Get Adobe Flash player

เทศกาลสงกรานต์ ตอนที่ 5 โดย พรชัย ภู่โสภา

Font Size:

ตรุษสงกรานต์

ตรุษสงกรานต์นี้เรามักจะเรียกรวมกันว่า “วันตรุษวันสงกรานต์” บ้าง “ตรุษสงกรานต์” บ้าง ความจริงตรุษสงกรานต์เป็นสองระยะ ตรุษระยะหนึ่ง สงกรานต์ระยะหนึ่ง

ตรุษ (อ่านว่า ตรุษะ หรือ ตรุด) แปลว่า ตัดหรือขาด คือตัดปี ขาดปี หรือสิ้นปี เป็นนักขัตฤกษ์เมื่อเวลาสิ้นปี กำหนดเวลาตามจันทรคติคือวันแรม 14 ค่ำ 15 ค่ำ เดือน 4 เป็นวันสิ้นปีเก่า พิธีตรุษเป็นพิธีแสดงความยินดีที่ได้มีชีวิตผ่านพ้นมาด้วยความสวัสดีในรอบปีหนึ่งๆ เรียกว่าส่งปีเก่า

พิธีตรุษนี้เป็นพิธีของพวกอินเดียฝ่ายใต้ เมื่อพวกทมิฬได้ครองเมืองลังกา ได้เอาพิธีตรุษตามลัทธิศาสนาของตนมาทำเป็นประเพณีบ้านเมือง จึงเป็นเหตุให้มีพิธีตรุษขึ้นในเมืองลังกา ต่อมาเมื่อชาวลังกาที่นับถือพระพุทธศาสนาได้เป็นใหญ่ขึ้นในลังกาทวีป ได้คิดเปลี่ยนแปลงแก้ไขพิธีตรุษให้มาเป็นพิธีทางคติพระพุทธศาสนา คือเมื่อถึงวันตรุษเขาก็จัดเครื่องสักการะบูชาพระรัตนตรัย เป็นนักขัตฤกษ์ใหญ่ นิมนต์พระสงฆ์มาสวด 3 วัน คือวันแรม 14 ค่ำ 15 ค่ำ เดือน 4 และขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 เพื่อขอพรให้บ้านเมืองอยู่เย็นเป็นสุข คำสวดทั้งหมดเป็นภาษาลังกา

ไทยเราได้ตำราตรุษที่ชาวลังกาคิดแก้ไขนั้นมาทำตาม พิธีตรุษจึงมามีขึ้นในเมืองไทย

พิธีตรุษในสมัยสุโขทัย ได้ทำกันอย่างไรและถือเป็นเรื่องสำคัญในสมัยนั้น และสมัยต่อมาก็ยิ่งมีความสำคัญมากขึ้น พูดถึงพิธีต่างๆ ที่เนื่องด้วยพระพุทธศาสนาแล้ว พิธีตรุษอยู่ข้างจะเรื่องมากกว่าทุกพิธี เช่นนิมนต์พระสงฆ์มาสวดอาฎานาฏิยสูตรตลอดคืนยังรุ่งในพระบรมมหาราชวัง และผู้ที่อยู่ในพิธีต้องสวมมงคลพิสมร (เครื่องรางชนิดหนึ่งรูปสี่เหลี่ยมร้อยสายสำหรับป้องกันอันตราย) และถือกระบองเพชร (ใบตาลที่ขมวดปลายลงอักขระสำหรับใช้ในพิธีตรุษและโกนจุก)

การให้มีสวดอาฎานาฏิยสูตรนั้นประสงค์จะให้เป็นการระงับภัยอันตรายแก่มนุษย์ทั่วราชอาณาเขตตามพระบรมพุทธานุญาต การที่ให้สวมมงคลพิสมรและถือกระบองเพชรนั้น เพื่อให้ทราบว่าผู้นั้นเข้ามาอยู่ในพิธีหรือให้แลเห็นว่าสิ่งอันเป็นมงคล ซึ่งเกิดขึ้นด้วยคุณพระปริตรที่พระสงฆ์สวดนั้นตั้งอยู่ในตัวผู้นั้นแล้ว แต่กลับมีผู้เข้าใจกันไปว่า การที่พระสงฆ์สวดอาฎานาฏิยสูตรหรือภาณยักษ์ภาณพระนั้น เป็นการขู่ตวาดให้ผีตกใจกลัว แล้วยิงปืนกระหน่ำให้ผีวิ่งจนถึงคนแก่คนเฒ่าต้องหาขมิ้นกับปูนตั้งไว้ตามข้างที่นอนในเรือนสำหรับให้ผีญาติพี่น้องและผีเหย้าผีเรือนที่ตกใจปืน เที่ยววิ่งจนปากแตกสีข้างหักจะได้หยิบทา แล้วทำต้นไม้ผูกของกินเล็กๆ น้อยๆ มีกระบอกเล็กๆ กรอกน้ำแขวนกับกิ่งไม้ผูกไว้ที่บันไดเรือน เรียกว่าข้าวผอกกระบอกน้ำ (ของกินเล็กๆ น้อยๆ และมีกระบอกน้ำเล็กๆ กรอกน้ำแขวนกิ่งไม้ที่ทำขึ้นแล้วผูกไว้ที่บันไดเรือน ใช้ในพิธีตรุษ) สำหรับผีที่วิ่งไปมาเหน็ดเหนื่อยเข้าจะได้หยิบกิน ทั้งห้ามถ่ายอุจจาระปัสสาวะลงทางร่องด้วยเข้าใจว่าจะไปแปดเปื้อนผีที่วิ่งชุลมุนอยู่ตามใต้ถุน

