Get Adobe Flash player

ชะตากรรมของครูดี โดย บางขุนศรี

Font Size:

“ครู” ที่มีคนให้คำจำกัดความว่าเป็น “เรือจ้าง” ที่นำพาเด็กๆ ข้ามฟากจากความไม่รู้ ไปสู่ฟากที่เป็นความรู้ ความก้าวหน้า

บ้างก็ว่าครูเป็น “แม่พิมพ์” ของชาติ

“แม่พิมพ์” ที่หมายถึงแบบ หรือเบ้า สำหรับหล่อเป็นรูปต่างๆ พอรูปด้านในแห้ง ก็แกะแม่พิมพ์ออกแล้วหล่อใหม่ได้อีก ในหนึ่งแม่พิมพ์ สามารถหล่อรูปได้หลายๆ รูป จนกว่าเบ้านั้นจะสึกกร่อน หรือเสียหายไป

คำว่า “แม่พิมพ์ของชาติ” จึงหมายถึง ครูผู้หญิง หรือครูผู้ชายก็ได้

ไม่ใช่ว่า ครูผู้ชายจะเป็น “พ่อพิมพ์” เพราะคำว่าพ่อพิมพ์ ในภาษาช่างนั้นไม่มี

“ครู” ถูกจัดเป็นอาชีพที่ได้รับการยกย่องในสังคม เพราะคือผู้ให้การอบรมสั่งสอนกุลบุตร กุลธิดาให้เป็นคนดี มีความรู้

แต่ช่วงหลังมีข่าวทั้งดี และไม่ค่อยดีบ่อยขึ้น ทั้งคดี “ครูแพะ” ครูศีลธรรมเล่นหวยแล้วอ้างว่าทำหวยหายจนเป็นข่าวฟ้องร้องกับตำรวจ

รวมไปถึง ครูไม่ยอมจ่ายหนี้ ช.พ.ค. จนเกิดการประกาศปฏิญญามหาสารคาม อ้างว่า เงินกู้ดอกโหด ส่ง 7 ปี เงินต้นลดแสนเดียว

มีการรวมตัวกว่า 100 คน ประกาศปฏิญญามหาสารคาม เรียกร้องให้รัฐบาลและธนาคารออมสิน พักหนี้ พร้อมชักชวนลูกหนี้ ช.พ.ค. ทั่วประเทศ 450,000 คน ร่วมกันยุติการชำระหนี้กับธนาคารออมสิน

จนเป็นเรื่องเป็นราวเป็นข่าว เสียงแตกไปคนละทาง

ร้อนถึงรองปลัดกระทรวงยุติธรรม และโฆษกกระทรวงยุติธรรม ได้ออกมาบอกว่า การมีหนี้สินมากและไม่สามารถชำระคืนกับเจ้าหนี้ได้ จึงถูกเจ้าหนี้ฟ้องล้มละลาย หากถูกพิพากษาให้ล้มละลาย จะขาดคุณสมบัติในการเป็นข้าราชการ ต้องออกจากราชการ ไม่สามารถทำนิติกรรมสัญญา ใดๆ ทั้งสิ้นได้

งานนี้ก็เลยจบลงที่เดิม คือเป็นหนี้ ก็ต้องใช้หนี้ โดยไม่มีเงื่อนไขหรือเห็นใจ

ก็ตอนรุ่งเรืองก็ใช้เงินเกินตัว แต่ถึงตอนนี้หนี้ไม่หมด แล้วจะไปโทษใคร

..............................

มีเรื่องของครูอีกเรื่อง ที่พูดกันทั่วบ้านทั่วเมือง ซึ่งกรณีนี้น่าเห็นใจยิ่ง

ข้อมูลข่าวจาก “ข่าวสด ออนไลน์ วันที่ 24 กรกฎาคม 2561

มีผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อ ‘Tikky CM Peo’ โพสต์ เล่าเรื่องของครูโรงเรียนหนึ่งในกำแพงเพชร ค้ำประกันเงินกู้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ให้นักเรียนกว่า 60 คน แต่นักเรียนกว่า 30 คนไม่ชำระหนี้ตามข้อตกลง ยอดหนี้รวมกว่าล้านบาท ทำให้ครูถูกยึดบ้านและที่ดิน

น.ส.วิภา บานเย็น 47 ปี ผู้บริหารโรงเรียนแห่งหนึ่งกำแพงเพชร พร้อมด้วยเพื่อนข้าราชการครู ได้ร่วมกันให้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น โดยผู้เสียหายคือ น.ส.วิภา นำเอกสารเกี่ยวกับหมายศาลที่ถูกส่งมาที่บ้าน พร้อมทั้งเอกสารหมายศาลบังคับคดี จนทำให้ได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากเอกสารเป็นหมายยึดทรัพย์สิน บ้านและโฉนดที่ดิน 1 แปลง

