Get Adobe Flash player

เมื่อวาน-วันนี้-และพรุ่งนี้ โดย บางขุนศรี

Font Size:

บนถนนสายฮอลลีวูด ที่คนทั้งโลกรู้จัก มีสัญญลักษณ์ที่เห็นเด่นเป็นสง่า คือโรงภาพยนตร์ “ไชนีส แมน เธียเตอร์” ที่มีการประทับรอยมือ รอยเท้าดาราไว้ด้านหน้า และกลุ่มสถาปัตยกรรมร่วมสมัย รวมทั้งโรงภาพยนตร์จำนวนมาก ที่กระจุกตัวอยู่บริเวณนั้น พื้นทางเท้า มีสัญญลักษณ์รูปดาว สลักชื่อดาราภาพยนตร์ คนที่โดดเด่นในวงการบันเทิงของฮอลลีวูด ตลอดแนว ล้วนเป็น “แลนด์มาร์ด” ที่คนทั้งโลกอยากมาเห็นสักครั้งหนึ่งในชีวิต หรืออยากศึกษาจากเรื่องราวที่ยาวนานและมากมาย

ฮอลลีวูดมีเสนห์เสมอ ต้นปาล์มที่สูงกว่าความสูงของไม้ทั้งมวลที่เราเคยเห็น บ่งบอกถึงช่วงอายุของของเมือง แม้จะผ่านกาลเวลาที่สูงสุดและร่วงโรย แต่กลับฟื้นคืนชีวิต มีชีวาขึ้นมาอีกครั้ง

ฮอลลีวูดเป็นเมืองใหม่ที่ผสมผสานความเก่าเข้ากันอย่างกลมกลืน ผู้คนทั่วโลกยังหลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย

ถนนสายเดียวกันนี้ถ้ามุ่งหน้าไปทางตะวันออก ผ่านถนนไวน์ ช่วงที่จะผ่าน 101 ฟรีเวย์ หรือ “ทางด่วนสายร้อยเอ็ด” เบื้องซ้ายจะเห็นทิวเขาสูง มีป้าย HOLLYWOOD เห็นแต่ไกล อันเป็นสัญญลักษณ์ของเมือง เด่นเป็นสง่า

จากช่วงนี้เป็นต้นมา ร้านรวงสองข้างทางของถนนสายนี้ จะปรากฏชื่อเป็นภาษาไทยอยู่เรียงราย ทั้งร้านโต้รุ่ง ร้านพี่ใหญ่ ชวนชิม ฯลฯ ไปจนถึงไทยแลนด์พลาซ่า ตลาดสีลม ร้านหนังสือดอกหญ้า บ้านขนมไทย ระเบียงไทย ฯลฯ

ตลาดบางรัก สนามหลวงคาเฟ่ สยามบุ๊คเซ็นเตอร์ รสแซป สยามโฟโต วิดีโอ ร้านวิม ฯลฯ และอีกมากมาย

แม้กระทั่ง ฟาโรห์ แฮร์ดีไซน์ ที่นักท่องเที่ยวแอบกระซิบว่า ขนาดองค์ฟาโรห์โบราณ ยังมาเปิดร้านตัดผมที่นี่

เช่นเดียวกับที่นักท่องเที่ยวไทยไปชมวังโบราณในประเทศจีน ผู้บรรยาย พูดถึงองค์ชายต่างๆ แล้วก็หยอดว่า ขาดแต่องค์ชาย 4 เพราะท่านไปทำธุรกิจที่เมืองไทย (ชายสี่หมี่เกี๊ยว)

นี่คือบางส่วนเล็กๆ ในส่วนใหญ่ของฮอลลีวูด ที่ไม่สามารถกล่าวถึงทั้งหมด

“ร้านเทพรส” ร้านอาหารไทยในตำนาน นักร้องที่โด่งดังในฟ้าเมืองไทยหลายคน ผลัดเปลี่ยนกันมาร้องเพลงที่นี่ บรรดาลูกค้ารุ่นใหญ่รุ่นกลาง จำนวนมาก แวะเวียนมาพบปะสังสรรค์ ไม่ขาดสาย กลายเป็นกลางคืนที่สว่างไสว ซึ่งได้ผ่านยุคสมัยมาเป็น “เครื่องเทศ” จนมีการเปลี่ยนมือไปตามเวลา

ร้านสยามอันเก่าแก่ ก็ย้ายถิ่นฐานไปเจริญรุ่งเรืองในถิ่นอื่น คนเก่าก็ค่อยๆ ทยอยออกจากสังคมไป คนใหม่ก็เข้ามาแทน

ยังมีรานยุคบุกเบิก ที่เก่ากว่านั้น รวมถึงธุรกิจอื่นๆ เช่นร้านหมอ บริษัททัวร์ ขายตั๋วเครื่องบิน และอีกมากมาย บนความเปลี่ยนแปลง เกิดขึ้นทุกช่วงเวลา

.........................

