่เพราะหึงหวงจึงกระทำผิด ซึ่งเป็นอารมณ์ชั่ววูบ

หลักการเดียวกันกับคดีของ “มิก” หรือ ธีรศักดิ์ หลงจิ นักโทษที่เพิ่งถูกประหารชีวิต ประเด็นนี้จึงควรมองทั้ง 2 ฝ่าย คือฝ่ายญาติผู้กระทำผิด และญาติผู้เสียชีวิต โดยฝ่ายผู้สูญเสียต้องมีการเยียวยาทางจิตใจอย่างจริงจัง

อาจจะต้องมีการจัดหานักจิตวิทยาเข้าไปเยียวยา โดยหากเป็นไปได้ก็อยากให้ทั้งสองฝ่ายได้มาพูดคุยกัน

สำหรับกระแสสังคมที่มองว่าคดีนี้ต้องประหาร ตนก็มองว่าน่าจะให้อภัยได้ เพราะการให้อภัยคือการเยียวยาทั้งสองฝ่าย แต่ตนก็ไม่อยากให้ผู้กระทำผิดได้ออกมาใช้ชีวิตเร็วเกินไป เพราะจะทำให้ครอบครัวของผู้เสียหายไม่มั่นใจว่าจะกลับมาทำร้ายอีกหรือไม่ โดยอยากให้มีการประเมินก่อนที่จะปล่อยตัวนักโทษออกมา และเมื่อปล่อยออกมาแล้วก็ควรมีการติดตามผลว่าผู้กระทำผิดใช้ชีวิตในสังคมเป็นอย่างไร โดยเน้นไปที่การหาวิธีการไม่เปิดโอกาสให้ผู้กระทำผิดได้กระทำผิด และหากกระทำผิดไปแล้วก็ต้องได้รับโทษ ไม่มีการลอยนวล หรือยัดเงินเพื่อไม่ให้ถูกจับ

โดยสาเหตุที่คัดค้านโทษประหารชีวิตเพราะมองว่าไม่ใช่ทางออก แต่ทางแก้ปัญหาที่ดีกว่าคือป้องกันไม่ให้ก่อเหตุอาชญากรรมเลยจะดีกว่าหรือไม่ ทุกคนจะได้รอด ไม่ใช่ทุกคนตายหมด

จากคดีที่กล่าวถึง เราเชื่อว่า คนไทยจำนวนมาก ก็คง “ไม่เห็นด้วย” กับวิธีคิดของนักสิทธิฯ ที่เหมือนไปรับนโยบายจากต่างประเทศ ให้มาคิดเช่นนี้กับบ้านตัวเอง โดยไม่ได้มองความแตกต่างของกระบวนการปัญหา

ในบรรดาคดีต่างๆ มีเพียงคดีเดียวครับ ที่เราไม่อยากให้ลงโทษถึงประหารฯ

คือคดีของ “หมอนิ่ม” พญ.นิธิวดี ภู่เจริญยศ ผู้ต้องหาจ้างวานฆ่าสามี นายจักรกฤษณ์ หรือ เอ็กซ์ พณิชย์ผาติกรรม อดีตนักยิงปืนทีมชาติ

เพราะทนต่อพฤติกรรมความรุนแรงของสามี ที่กระทำต่อตนไม่ไหว ซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาประหารชีวิต

ขณะนี้อยู่ระหว่างการเลื่อนฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ออกไปก่อน  

เราเคารพการตัดสินของศาล แต่ถ้ากรณีนี้เกิดที่อเมริกา ผู้หญิงที่ถูกสามีทำร้าย ตลอดเวลาที่อยู่ด้วยกัน ทำให้ต้องลุกขึ้นมาฆ่าสามีเพื่อหนีปัญหา

ก็มักจะได้รับความเมตตาจากศาล ให้ลงโทษสถานเบา เช่นจำคุก 4 ปี 5 ปี เพราะสังคมอเมริกัน จะปกป้องหญิงที่เป็นเหยื่อความรุนแรงของครอบครัว