โดย น.ส.วิภา ครูผู้เสียหาย เปิดเผยว่า สอบบรรจุข้าราชการครูได้เมื่อปี พ.ศ.2538 จึงเข้ารับราชการครู ที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำตำบล ใน จ.กำแพงเพชร ซึ่งเป็นโรงเรียนระดับมัธยมศึกษา กระทั่งเมื่อ พศ.2541 ได้มีการเปิดกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาเป็นครั้งแรกของโรงเรียนดังกล่าว จึงมีนักเรียนเข้าร่วมกองทุนให้กู้ยืมกันเป็นจำนวนมาก เนื่องจากส่วนใหญ่เด็กนักเรียนที่โรงเรียนเป็นเด็กที่มีฐานะทางบ้านไม่ค่อยดี

คุณครูได้เซ็นค้ำประกันร่วมกับผู้ค้ำคนอื่น ซึ่งเป็นพ่อแม่หรือญาติให้กับเด็กๆ ในห้อง ที่เป็นเด็กนักเรียนในความดูแล เพราะเป็นครูประจำชั้นและเห็นว่านักเรียนจะได้มีเงินสำหรับเป็นค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการศึกษาเล่าเรียน โดยไม่ได้คิดอะไร คิดเพียงให้เด็กนักเรียนจะได้มีอนาคตในด้านการศึกษา รวมจำนวนนักเรียน 60 คน คนละ ประมาณหมื่นกว่าบาท

คุณครูเล่าวว่า เมื่อต้นปี 2551 ตนโดนหมายศาลเกี่ยวกับเรื่องการขาดชำระการกู้ยืมเงินของนักเรียน ว่ามีการเรียกให้นักเรียนผู้กู้ดำเนินการชำระหนี้สินที่กู้มา ซึ่งช่วงนั้นตนเองก็ติดต่อประสานเด็กๆและพ่อแม่รวมถึงญาติของเด็กๆ เพื่อให้ชำระหนี้ กยศ. เพราะมีเอกสารให้นักเรียนสามารถไปดำเนินการผ่อนชำระและไกล่เกลี่ยประนอมหนี้

จากนั้นตนเองก็ได้ย้ายจากโรงเรียนดังกล่าว ไปสอนอีกโรงเรียนในจังหวัดกำแพงเพชร กระทั่งเหลือเด็กนักเรียนจำนวน 30 ราย ที่ยังไม่ดำเนินการชำระหนี้สินแต่อย่างใด จนทำให้มีหมายศาลแจงรายละเอียดหนี้มายังผู้ค้ำประกัน ของเด็กจำนวน 4 ราย ซึ่งมียอดเงินที่ต้องไปชำระรวมจำนวนกว่า 90,000 บาท กระทั่งเมื่อเดือนมิถุนายน 2561 ได้มีเอกสารไกล่เกลี่ยเงินกู้ของนักเรียนมาอีกครั้ง เป็นของนักเรียนจำนวน 2 ราย ซึ่งมียอดให้ชำระของรายที่ 1 จำนวน 14,000 บาท

และรายที่ 2 จำนวน 24,000 บาท และมีค่าทนายความอีก 4,000 บาท ตนเองจึงจำเป็นต้องจ่ายชำระไปของยอดเงินกู้ของนักเรียน 2 รายแรก จากนั้น เมื่อวันที่ 16 กรกฏาคม 2561 มีเอกสารหมายศาลบังคับคดีเร่ง การชำระเงินกู้ 1 ฉบับ ของนักเรียนรายที่ 3

และ วันที่ 17 กรกฏาคม 2561 ก็มีเอกสารหมายศาลบังคับคดีเร่ง การชำระเงินกู้ มาอีก 1 ฉบับ ซึ่งเป็นของนักเรียนรายที่ 4 แต่ครั้งนี้ เป็นการบังคับคดีเพื่อยึดทรัพย์สินซึ่งเป็นบ้าน ราคาประเมินกว่าล้านบาท และโฉนดที่ดิน 1 แปลง ราคาประเมินประมาณ 6 แสนบาท โดยยึดทรัพย์สินของตนเองเนื่องจากผลการเซ็นค้ำประกันร่วมเกี่ยวกับการกู้ยืมเงิน กยศ.

