Get Adobe Flash player

ชักมหาบังสุกุล โดย พรชัย ภู่โสภา

Font Size:

พูดถึงการเผาศพหรือฌาปนกิจศพ เป็นเรื่องที่ท่านผู้อ่านทั้งหลายเข้าใจกันดี แต่พอพูดถึงเรื่อง “ชักมหาบังสุกุล” หรือ “ทอดผ้าบังสุกุล” ที่ชาวบ้านร้านถิ่นเรียกกันในปัจจุบัน เข้าใจว่ายังมีท่านผู้อ่านอีกหลายท่านที่เคยเห็นที่เคยปฏิบัติ แต่ไม่ทราบประวัติและความเป็นมาของเรื่องชักมหาบังสุกุล ว่าทำทำไม และทำไปเพื่ออะไรกัน

สมัยหนึ่งพระบรมศาสดาได้เสด็จไปโปรด อุรุเวลกัสสป หัวหน้าชฎิล 500 ในเขตนครราชคฤห์ หลังจากที่ได้ทรมานชฎิลแล้ว ได้เสด็จไปชักผ้าขาวที่พันศพนางปุณณทาสี ซึ่งท่านเศรษฐีผู้เป็นนาย ได้ให้ความกรุณาโดยเอาผ้าอย่างดีพันศพแล้วยกไปทิ้งไว้ในป่าช้า ซึ่งเป็นไปตามความนิยมของคนสมัยนั้น พระบรมศาสดาทรงพิจาณาศพนางปุณณทาสี โดยปฏิกูลสัญญา แล้วก็เสด็จเข้าไปชักผ้าที่พันศพนางปุณณทาสี พระหัตถ์ขวาดึงผ้าพันศพ พระหัตถ์ซ้ายทรงธารพระกรคือไม้เท้าหรือไม้ค้ำ ทรงค้ำศพทางปุณณทาสีมิให้เคลื่อนตามผ้า เมื่อพระองค์ทรงชักผ้าออกมาจากศพแล้ว บรรจงสลัดผ้านั้นเพื่อให้สิ่งทั้งหลายที่ติดอยู่ออกจากผ้าแล้วทรงถือผ้านั้นกลับไปยังที่ประทับเพื่อหาน้ำซักต่อไป

พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นกษัตริย์สุขุมาลชาติ ไม่น่าจะทรงทำได้เช่นนั้น และเมื่อทรงกระทำได้ถึงเพียงนี้ จึงเป็นคุณมหัศจรรย์อย่างยิ่ง ถึงกับทำให้แผ่นดินไหว 3 ครั้ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำความสะอาดผ้า ทรงย้อมด้วยน้ำฝาด ครั้นเมื่อตากแห้งแล้วได้ทรงทำผ้ามหาบังสุกุลเป็นผ้าสังฆาฏิคือผ้าทาบ และผ้าใช้สำหรับปูลาด ซึ่งเป็นประวัติพระภิกษุสงฆ์ได้ใช้กันอยู่ทุกวันนี้

เนื่องจากการชักผ้าครั้งนี้ เป็นการชักผ้าที่พันศพเป็นครั้งแรกของพระบรมศาสดานับตั้งแต่ทรงผนวช ประกอบด้วยมีเหตุมหัศจรรย์ จึงเรียกการชักผ้าบังสุกุลครั้งนั้นว่า “ชักผ้ามหาบังสุกุล” กลายมาเป็นประวัติและประเพณีชักมหา เวลาก่อนจะเผาศพไม่ว่าจะเป็นการเผาหลอกหรือเผาจริง จะต้องมีการชักมหาหรือทอดผ้าบังสุกุล โดยเชิญแขกอาวุโสในงาน ท่านผู้ใหญ่ ญาติพี่น้อง หรือเจ้าภาพเอง เป็นผู้ไปวางบนหีบศพบ้าง บนพานบ้าง บนภูษาโยงบ้าง แล้วนิมนต์พระสงฆ์มาชักมหาบังสุกุล