ต่างกับที่บ้านเรา เมียถูกผัวตบฟันร่วงกลางตลาด ประกาศว่านี่เป็นเรื่องผัวเมีย ก็ไม่มีใครยุ่ง โดยไม่มองว่าหญิงคนนั้น ต้องเป็นเหยื่อของการทารุณไปชั่วชีวิต หรือเป็นกรรมของฝ่ายหญิงเอง เหมือนที่โบราณว่าถ้า “ปลูกเรือนผิด (ก็ต้อง) คิดจนตัวตาย”

จึงอยากขอความเมตตาให้กับ “หมอนิ่ม” ด้วยการลดโทษตามสมควร

มีความเห็นของ “สิริอัญญา” เจ้าของคอลัมน์ “บ้านเกิดเมืองนอน” เขียนถึง “โทษประหาร” ไว้ใน “แนวหน้า” เมื่อวันอังคาร ที่ 26 มิถุนายน 2561 สะท้อนความเห็นไว้น่าสนใจ... เขาบอกว่า.....

ประเทศต่างๆ ทั้งที่อารยะแล้ว และที่กำลังพัฒนาต่างก็มีบทกฎหมาย ในส่วนอาญาที่มีโทษสูงสุดถึงขั้นจำคุกอยู่ด้วยกันทั้งนั้น เพราะต่างก็ยอมรับนับถือว่า การลงทัณฑ์แก่อาชญากรบางประเภทนั้น จำเป็นต้องลงโทษขั้นสูงสุด คือประหารชีวิต

เพราะหลักการทางทันตวิทยานั้น ถือหลักการลงโทษตามความเหมาะสมแก่ความผิด และแก่ผู้ต้องโทษ โดยมีเป้าหมายที่สุดว่า ต้องการให้ผู้ต้องโทษนั้น ได้มีโอกาสกลับเนื้อกลับตัวเป็นพลเมืองดีของสังคม และสามารถกลับเข้าสู่สังคมได้อย่างอบอุ่น และเมื่อกลับเข้าสู่สังคมแล้ว ก็สามารถทำการงานอาชีพหาเลี้ยงต้นได้

แต่หลักทันตวิทยาก็ยอมรับว่า อาชญากรบางประเภทนั้น ไม่มีทางกลับเนื้อกลับตัวได้ และหากไม่ลงโทษตามโทษานุโทษ คือการประหารชีวิตแล้ว ก็มีโอกาสที่จะกลับมาก่ออาชญากรรมร้ายแรงได้อีก อาชญากรประเภทนี้จึงต้องลงทัณฑ์ประหารชีวิต

ดังนั้น การลงทัณฑ์ประหารชีวิต เนื้อใหญ่ใจความจึงอยู่ที่การป้องกันสังคมและผู้บริสุทธิ์ ไม่ให้ต้องเสี่ยงภัยกับพวกอาชญากรจำพวกนี้ ที่สำคัญก็คือ เป็นการแสดงให้สังคมเห็นว่า การก่ออาชญากรรมร้ายแรงนั้น จะต้องรับโทษอย่างสาสมในขั้นสูงสุด คือ ประหารชีวิต

หลักการดังกล่าวนั้น ก็สอดคล้องกับหลักการแบ่งคนออกเป็นเสมือนหนึ่งบัวสี่จำพวก คือ บัวพ้นน้ำ บัวปริ่มน้ำ บัวกลางน้ำ และบัวใต้น้ำ ซึ่งคนจำพวกบัวใต้น้ำนี้ เรียกเป็นภาษาบาลีว่า พวกปทปรมะ คือเป็นบุคคลจำพวกที่ไม่สามารถอบรมสั่งสอน ให้เป็นเวไนยสัตว์ได้ ดังนั้น แม้จะมีหน้าตาเหมือนคนทั่วไป แท้จริงก็ไม่ต่างกับสัตว์เดรัจฉาน ถึงจะสอนจะสั่งอย่างไร ก็เสียเวลาเปล่า