ตนเองจึงได้เดินทางไปติดต่อประสานงานที่สำนักงานกองทุน กยศ. เพื่อดำเนินการตรวจสอบข้อมูล แต่ก็ได้รับการชี้แจงเพียงว่าต้องชำระหนี้เพื่อไม่ให้ถูกยึดทรัพย์สินซึ่งเป็นบ้านและที่ดิน จึงได้ชำระเงินให้กับกองทุน กยศ. ของนักเรียนรายที่ 3 และรายที่ 4 ไป เป็นจำนวนเงินกว่า 50,000 บาท

รวมจำนวนเงินที่ตนเองชำระไปทั้งหมด 90,000 บาท เพื่อให้พ้นจากการถูกยึดทรัพย์สินดังกล่าว เนื่องจากทรัพย์สินของตนเองมีมูลค่าร่วม 2 ล้านบาท แต่ทางเจ้าหน้าที่ก็แจ้งว่ายังมีผู้กู้อีก 26 ราย ที่ยังไม่ดำเนินการชำระหนี้และจะต้องถูกออกหมายศาลบังคับคดีเช่นกัน

น.ส.วิภา กล่าวอีกว่า หลังจากทำเรื่องที่สำนักงาน กยศ.แล้ว แต่ทางเจ้าหน้าที่ยังแจ้งอีกว่า มีนักเรียนผู้กู้อีก 4 ราย ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการเรื่องเอกสาร

เพื่อเข้าสู่กระบวนการออกหมายศาลบังคับคดีเช่นกันและจะดำเนินการส่งเอกสารหมายศาลบังคับคดีภายในปีนี้ จึงทำให้ตนเองเกิดอาการเครียด เพราะตนเองต้องมารับภาระการชำระหนี้เงินกู้ กยศ.รวมจำนวนกว่าล้านบาท

โดยตนเองและเพื่อนครู พยายามติดต่อนักเรียนที่ทำเรื่องกู้ยืม ซึ่งปัจจุบันทุกคนต่างมีหน้าที่การงานทำกันแล้ว แต่บางรายก็ยังไม่ดำเนินการนำเงินมาชำระ และหลายรายที่ติดต่อไม่ได้ ตนเองจึงวอนขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หาแนวทางแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะตนเองไม่สามารถรับผิดชอบหนี้สินทั้งหมดได้และวอนขอร้องให้นักเรียนที่กู้เงินไป

ขอให้เห็นใจครู ขอให้ติดต่อกลับและหาวิธีการชำระหนี้สินที่นักเรียนกู้ไปเพื่อการศึกษา เพื่ออนาคตของนักเรียนเอง แต่ครูซึ่งไม่ได้รับประโยชน์อะไรด้วยเกี่ยวกับเงินกู้เพื่อการศึกษา แต่เซ็นค้ำประกันช่วยนักเรียนเพื่อเห็นว่าจะทำให้นักเรียนได้มีอนาคตทางการศึกษาที่ดี แต่กลับเกิดเหตุการเช่นนี้ขึ้นจึงทำให้ครูเดือดร้อนมาก

เรื่องหลังนี้น่าเห็นใจเป็นที่สุด ทั้งยังเป็นกรณีศึกษาเพื่อให้เจตนารมณ์ของการให้กู เป็นประโยชน์มากว่าโทษหรือโยนพาระให้กับผู้ปฏิบ้ติ

ซึ่งเราก็มีข้อสังเกตว่า ทาง กยศ.ทางฝ่ายบังคับคดี เท่าที่ผ่านมา ก็ทำงานแบบเอาสะดวกฝ่ายตนเอง แทนที่จะดำเนินการทวงหนึ้กับผู้กู้อย่างเต็มที่ หรือยึดทรัพย์สิน กับฝ่ายผู้กู้หรือครอบครัวผู้กู้ก่อน กลับไปเค้นเอากับผู้ค้ำประกันก็คือครู

ที่น่าจะเป็นผู้รับผิดชอบปลายแถวสุด

ซึงเรื่องเช่นนี้ต้องนำกลับไปทบทวน แก้ไขในส่วนของข้อกำหนด

เพราะเรื่องเช่นนี้ดูอย่างไรก็เสียความรู้สึก เพราะเป็นการทำคุณบูชาโทษ

เรื่องเช่นนี้เปราะบางและละเอียดอ่อน ซึ่งผู้บริหารระดับประเทศ มีวิสัยทัศน์ก็จะไม่มองข้าม ทั้งยังจะต้องโดดเข้ามาแก้ไขปัญหา เพื่อให้มันใจได้ว่า ผู้บริหารระดับประเทศสามารถพึ่งพาได้ ไม่ใช่ปล่อยเหยื่อให้ตายไปต่อหน้าต่อตาเพราะระบบที่หละหลวม

ซึ่งคดีแบบนี้ ไม่น่าจะลงเอยที่ครูต้องมารับบาปเพราะการขาดความรับผิดชอบของเด็กในยุคนั้นจนมาเป็นผู้ใหญ่ในยุคนี้

ผู้นำ ต้องกล้าหญ แล้วออกมาแก้ปัญหาให้ครูวิภารอด

และจะได้ใจคนไทยทั้งประเทศ 

แต่ถ้าให้ครูใจดี หมดอนาคตไปอีกคน ลัวทิ้งไว้จนคนลืม เราก็จะลืมผู้นำแบบนี้เช่นกัน.