Get Adobe Flash player

พระราชอารมณ์ขันของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 (ตอนที่ 1) โดย พรชัย ภู่โสภา

Font Size:

คนหนังสือพิมพ์อเมริกันนั้น ขึ้นชื่อว่าดุ และไม่ค่อยจะรู้จักที่ต่ำที่สูง แถมยังก้าวร้าวอีกด้วย แม้กระทั่งจอมเผด็จการผู้ยิ่งใหญ่อย่างครุสชอฟ เมื่อถึงคราวต้องไปเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้สื่อข่าวอเมริกัน ยังอดครั่นคร้ามไม่ได้

ดังนั้น ก่อนที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 จะเสด็จประพาสสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ.2503 ทางรัฐบาลจึงได้จัดส่งบุคคลผู้หนึ่งไปชี้แจงทำความเข้าใจกับบรรดานักหนังสือพิมพ์อเมริกันเสียชั้นหนึ่งก่อน เท่ากับเป็นการปูพื้นพอให้ผู้สื่อข่าวอเมริกันได้ทราบถึงพระราชฐานะอันแท้จริงของพระเจ้าแผ่นดินไทยว่า มิใช่เป็นเทพเจ้า แต่ก็ทรงเป็นที่เคารพเทิดทูนของประชาราษฎรทั้งที่เป็นชาวพุทธ มุสลิม และคริสต์ เพราะในประเทศไทยนั้นทุกศาสนา ทุกนิกาย ต่างก็สามารถเผยแผ่ศาสนาของตนได้โดยอิสระเสรี

ในด้านประชาชน ก็ได้เสด็จฯ ออกเยี่ยมราษฎรผู้ยากไร้ในถิ่นทุรกันดาร พร้อมด้วยแผนที่ขนาดใหญ่ในพระหัตถ์ ทรงหาแหล่งน้ำช่วยเกษตรผู้ยากจนของพระองค์ จึงได้รับความเคารพบูชาอย่างล้นพ้นจากชาวบ้านที่ยากจนทั่วไป

งานของบุคคลผู้นี้ในการไปทำความเข้าใจกับนักหนังสือพิมพ์ในอเมริกา เรียกกันว่าเป็นงานประชาสัมพันธ์ และทางรัฐบาลก็เห็นว่าไม่มีใครจะเหมาะยิ่งไปกว่า ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ชี้แจงให้ผู้สื่อข่าวอเมริกันฟังว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ นั้นทรงมีพระราชฐานะอยู่เหนือการเมือง จึงไม่บังควรที่จะกราบบังคมทูลถามเรื่องการเมือง

“ถ้าหากจะกราบบังคมทูลถามเรื่องละคร The King and I จะถามได้ไหม?” นักข่าวหนุ่มคะนองคนหนึ่งซัก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช

“ไม่แปลกอะไร คุณกราบบังคมทูลถามได้” ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ตอบ “ดีเสียอีก คุณจะได้ทราบว่าคิงมงกุฎจริงๆนั้นหาได้เป็นตัวตลกอย่างในละครเรื่องนั้นไม่ แท้จริงทรงรอบรู้วิชาดาราศาสตร์ดีกว่าพวกคุณหลายๆคนเสียอีก และทรงเชี่ยวชาญภาษาบาลีเป็นอันมาก”

นักข่าวตะลึง จดกันใหญ่

เนื่องด้วย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้ไปปูพื้นกรุยทางไว้ก่อนเช่นนี้ ดังนั้น เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จฯ ถึงอเมริกา พวกหนังสือพิมพ์จึงยับยั้งไม่กล้ากราบบังคมทูลสัมภาษณ์เรื่องการเมือง แต่ได้กราบบังคมทูลถามความรู้สึกส่วนพระองค์ว่า

“นี่เป็นการเสด็จฯ เยือนอเมริกาเป็นครั้งแรก...ทรงรู้สึกอย่างไรบ้าง?”

มีพระราชดำรัสตอบว่า “ก็ตื่นเต้นที่ได้กลับมาเยี่ยมบ้านเกิด เพราะข้าพเจ้าเกิดที่นี่...ที่เมืองบอสตัน”

คงจะเป็นกษัตริย์เพียงพระองค์เดียวในโลกที่จะสามารถตรัสได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า ทรงมีพระราชสมภพที่อเมริกา ข้อความนี้ช่วยให้ผู้สื่อข่าวรู้สึกเคารพรักและมีความใกล้ชิดกับพระองค์ขึ้นมาทันที เพราะพระองค์มิใช่ “คนต่างประเทศ” หากแต่เป็น “คนบอสตัน” คนหนึ่ง

ตอนใกล้จะจบการพระราชทานสัมภาษณ์ในวันแรกที่อเมริกา มีนักข่าวคนหนึ่งได้กราบบังคมทูลถามเป็นประโยคสั้นๆว่า

“จะทรงมีอะไรฝากไปถึงอเมริกันชนทั่วๆไปบ้าง?”

ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่า “คนอเมริกันดูช่างรีบร้อนกันเหลือเกิน ถ้าหากจะ GO SLOW จะทำให้มีความสุขยิ่งกว่านี้”

เช้าวันรุ่งขึ้นสถานีวิทยุในอเมริกาแทบจะทุกรัฐต่างเริ่มรายการว่า “กษัตริย์จากไทยแลนด์รับสั่งฝากมาว่า GO SLOW…นับเป็นปรัชญาแบบไทยของพระองค์...ขอให้พวกเรา GO SLOW ในทุกๆอย่าง แล้วชีวิตของคุณจะสบายดีขึ้น”

ก่อนที่กลุ่มนักข่าวจะกราบบังคมทูลลา มีนักข่าวหนุ่มคนหนึ่งกราบบังคมทูลถามเป็นคำถามสุดท้ายว่า “ทำไมพระองค์จึงทรงเคร่งขรึมนัก...ไม่ทรงยิ้มเลย?”

ทรงหันพระพักตร์ไปทางสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พลางรับสั่งว่า “นั่นไง...ยิ้มของฉัน”

แสดงให้เห็นถึงพระราชปฏิภาณและพระราชอารมณ์ขันอันล้ำลึกของพระองค์ท่าน ทำให้ทรงเป็นที่รักของประชาชนอเมริกันโดยทั่วไป ในวันที่เสด็จฯ รัฐสภาคองเกรส เพื่อทรงมีพระราชดำรัสต่อสภา จึงทรงได้รับการถวายการปรบมืออย่างกึกก้องและยาวนานหลายครั้ง

(อ่านต่อฉบับหน้า)