ดังนั้น การที่ประเทศต่างๆ มีบทกฎหมายที่ลงโทษสำหรับอาชญากรรมร้ายแรง ถึงขั้นประหารชีวิต จึงไม่ใช่การละเมิดสิทธิมนุษยชนใดๆ แท้จริงก็เป็นการปกป้องสังคม และผู้บริสุทธิ์เป็นการทั่วไป

และคนทั้งหลายก็ย่อมรู้ดีว่า การทำผิดร้ายแรง ก็ต้องรับโทษสถานหนัก แม้ถึงขั้นประหารชีวิต ดังนั้นคนทั้งหลายจึงหวาดกลัวต่อโทษอันมหันต์นี้ จึงคงเหลือแต่อาชญากรที่ใจทมิฬหินชาติ ที่ยังคงบังอาจก่อกรรมหนัก เช่น การล้างผลาญชีวิตเพื่อมนุษย์ด้วยกัน ด้วยความโหดเหี้ยมอำมหิต ไม่เกรงกลัวกฎหมายของบ้านเมือง ไม่เกรงกลัวบาปกรรมใดๆ และไม่ใส่ใจกับความเดือดร้อนเสียหายของผู้อื่น

คนเหล่านี้ จึงเป็นคนใจอำมหิตยิ่งกว่าสัตว์เดรัจฉาน และเป็นอันตรายร้ายแรงต่อสังคมมนุษย์ที่บางครั้งก็ถึงขนาด ฆ่าคู่ครองผู้คนในครอบครัว แม้กระทั่งพ่อแม่ได้ลงคอ

เพราะเหตุนี้ ประเทศทั้งหลายจึงยืนยันการมีโทษและการลงทัณฑ์ ประหารชีวิต โดยเฉพาะประเทศที่อารยะ และพัฒนาแล้ว ไม่ว่าสหรัฐ หรือจีน ต่างก็ยังคงดำรงไว้ ซึ่งโทษประหารชีวิตด้วยกันทั้งสิ้น

ประเทศไทยของเรา ก็อยู่ในสังคมโลกมนุษย์ ที่ถือหลักกฎหมายและหลักทันตวิทยา อันเป็นสากลอย่างเดียวกัน

ดังนั้นการประหารชีวิต จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องทำ คือต้องทำหน้าที่ตามกฎหมาย ต้องทำหน้าที่ในการปกป้องสังคม และผู้บริสุทธิ์ทั้งหลาย รวมทั้งต้องทำเพื่อลงทัณฑ์แก่อาชญากรรมใจอำมหิตให้ตายตกไปตามกัน

การที่องค์กรบางจำพวก ที่ไม่เคยรู้สึกร้อนหนาวใดๆ ในความโหดเหี้ยมอำมหิต ของอาชญากร ดังจะเห็นได้จากทุกครั้งทุกกรณีที่มีการสังหารชีวิต เพื่อมนุษย์ ผู้บริสุทธิ์ทั้งหลาย องค์กรเส็งเคร็งนี้ จะไม่เคยปริปากประณามอาชญากร หรือแม้แต่แสดงความโศกเศร้าเสียใจให้แก่ครอบครัวผู้เสียชีวิตเลย

และทุกครั้งที่มีการลงทัณฑ์อาชญากร องค์กรเส็งเคร็งนี้ ก็จะเป็นเจ้ากี้เจ้าการ ประท้วงรัฐบาล ประท้วงกระบวนการยุติธรรมของประเทศ ประณามเจ้าหน้าที่ ที่ทำหน้าที่ลงทัณฑ์ตามคำตัดสิน และถึงขั้นทุกข์โศกอาลัยกับอาชญากรนั้น

พฤติกรรมเหล่านี้ พอที่จะชี้ชัดหรือยังว่า องค์กรเส็งเคร็งนี้ ก็คือองค์กรพิทักษ์อาชญากร และเป็นองค์กรขัดขวางการอำนวยการยุติธรรมแห่งชาติ อันสมควรที่ประชาชนจะได้กวาดล้างออกไป จากพื้นแผ่นดินอันเป็นที่รักนี้