Get Adobe Flash player

ปาท่งโก๋ โดย...พรชัย ภู่โสภา

Font Size:

ฉบับนี้ขอเสนอขนมทานเล่นชนิดหนึ่ง ศัพท์สำเนียงที่ใช้เรียกค่อนข้างจะเป็นจีน ชื่อนี้มักจะถูกผู้ใหญ่หรือเด็กในวัยเดียวกันหยิบยกมาตั้งคำถาม ทายกันว่าอะไรเอ่ยปลาไม่มีก้าง ก็จะได้คำตอบว่า “ปาท่งโก๋” นั่นแหละ

ปาในที่นี้สะกดแบบปา, ขว้าง ไม่มีลอลิง ท่ง สะกดทอทะหารงองูไม้เอกโก๋ สะกดสระโอกอไก่ไม้จัตวา ชื่อเรียกนี้จะยากแก่การเขียนและการสะกดเล็กน้อย

ขนมหรือของแกล้มกาแฟยามเช้านี้ ที่เราเรียกว่า “ปาท่งโก๋” เป็นจำนวนเครื่องแป้งนวดแล้วทอดลงในกะทะที่มีน้ำมันเดือด แป้งนี้จะพองตัวโตขึ้นประมาณ 4-5 เท่า เมื่อสุกแล้วใช้ทานกับกาแฟหรือชาร้อน และนิยมทานกันเวลาเช้าอีกด้วย ปาท่งโก๋ที่มีขายอยู่ทั่วไปมักทำเป็นลักษณะขอนแฝด

ชื่อที่เรียกว่า “ปาท่งโก๋” นี้ ความจริงไม่ใช่ เรียกกันมาแบบผิดๆ ปาท่งโก๋ที่แท้จริงคือขนมน้ำตาลทรายขาว เป็นแผ่นกลมใหญ่เท่าฝ่ามือ มีน้ำตาลทรายโรยอยู่บนหน้า เป็นขนมที่จีนกวางตุ้งนิยมขายคู่กับ “เหย่าจาโก๋” คือขนมทอดน้ำมันเป็นแท่งยาวสองแท่งประกบติดกัน ที่เราเรียกว่าปาท่งโก๋นั่นแหละ ในชั้นต้นคงมีการเรียกสับกัน แล้วก็เลยตามเลยเรียกกันมาจนถึงปัจจุบันนี้

ปาท่งโก๋ ซึ่งความจริงคือ เหย่าจาโก๋ มีเรื่องเล่าสืบกันมาว่า ในรัชสมัยกษัตริย์เกาจง แห่งราชวงศ์ซ้อง ใน พ.ศ.1670-1704 แม่ทัพงักฮุยได้ตีทัพราชวงศ์กิน เป็นเผ่าแมนจู ซึ่งมารุกจีนถอยล่าไป แต่อัครมหาเสนาบดีชิงไกว่ ถือนโยบายยอมแพ้นั้น ได้ปลอมพระราชโองการเรียกแม่ทัพงักฮุยกลับแล้วลงโทษประหารชีวิตเสียใน พ.ศ.1674 ต่อมาทางการได้ระลึกถึงคุณงามความดีและความซื่อสัตย์ต่อพระราชโองการ ทั้งที่ทราบว่าเป็นพระราชโองการปลอมของแม่ทัพงักฮุย จึงสร้างศาลบูชาไว้ที่เมืองฮันเจา และสร้างรูปปั้นชิงไกว่กับภรรยาด้วยเหล็ก ในท่าคุกเข่าอยู่ที่หน้าศาล เพื่อเป็นการประจานความชั่วร้ายของสามีภรรยาคู่นี้ ในฐานที่ภรรยาชิงไกว่เป็นผู้ร่วมรู้และต้องการให้ประหารชีวิตงักฮุยด้วย

ต่อมาก็เลยมีผู้ทำขนมนี้ขึ้นว่า “เหย่าจาไกว่” แปลว่า “น้ำมันทอดไกว่” ที่ทอดเป็นคู่ๆ นั้น ก็คือทอดทั้งสามีภรรยาชิงไกว่ ซึ่งเป็นการสาปแช่งและลงโทษให้ตกนรกกะทะทองแดงตามเรื่องราวพุทธศาสนา

งักฮุยได้ถูกยกย่องเป็นเทพเจ้าแห่งความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ ได้รับพระราชทานทุกรัชกาล มีเกียรติเหนือกว่ากวนอู แต่ประชาชนไม่ได้เซ่นสรวงแบบเซ่นสรวงกวนอู

ท่านผู้อ่านก็คงจะทราบแล้วว่า การที่เราเรียกชื่อขนมทอดว่า “ปาท่งโก๋” นั้นไม่ใช่ เป็นการเรียกที่ผิด เพราะเรียกสับชื่อกันมาแต่โบราณกาล แต่ก็นั่นแหละมันชินปากที่จะกลับไปเรียกชื่อที่แท้จริงได้ หรืออาจจะเป็นการยกโทษให้กับชิงไกว่กับภรรยาคู่นี้ก็ได้ ถึงแกล้งเรียกสับกันเสีย

จะอย่างไรก็ตาม “ปาท่งโก๋” ที่เรารับประทานกับกาแฟหรือชาร้อนยังคงครองตลาดนานกว่าแชมป์กีฬาประเภทอื่นๆ แลปาท่งโก๋นี่แหละที่ช่วยชีวิตมนุษย์ให้มีกำลังวังชาในราคาไม่แพง หาซื้อได้ตั้งแต่เวลาเช้าจนถึงเที่ยงวันโดยส่วนใหญ่

แต่จะเป็นปาท่งโก๋ก็ดี หรือเหย่าจาโก๋ก็ดี ก็เป็นขนมให้รับประทานที่มีตำนานการสาปแช่งสามีภรรยาคู่หนึ่งที่จะให้ตกนรกหมกไหม้ ด้วยการเอาชื่อมาตั้งเป็นขนมแล้วทอดจนเกรียม ซึ่งมนุษย์เราก็ถือเสียว่า นอกจากจะสาปแช่งแล้วจะต้องทานให้หายวับไปกับตาเสียอีกด้วย