การทำศพในสมัยโบราณผิดกับสมัยใหม่มาก เพราะก่อนจะนำศพขึ้นเชิงตะกอนเผา ก็จะเอาศพมาอาบน้ำแต่งตัวทำความสะอาดเสียก่อน ถึงแม้ว่าศพนั้นจะอยู่ในสภาพต่างๆ ทั้งนี้เพื่อเป็นการเตือนความรู้สึกของคนที่ไปร่วมทำการเผาศพให้เกิดธรรมสังเวชสลดจิตคิดถึงความตาย ไม่ว่าไพร่ผู้ดี ผู้มั่งมีมหาศาล ทุกคนจะไม่พ้นความตาย ให้พิจารณาว่า แม้แต่เงินบาทเดียวที่ญาติพี่น้องใส่ไว้ในปากยังเอาไปไม่ได้ นอกเสียจากสัปเหร่อ บุญและบาปที่ตนทำไว้เท่านั้นแหละที่จะนำไปได้

ปัจจุบันพวกเราไม่มีโอกาสได้เห็นเช่นนั้น จึงทำให้หลงลืมความตาย หลงกายลืมแก่ พยายามปกปิดความแก่เอาไว้ด้วยเครื่องและของปลอม ไม่เห็นสภาพความเป็นจริงของสังขาร หลงโลภ หลงโกรธ หลงเมามันในตัณหาต่างๆ มุ่งหน้าแต่อิจฉาริษยา ใครจะดีเกินหน้าไม่ได้ แน่แหละคือความประมาทที่คนในปัจจุบันไม่ได้มีโอกาสพบกับสภาพของศพในสมัยก่อน

เรื่องของผ้าห่อศพ ผ้าตราสังข์ก็เช่นเดียวกัน มีความหมายน้อยมาก เพราะคนเรานิยมทำโรงทำหีบสะดวกมากกว่า การที่จะนำผ้าไปพาดไว้กับศพเลยเห็นจะไม่มีเวลาชักมหาบังสุกุล ก็เอาผ้าไปพาดไว้บนลูกหีบ ไว้บนพาน ไว้บนภูษาโยง ความหมายของการชักมหาบังสุกุลยิ่งไกลความจริงไปทุกที และยิ่งพระสงฆ์ที่ถือตาลปัตรไปชักมหาบังสุกุลด้วยแล้ว ไม่ตรงกับความเป็นจริงและที่มาของตาลปัตรเลย

กล่าวกันว่า การเผาศพสมัยก่อน ตั้งเชิงตะกอนกันกลางแดด ซึ่งไม่เหมือนวัดในปัจจุบันที่จะต้องมีการแข่งขันเรื่องเมรุเผาศพ ใครจะสวย ใครจะนิยม และในเวลาที่พระสงฆ์ท่านไปชักมหาบังสุกุล ทำกันกลางแดดด้วย ท่านจึงใช้ใบตาลเสียบลงไปที่ไม้เท้า ถึงเวลาสวดหน้าไฟก็สวดกันหน้าไฟจริงๆ จึงใช้ใบตาลนั้นบังแดดบังไฟไปด้วยในตัว จะเห็นได้ว่าตาลปัตรก็คือใบตาลเสียบไม้เท้านั่นเอง และหาดูได้ไม่ง่ายนัก

เป็นอันว่าเรื่องราวของ “ชักมหาบังสุกุล” แตกต่างกับในสมัยก่อนมาก ไม่ว่าจะเป็นผ้าหรือตาลปัตร ผ้าไตรซื้อจากร้านย้อมสีเหลือง เลือกสีเลือกเนื้อตามใจชอบ ตาลปัตรเป็นผ้าเสริมโครงลวด บรรจุลวดลายทั้งไหมทั้งดิ้นเงินดิ้นทอง แถมตาลปัตรบางอันมีโฆษณาเสียอีกด้วย จะอย่างไรก็ตาม การชักมหาบังสุกุลก็ยังเป็นประเพณีของชาวพุทธที่พึงยึดถือและควรปฏิบัติสืบต่อไป เพราะพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่มีเหตุและผล