Get Adobe Flash player

เทศกาลสงกรานต์ ตอนที่ 3 โดย พรชัย ภู่โสภา

Font Size:

ลูกสาวทั้งเจ็ดของท้าวกบิลพรหมนั้น เราสมมติเรียกว่า ตัวสงกรานต์หรือนางสงกรานต์ ซึ่งมีชื่อต่างๆ กัน และมีดอกไม้ เครื่องประดับ อาหาร อาวุธ และสัตว์เป็นพาหนะประจำต่างกันด้วย การที่ตัวสงกรานต์หรือนางสงกรานต์มีชื่อต่างๆ กัน และอื่นๆ ต่างกัน เขามีเกณฑ์ดังนี้ ถ้าปีใดวันมหาสงกรานต์คือวันที่ 13 เมษายน ตรงกับวันอะไร ก็เป็นหน้าที่ของนางสงกรานต์ชื่อนั้น ดอกไม้เครื่องประดับ อาหาร อาวุธ และสัตว์พาหนะอย่างนั้นๆ ประจำตัวนางสงกรานต์

นางสงกรานต์ทั้งเจ็ดนี้ก็ผลัดกันมาเป็นประจำปี สุดแต่ว่าจะตรงกับวันของใคร พาหนะที่นางสงกรานต์ใช้นั้น ขี่มาบ้าง นอนมาบนหลังบ้าง ยืนมาบนหลังบ้าง ตามที่ปรากฏในประกาศสงกรานต์ว่า เสด็จไสยาสน์ลืมเนตรมาบนหลังพยัคฆ์(เสือ) เสด็จไสยาสน์หลับเนตรมาบนหลังวราหะ(หมู) เสด็จยืนมาบนหลังคชา(ช้าง) เป็นต้น การทรงพาหนะของนางสงกรานต์มีอาการต่างๆ กันเช่น ยืนบ้าง นั่งบ้าง นอนบ้าง หลับตาบ้าง ลืมตาบ้างนี้ เกี่ยวกับเวลาที่มา ถ้ามาตอนเช้าสายๆ ก็ยืนมาบนหลังพาหนะ ถ้ามาตอนบ่ายก็นั่งหรือขี่ ถ้ามาตอนค่ำยังไม่เลยเที่ยงคืน ก็นอนลืมตามา ถ้ามาตอนดึกเลยเที่ยงคืนไปแล้ว ก็นอนหลับตามา กำหนดท่าที่นางสงกรานต์ทรงพาหนะมาเป็น 4 ท่า คือ ยืน นั่ง นอน ลืมตา นอนหลับตา เพื่อให้ตรงกับเวลาที่นางสงกรานต์มา เรื่องเวลานั้นมีปรากฏในประกาศสงกรานต์ทุกปี เป็นเรื่องของโหรเขาคำนวณดู อย่างเช่นประกาศมหาสงกรานต์ปีพุทธศักราช 2515 ว่า

“มหาสงกรานต์ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ 13 เมษายน ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 6 เวลา 11 นาฬิกา 22 นาที 12 วินาที นางสงกรานต์ชื่อ กิริณีเทวี ทรงพาหุรัดทัดดอกมณฑา ประดับอาภรณ์ล้วนแล้วไปด้วยแก้วมรกต พระหัตถ์ขวาทรงขอช้าง พระหัตถ์ซ้ายทรงปืน ภักษาหาร ถั่ว งา เสด็จยืนมาเหนือหลังคชา(ช้าง) เป็นพาหนะ”

คนแต่ก่อนถือกันนักเรื่องตัวสงกรานต์ เช่น เมื่อจะถึงวันสงกรานต์ก็ถามกันว่าปีนี้สงกรานต์กินอะไร ถืออะไร หรือมีอาการอย่างไร ผู้ตอบก็บอกไปตามปฏิทิน ถ้าปีใดสงกรานต์กินถั่ว กินงา ก็ว่าปีนี้ข้าวปลาจะบริบูรณ์ ถ้าปีใดกินเลือดก็พากันสั่นหัวดิกๆ ไป ปากก็บ่นว่าปีนี้จะตีกันหัวร้างข้างแตก ถ้าปีใดถือปืนก็ว่าปีนั้นฟ้าจะคะนอง ถ้าหลับตาคนมักจะเป็นตาแดงกันมาก ถือกันดังนี้เป็นมั่นเป็นเหมาะแทบทุกคน ก็ดีไปอย่างหนึ่ง ถ้าปีไหนร้ายเช่นหัวร้างข้างแตก เลือดตกยางออก หรือเป็นตาแดง ก็จะได้คิดระมัดระวังตัวไม่ให้มีเรื่องไม่ดีทะเลาะวิวาทกัน หรือคอยหาวิธีป้องกันไม่ให้เป็นตาแดงขึ้นได้ ถืออย่างนี้ดีกว่าไม่ถือเสียเลย

