Get Adobe Flash player

อัฏฐะบริขารสงฆ์ โดย พรชัย ภู่โสภา

Font Size:

ฉบับนี้ขอเสนอเรื่องราวของสงฆ์ในชื่อเรื่องว่า “อัฏฐะบริขารสงฆ์” ท่านผู้อ่านบางท่านคงเข้าใจดีแต่ก็ยังมีอีกหลายท่านยังไม่เข้าใจโดยเฉพาะนักเรียนนักศึกษาอาจจะจำไว้ประดับความรู้ก็ได้

ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2491 ให้ความหมายของคำอัฏฐะว่า แปด บริขารว่า เครื่องใช้ 8 อย่างของสงฆ์นั่นเอง

สบง (อันตรวาสก) ตามพจนานุกรมให้ความหมายว่า ผ้านุ่งของภิกษุสามเณร เป็นลักษณะผ้าผืนเดียว บางทีเย็บหัวท้ายติดกันเป็นอย่างผ้าถุงหรือโสร่ง แต่ที่พระใช้อยู่ทุกวันนี้ไม่นิยมเย็บติดกัน

จีวร (อุตราสงค์) ตามพจนานุกรมให้ความหมายว่า เครื่องนุ่งหุ่มแห่งลัทธินิกาย เช่น พระในพระพุทธศาสนา หรือศาสนาเชน ในคำว่าบาตรจีวรหรือไตรจีวร หมายเอาผ้าทั้งสามอย่างคือผ้าทาบ ผ้าห่มและผ้านุ่ง ในคำว่าสบง จีวร สังฆาฏิ หมายเอาแต่ผ้าห่มอย่างเดียว จีวรกรรมคือการเตรียมจีวรเพื่อเดินทาง เช่น ซัก สุ และย้อมจีวร การสมัยที่สะกดด้วยตัวรอเรือคือ คราวที่พระทำจีวร ตัดเย็บอยู่ จีวรกาลสมัยที่สะกดด้วยตัวลอลิง คือคราวที่เป็นฤดูกาลถวายจีวรงวดที่ 1 ตั้งแต่วันมหาปวารณา แรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึงเพ็ญเดือน 12 เป็นของพระที่ไม่ได้กรานกฐิน งวดที่ 2 ตั้งแต่วันมหาปวารณาไปจนหมดฤดูหนาว เป็นของพระที่กรานกฐินแล้ว จีวรวิปวาส การทิ้งจีวรไว้คือเป็นธรรมเนียมของภิกษุต้องมีไตรจีวรอยู่กับตัว ถ้าถอดทิ้งไว้ในที่อื่นผืนใดผืนหนึ่ง ให้ล่วงราตรีหนึ่ง จนถึงเวลาอรุณขึ้นเรียกว่า “จีวรวิปวาส” ต้องเป็นอาบัตินิสสัคคียปาจิตีย์ จีวรนี้พระธรรมยุติกนิกายห่มจีวร 2 ชั้น พระมหานิกายห่มจีวรชั้นเดียว

สังฆาฏิ ตามพจนานุกรมให้ความหมายว่า ผ้าคลุมกันหนาวที่พระใช้ทาบบนจีวร ที่จริงสังฆาฏิก็คือจีวรนั่นเอง เพราะเดิมทีสงฆ์ใช้จีวร 2 ผืน ต่อเมื่อใช้สบงนุ่งภายในจีวรผืนหนึ่งห่ม อีกผืนหนึ่งจึงทิ้งไม่ได้ จำเป็นต้องพับและใช้พาดไหล่ซ้ายทับจีวรอีกชั้นหนึ่ง