วันก่อน ได้มีโอกาสได้พบกับ “พี่เร” หรือที่เจ้าตัวเริ่มจะเรียกตัวเองว่า “ลุงเร” จเร รุ่งสาโรจน์ หลังจากไม่ได้เจอกันเนิ่นนาน

“พี่เร” ในวัย 83 ปี ยังเป็นคนร่าเริง มองโลกอย่างปล่อยวาง พี่เร มีความเบิกบานที่ได้พบปะกับเพื่อนเก่า ยังหาโอกาสไปพบคนโน้น คนนี้ เพื่อคุยความหลัง หรือความทรงจำที่มีความสุข

กลับเมืองไทยทุกครั้ง พี่เรจะพยายามเจอะเจอกับเพื่อนๆ ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

ปัจจุบัน “พี่เร” แม้พ้นวัยกเษียณมานานแล้ว แต่ก็ไม่อยากอยู่บ้านให้เหี่ยวเฉา และถือว่าโชคดีที่ทางผู้บริหารบริษัทแลค-ซี ต้นสังกัด ยังคงมอบหมายงานเล็กๆ น้อยๆ ให้ทำแก้เหงาที่ไทยแลนด์พลาซ่า ฮอลลีวูด

พี่เร ชอบที่จะอำนวยความสะดวกกับพระสงฆ์ และประชาชนที่มาตักบาตรในตอนเช้า เนื่องจากเป็นคนที่ใครต่อใครส่วนใหญ่จะรู้จัก จึงสามารถทำงานนี้ได้ดียิ่ง

ย้อนอดีต จเร รุ่งสาโรจน์ ลูกชายเจ้าของคลินิกทางการแพทย์ แห่งหนึ่งในย่าน ยานนาวา กรุงเทพฯ ซึ่งมีพี่น้องส่วนใหญ่ร่ำเรียนหนังสือสูงๆ แต่เพราะความเป็น “หนุ่มสังคม” ที่สมกับชื่อ จเร ประกอบกับเป็นคนรูปหล่อ เสียงดี ทำให้เขากลายเป็นนักร้องอาชีพประจำวงดนตรี “มิตรสังคม” ที่มีชื่อเสียงในยุคนั้น

ยังเป็นดาราละครวิทยุคณะ “นฤนาถ” ร่วมสมัยกับ คณะแก้วฟ้า คณะกันตนา คณะวัชรากร คณะสองหนึ่งสาม คณะบุษปเกศ ฯลฯ ในยุคที่ละครทีวียังไม่แพร่หลาย

ทำงานประจำที่ “บริษัทบอเนียว” ที่มั่นคง ทำงานเป็นหัวหน้าสถานีวิทยุที่หนองคาย เป็นผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ แต่ก็ยังไม่วายที่จะดั้นด้นไปเป็นเจ้าหน้าที่ “ยูเสด” ทำงานให้หน่วยงานอเมริกัน ในประเทศลาว ในช่วงที่กำลังต่อสู้กับระบอบ คอมมิวนิสต์

การขึ้นเครื่องบินไปส่งเสบียง เป็นภาระหลัก เคยถูกยิงจนเครื่องบินทะลุหลายรู แต่ก็รอดมาได้

พี่เร เคยเล่าเรื่องราวของ “นายครูกุหลาบ” และ “บัวศรี” ชาวเมื่องซำทองที่ต้องจดจำไปชั่วชีวิต 

นายครู ในความหมายของชาวลาวคือ คุณครู ในภาษาไทย มีภรรยา ชื่อบัวสี คงเพราะอยู่ในช่วงสงคราม ที่เจอกับความกดดันที่น่ากลัว ทำให้บัวศรี เกิดอาการสติ ไม่ค่อยสมประกอบนัก

วันหนึ่ง จเร นำข่าวสารมาบอกกับ นายครูบัวศรี ว่า “ซำทองกับล่องแจ้ง” จะถูกถล่ม และไม่พ้นคืนนี้ ที่เมืองทั้งสองจะแตก และตกอยู่ในมือฝ่ายตรงข้ามกับอำนาจรัฐ

บ่ายนี้ขอให้ไปที่ “เนินยนต์” เพื่อขึ้นเครื่องบินหลบภัยเสียก่อน

นายครูกุหลาบ พาบัวสี ไปตามนัด ที่มีเครื่องบิน “เตซาวแปด” จอดรออยู่ แต่พอถึงเวลาเครื่องจะออก บัวสี ก็หายไป นายครูไม่อาจทิ้งเมียที่สติไม่ดีไว้ลำพัง จึงตกเครื่องบินเที่ยวนั้น