นาคให้น้ำ

อนึ่ง ตามประกาศสงกรานต์ยังมีเกี่ยวกับว่าปีนั้นๆ วันไหนเป็นอธิบดีและเกณฑ์นาคให้น้ำกี่ตัว เขามีหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้

ถ้าจะหาวันอธิบดีให้เอา พ.ศ.ตั้ง เอา 7 หาร เหลือเศษเท่าใด เศษนั้นเป็นวันอธิบดี ถ้าเป็นเศษ 1 ก็เป็นวันอาทิตย์ ถ้าเป็นเศษ 2 ก็เป็นวันจันทร์ ถ้าเป็นเศษ 6 ก็เป็นวันศุกร์ ถ้าไม่มีเศษก็เป็นวันเสาร์ เช่น ในปีพ.ศ.2515 เอา 7 หาร จะเหลือเศษ 2 วันอธิบดีก็เป็นวันจันทร์ เรื่องนาคให้น้ำกี่ตัวในปีนั้นๆ เขามีเกณฑ์คือ เอาเศษที่เหลือจากการหารด้วย 7 มาตั้ง แล้วคูณด้วย 5 บวกด้วย 3 และหารด้วย 7 เช่นใน พ.ศ.2515 หารด้วย 7 มีเศษ 2 เอา 2 คูณด้วย 5 ได้ 10 บวกด้วย 3 เป็น 13 หารด้วย 7 เหลือเศษ 6 ฉะนั้นในปี 2515 จึงมีนาคให้น้ำ 6 ตัว เมื่อได้ความอย่างนี้ก็พอจะค้นหาให้ทราบถึงวันอื่นๆ ได้ ขอให้ค้นหาปฏิทินอย่างเก่าดูหลายๆ ปี ก็จะทราบได้อย่างดี

เรื่องนาคให้น้ำนี้มีตั้งแต่ตัวเดียวถึง 7 ตัว เป็นอย่างมาก ถ้าปีไหนนาคให้น้ำตัวเดียว ปีนั้นฝนจะอุดมสมบูรณ์ ปีไหนนาคให้น้ำมากกว่า 1 ตัว ฝนจะน้อย ที่เป็นดังนี้เพราะ นาคให้น้ำตัวเดียว ไม่ต้องเกี่ยงกับใคร ถ้าให้หลายตัวมัวเกี่ยงกัน ที่พูดนี้พูดตามที่เขาว่ามา

ยังมีเรื่องเกณฑ์น้ำฝนที่ว่าฝนตกเท่านั้นห่าเท่านี้ห่านั้นมีเกณฑ์ดังนี้ ถ้าวันอธิบดีเป็นวันอังคาร ฝนตก 300 ห่า ถ้าเป็นวันอาทิตย์หรือวันเสาร์ 400 ห่า ถ้าเป็นวันจันทร์หรือวันพฤหัสบดี 500 ห่า ถ้าเป็นวันพุธหรือวันศุกร์ 600 ห่า ถ้าจำนวนรวมเป็นเท่าใด ก็ตกในมนุษย์โลกแต่ส่วนเดียว ใน 10 ส่วน เช่นจำนวนรวม 400 ห่า ก็ตกในมนุษย์โลก 40 ห่า เอา 2 คูณจำนวนนี้ขึ้นไปเป็น 80 ห่า ก็เป็นจำนวนที่ตกในมหาสมุทร ถ้าเอา 3 คูณ 4 คูณ จากจำนวน 40 ห่า ก็จะเป็น 120 ห่า และ 160 ห่า ซึ่งเป็นจำนวนที่ตกในป่าหิมพานต์ และในเขาจักรวาลตามลำดับ

(อ่านต่อฉบับหน้า)