บางคนถึงกับร้องไห้สงสารผีที่ตัวรักใคร่ก็มี ในเรื่องสวมมงคลพิสมรก็กลับถือกันไปว่า ถ้าไม่สวม ผีจะวิ่งมาโดนหกล้ม หรือมาหลอกหลอนเอา จะทำให้ป่วยไข้ไปต่างๆ ถือกันมาจนถึงอย่างนี้ จึงว่าพิธีตรุษเรื่องมากกว่าทุกพิธี แต่เดี๋ยวนี้เรื่องมากอย่างนั้นไม่มีแล้ว จะมากอยู่แต่การทำบุญ การสนุกสนานรื่นเริง การพักผ่อนหย่อนใจ ซึ่งยังนิยมกันอยู่ตามชนบท แต่ในตัวเมืองนั้นชักจะเลือนๆ หรือหายไปเลยเพราะไปสนใจอยู่แต่ตรุษจีน ตรุษฝรั่ง ตรุษไทยเราไม่ค่อยสนใจ อยากจะบอกว่าตรุษไทยเรานั้นมีความสำคัญเกี่ยวกับชีวิตของเราที่ได้ผ่านพ้นมาในรอบปี หรือผ่านมา 365 วัน

ความจริงเวลาที่ล่วงไปนั้นย่อมมีความสำคัญมาก เพราะเป็นทางให้สำรวจดูตัวเราว่าเวลาที่ล่วงไปนั้นเราทำอะไรไปบ้าง ดีอย่างไร ชั่วอย่างไร จะได้รู้กัน เช่นเดียวกับการงบบัญชีประจำเดือนหรือประจำปีจะได้รู้ว่าขาดทุนหรือได้กำไรเท่าไร รายรับรายจ่ายพอดีกันหรือไม่ ถ้ารายจ่ายมากก็จะได้หาทางตัดลงไป ถ้ารายได้มากก็จะได้ขยายกิจการให้กว้างขวางต่อไป ดังนี้เป็นต้น ฉันใดอันเวลาที่ล่วงไปสำหรับชีวิตที่ผ่านพ้นไปวันหนึ่ง เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง ว่าทำอะไรลงไปบ้าง วันที่แล้วเดือนที่แล้วปีที่แล้วเราได้ทำคุณงามความดีอะไรอันเป็นประโยชน์แก่คนแก่คนเฒ่าหมู่คณะ แก่ประเทศชาติไว้บ้าง หากได้ทำไว้ก็จะเกิดปลื้มปิติโสมนัส เพิ่มพูนกำลังใจให้ทำดียิ่งขึ้นในโอกาสต่อไป เท่ากับได้กำไรงามๆ แล้ว หรือว่าในปีที่แล้วมาเราได้ทำชั่วอะไรไว้บ้าง จะได้ปรับปรุงตัวให้พ้นจากความชั่วร้าย ทำชีวิตให้เป็นของใหม่ขึ้น ถ้ายังขืนปล่อยให้จิตใจชั่ว ความชั่วร้ายนั้นก็จะประหัตประหารตนเองให้พินาศไป เหมือนสนิมเหล็กที่กัดให้กร่อนไปฉะนั้น

            ปีเก่ากอบโทษไว้ เพียงไร

            ปีเปลี่ยนเร่งเปลี่ยนใจ จากร้าย

            ปีเก่าโทษเก่าไฉน จักกลับ มีเฮย

            ปีใหม่ใจใหม่ย้าย ยัดให้ตนเจริญ

            (จากโคลงเลี้ยงโต๊ะปีใหม่รัชกาลที่ 5)

ประเพณีที่ปฏิบัติเนื่องในวันสงกรานต์นี้มีอยู่หลายอย่างแล้วแต่ท้องถิ่นไหนจะปฏิบัติกันอย่างไร แต่ก็ไม่พ้นที่จะปฏิบัติกันดังต่อไปนี้ การทำบุญตักบาตร ก่อพระเจดีย์ทราย สรงน้ำ รดน้ำดำหัว ปล่อยนกปล่อยปลา สาดน้ำ การรื่นเริงจะได้กล่าวเป็นอย่างๆ ไป

การทำบุญตักบาตร

ก่อนจะถึงวันสงกรานต์ก็เตรียมของทำบุญ เช่น กวนขนมหรือกวนกาละแม ถ้าในวันตรุษก็กวนข้าวเหนียวแดง เมื่อกวนเสร็จก็แจกจ่ายกันตามเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง รุ่งขึ้นจะถึงวันสงกรานต์ก็ตื่นแต่เช้า นำอาหารข้าวแกงไปทำบุญตักบาตรและเลี้ยงพระที่วัด บางคนก็กลับก่อน บางคนก็คอยปรนนิบัติพระจนพระฉันเสร็จแล้วจึงกลับ

(อ่านต่อฉบับหน้า)