ผ่านไปสองวันรัฐบาลก็ยึดเมืองคืนได้ จเร กลับมาหานายครู ได้ข่าวว่า มีคนพบศพนายครูและบัวสี ถูกยิงกอดกันตาย ที่ใต้ถุนโรงเรียน

นั่นเป็นประสบการณ์ที่หนักหนาครั้งหนึ่งในชีวิต

ในราวปี 1974 จเร เดินทางมาสหรัฐฯ เริ่มต้นที่ชิคาโก้ มาเป็นนักร้องในห้องอาหาร จเร เป็นหนุ่มรูปงามที่มีคนบอกว่า หน้าตา บุคคลิก คล้ายพระเอก ไชยา สุริยัน เป็นที่ชื่นชอบของแฟนเพลง และเคยเป็นกำลังสำคัญในการหาสมาชิกให้กับ นสพ.เสรีชน ในขณะนั้น

จากชิคาโก มาแอลเอ เมื่อปี 1949 ปักหลักร้องเพลงที่ “ห้องอาหารไทยทาวน์” ถนนเมลโรส มัภายนอกจะดูเหมือนหนุ่มเจ้าสำราญ แต่ตัวตนจริงๆ เพื่อนที่สนิท จะรู้ว่าเขาช่วยน้องนุ่ง ไว้หลายคน ไม่ว่าจะรู้จักหรือไม่รู้จักมาก่อน โดยเฉพาะกลุ่มเด็กที่มาเรียนหนังสือ ให้ทั้งที่พักและความช่วยเหลืออื่นๆ คับที่แค่ไหนก็ไม่เคยคับใจ

เด็กเรียนจบ ไปได้งานดีมีนาคตที่เมืองไทยหลายคน

ในขณะนั้น “น้องนก พรพรรณ” มาใหม่จากเมืองไทย

เพราะความเกื้อกูล ทำให้ความซาบซึ้ง กลายเป็นความรัก และพร้อมจะดูแลกันไปชั่วชีวิต และใช้ชีวิตร่วมกันจนปัจจุบัน

ช่วงที่ร้องเพลง ที่ไทยทาวน์ ต่อมา เปิดร้านอาหาร “จำปีเหี่ยว” บนถนนฮอลลีวูด จนถึงยุคมาทำงานที่ไทยแลนด์พลาซ่า จเร ไม่เคยทิ้งสังคม สังเกตหรือไม่ว่า เขาจะบริจาคทุกครั้งที่มีงานกุศล ไม่ว่าน้ำท่วม พายุถล่ม แผ่นดินไหว ฯลฯ

เขาเคยจัดประกวดมิสไทยทาวน์ ถึง 5 ครั้ง ที่ไทยแลนด์พลาซ่า นำรายได้ช่วยศูนย์พัฒนาสุขภาพชุมชน หรือที่คนไทยเรียกติดปากว่า “ศูนย์นงเยาว์”

ทุกครั้งที่กลับเมืองไทย จเรและเพื่อน ประกอบด้วยผู้สนับสนุนรายใหญ่

เชวงศักดิ์ ชูกำแพง “พี่ใหญ่” วิเชียร ศาตราโรจน์ จรูญ วงศ์จินดา จะรวบรวมเงินไปทำบุญ ตามสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าต่างๆ

และคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มนี้เคยทำเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่น้อยคนจะรู้

พวกเขาเคยช่วย สตรีที่ไม่มีญาติคนหนึ่ง เธอป่วยต้องผ่าตัดสมอง ก็มีการจัดงานช่วย จนผ่าตัดเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

หลังผ่าตัด เธอก็ไม่สามารถทำงานได้อีก ก็ได้รับความช่วยเหลือ จากท่านเหล่านี้ ด้วยการรวมเงินกันดูแลทุกเดือน ทั้งค่าบ้านและค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ให้สามารถประคองชีวิตอยู่ได้

จนกระทั่ง เธอตัดสินใจกลับเมืองไทย คนกลุ่มเดียวกันนี้ รวบรวมเงิน เป็นค่าเครื่องบินให้กลับบ้าน

วันเวลาผ่านไป สิบปี ยี่สิบปี สามสิบปี ไวเหมือนโกหก จากคนหนุ่มสาว ก็ก้าวสู่วัยผู้ใหญ่ เรี่ยวแรงที่จะช่วยสังคมก็ลดลง เหมือนคลื่นลูกใหม่ที่ไล่หลังคลื่นลูกเก่า

พี่เร ในวันนี้เชื่องช้าลงไปมาก หลงลืมบ้าง ถามซ้ำแล้วซ้ำอีกบ้าง คนรุ่นใหม่ๆ ก็รู้จักน้อยลง มีแต่หัวใจที่ยังสดใส แต่ก็ไม่สามารถจะช่วยสังคม หรือใครได้อีก

แต่พี่เร ก็ยังเชื่อว่า “คนรุ่นใหม่” จะมารับช่วงดูแลสังคมต่อไป