รัดประคต ตามพจนานุกรมให้ความหมายว่า ผ้าคาดอกหรือเอวของบรรพชิต มีพุทธบัญญัติว่า อย่าไม่รัดประคตเข้าบ้าน คือเวลาเข้าไปในบ้านเรือนต้องคาดประคต เพราะการนุ่งสบงโดยพับทบกันเข้ามาแล้วเหน็บชายไว้นั้น เมื่อขยับเขยื้อนอาจจะหลุดเอาง่ายๆ จึงเป็นสิ่งที่ไม่ดีไม่งามสำหรับบรรพชิต จึงได้บัญญัติไว้ต้องใช้รัดประคตเสมอ รัดประคตที่อนุญาตไว้ให้ใช้มี 2 ชนิด คือรัดประคตอย่างแผ่น และรัดประคตอย่างแถบผ้า (ไส่สุกร) ห้ามใช้ลูกถวินหรือลูกดุมที่ปลายเชือกประคต เพราะเกรงว่าจะกลายเป็นเครื่องประดับ

บาตร ตามพจนานกุรมให้ความหมายไว้ว่า ภาชนะแห่งนักบวชสำหรับรับอาหาร สงฆ์รุ่นแรกๆ ใช้กะโหลกน้ำเต้า บางรูปหาไม่ได้ใช้กะโหลกศรีษะก็มี บางรูปนิยมวัตถุ เช่น บาตรเงิน บาตรทอง บาตรแก้วมณี บาตรทองแดง บาตรสังกะสี บาตรดีบุก และบาตรไม้ จึงไม่เป็นระเบียบ ภายหลังมีพุทธบัญญัติให้ใช้แต่บาตรเหล็กกับบาตรดินเผาเท่านั้น ปัจจุบันพระคงใช้แต่บาตรเหล็กอย่างเดียว การรักษาบาตรก็ทำได้ง่ายๆ ก็โดยการรมให้ใหม่อยู่เสมอ วิธีรมใช้ใบขี้เหล็กเผาไฟแล้วเอาบาตรที่เก่าไปอบ ควันของใบขี้เหล็กจะช่วยรมให้บาตรเป็นมันเงาแลดูเป็นของใหม่อยู่เสมอ

กล่องเข็ม ตามร้านขายเครื่องอัฏฐะบริขาร จะมีกล่องเข็มขายเป็นแบบพลาสติกมีเกลียวและรูให้เข็มรอดได้ ในสมัยโบราณกล่องเข็มใช้ไม้ขุดทำเป็นกลักทรงกลมยาวคล้ายกล่องบรรจุราชสาส์นของทูต และการที่ให้พระต้องมีกล่องเข็ม เข็มเย็บผ้า ด้าย ทั้งนี้ก็เพื่อให้พระได้ช่วยเหลือตัวเองเมื่อสบงหรือจีวรขาด

เครื่องกรองน้ำ ได้แก่หม้อกรองน้ำ หม้อกรองน้ำนี้ปิดปากด้วยผ้าขาวบางในด้านกว้าง และมีกรวยสำหรับน้ำออกทางด้านแคบ ปัจจุบันพระในกรุงเทพฯ แทบจะไม่ต้องใช้กันเพราะพระท่านใช้น้ำประปากันหมด การที่มีหม้อกรองน้ำให้พระภิกษุใช้ก็เพื่อกันตัวแมลงที่มีอยู่ในน้ำนั่นเอง ในสมัยที่พระยังมีการเดินทาง ก็อาจจะใช้ผ้าสังฆาฏิกรองก็ได้

มีดโกนและหินลับมีด เครื่องมือและอุปกรณ์ชนิดนี้มีความจำเป็นมาก เพราะจะต้องใช้ปลงผม ความจริงแล้วทางพระบัญญัติไว้ว่าของมีคมถือเป็นศาสตราวุธ แต่มีดโกนมีข้อยกเว้น อุปกรณ์ก็มีหินลับมีดและเครื่องสะบัด

เป็นอันว่าอัฏฐะบริขารสงฆ์ 8 อย่าง ก็ทราบกันดีแล้วว่ามีอะไรบ้าง คราวหน้าไปวัดก็จะไปคุยได้อย่างเต็มปาก สำหรับข้าราชการและนักศึกษา เมื่อถึงคราวมีการสอบก็จะได้ตอบอย่างสบายใจทีเดียว