Get Adobe Flash player

วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา โดย พรชัย ภู่โสภา

Font Size:

ในหนังสือพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525  ให้ความหมายของคำต่อไปนี้

อาสาฬห – อาสาฬห์ หมายถึง เดือนที่แปดแห่งเดือนจันทรคติ

อาสาฬหบูชา หมายถึง การบูชาในวันเพ็ญเดือนแปด ซึ่งเป็นวันที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา

วันอาสาฬหบูชาสำหรับปีนี้ตรงกับวันเสาร์ที่แปด เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2560 ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8

สำหรับวันเข้าพรรษา จะตรงกับวันอาทิตย์ที่ 9 เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2560 แรม 1 ค่ำ เดือน 8

ประวัติการประกอบพิธีกรรมวันอาสาฬหบูชาในประเทศไทย

การประกอบพิธีกรรมวันอาสาฬหบูชาในประเทศไทยนั้น เริ่มต้นเมื่อปีพ.ศ.2501 จากการที่คณะสังฆมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้กำหนดประเพณีวันอาสาฬหบูชาขึ้น เป็นวันสำคัญทางศาสนาอีกวันหนึ่ง เมื่อข้อเสนอผ่านมติสังฆมนตรีจึงเสนอต่อไปยังรัฐบาล และคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2501 และมีระเบียบรับรองเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2501

ทางสังฆมนตรีได้มีประกาศเกี่ยวกับการเหตุที่กำหนดวันอาสาฬหบูชาเป็นวันสำคัญทางศาสนาอีกวันหนึ่ง และพิธีกรรมในวันอาสาฬหบูชา สำหรับพระภิกษุและพุทธศาสนิกชนได้รับรู้ ดังต่อไปนี้

ประกาศสำนักสังฆนายก กำหนดพิธีอาสาฬหบูชา

เมื่อนับถอยหลังขึ้นไป ก่อนพุทธศักราช 45 ปีนั้นเป็นปีที่พระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในวันวิสาขปุณณมี ต่อมาอีก 2 เดือนเต็ม ก็ถึงวันอาสาฬหปุณณมีดิถี พระจันทร์เพ็ญ เสวยอาสาฬหฤกษ์ คือ วันขึ้น 15 ค่ำ กลางเดือน 8 วันนี้แหละเป็นวันสำคัญวันหนึ่งในทางพระพุทธศาสนา ด้วยเป็นวันแรกที่พระบรมศาสดาทรงพระกรุณาประกาศพระพุทธศาสนาแสดงพระปัญญาคุณให้ประจักษ์แก่ตาชาวโลก ถ้าจะถามพุทธศาสนิกชนที่ได้เล่าเรียนรู้พระประวัติของพระพุทธเจ้ามาดีแล้ว จะตอบได้ความต้องกันว่า วันขึ้น 15 ค่ำ กลางเดือน 8

ประวัติการประกอบพิธีกรรมวันเข้าพรรษา

การเข้าพรรษา คือ การที่พระภิกษุอธิษฐานอยู่ประจำวัด หรือเสนาสนะที่คุ้มแดดคุ้มฝนแห่งใดแห่งหนึ่ง และต้องไม่ไปค้างแรมในที่แห่งอื่นตลอดพรรษา ซึ่งการเข้าพรรษานี้เป็นพุทธบัญญัติที่พระภิกษุต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด ยกเว้นมีเหตุจำเป็นจึงจะได้รับการยกเว้น มีระยะเวลาตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ถึงวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11

ประเพณีการเข้าพรรษานั้นเป็นพระวินัยของพระภิกษุสงฆ์โดยเฉพาะ แต่ด้วยพุทธศาสนิกชนมีความศรัทธาในพระพุทธศาสนา จึงได้ถือโอกาสบำเพ็ญกุศลในวันเข้าพรรษานี้ด้วย เหตุที่พระพุทธเจ้ากำหนดพระวินัยให้ภิกษุในพุทธศาสนาต้องจำพรรษา เนื่องจากในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้ายังมิได้ทรงบัญญัติพระวินัยเกี่ยวกับการเข้าพรรษา พระสาวกในพระพุทธศาสนาจึงออกเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยไม่เว้นวันหยุดไม่ว่าจะเป็นในฤดูใด ในฤดูอื่นไม่ว่าจะเป็นฤดูร้อนหรือฤดูหนาว ไม่มีปัญหาใดๆ แต่ในฤดูฝนนั้นเป็นฤดูที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ต้องทำไร่ไถนาปลูกข้าว พระภิกษุที่ออกเผยแผ่พระพุทธศาสนาจึงเหยียบย่ำข้าวกล้าที่ชาวบ้านปลูกไว้ ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งกล่าวตำหนิพระภิกษุว่า “พระภิกษุในพระพุทธศาสนาช่างไม่รู้จักกาลเวลาเสียเลย พากันจาริกไปเรื่อยๆ ไม่หยุดยั้งแม้ในระหว่างฤดูฝน บางครั้งก็ไปเหยียบข้าวกล้าของชาวนาเสียหาย ขณะที่พวกนิครณ์ นักบวชในศาสนาอื่น และฝูงนกยังหยุดพักผ่อน ไม่ท่องเที่ยวไปในฤดูฝนเช่นนี้”

(อ่านต่อฉบับหน้า)