Get Adobe Flash player

พระราชอารมณ์ขันของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 (ตอนจบ) โดย พรชัย ภู่โสภา

Font Size:

เรื่องพระราชอารมณ์ขันนี้ ม.ล.ปิ่น มาลากุล เคยเล่าให้ฟังว่า ที่วิทยาลัยประสานมิตรปีหนึ่ง เมื่อพระราชทานปริญญาบัตรเสร็จแล้ว มีพระราชดำรัสแก่ ม.ล.ปิ่นว่า “วันนี้ฉันได้ให้ปริญญาบัตรไปกี่กิโล”

ม.ล.ปิ่น มาลากุล อึกอัก จนด้วยเกล้าฯ เพราะมิได้ให้ปลัดกระทรวงหรืออธิบดีชั่งน้ำหนักปริญญาบัตรไว้ก่อนเพื่อกราบบังคมทูล แต่ในปีต่อมา ในโอกาสเช่นเดียวกัน เผื่อเหนียว...อธิการบดีของวิทยาลัย ได้เตรียมพร้อมชั่งน้ำหนักในปริญญาบัตรจำนวนทั้งหมดไว้เรียบร้อยแล้วล่วงหน้า ม.ล.ปิ่น มาลากุล จึงกราบบังคมทูลเสียงดังว่า

“วันนี้ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานปริญญาบัตรไปจำนวนทั้งหมด 230 กิโลกรัม”

ในทันทีนั้นก็มีพระราชดำรัสถาม ม.ล.ปิ่นว่า

“ฉันจะต้องได้อาหารสักกี่แคลอรี่ จึงจะพอชดเชยกับแรงงานที่ได้เสียไป”

มีอยู่คราวหนึ่ง หลังจากปีนเขาขึ้นไปบนสันเขาลูกใหญ่ลูกหนึ่ง มีผู้กราบบังคมทูลถามในหลวงว่า ภูเขาลูกใหญ่ที่ปีนเมื่อบ่ายวานซืนกับลูกนี้ ลูกไหนจะสูงกว่ากัน

ในหลวงทรงตรัสตอบว่า

“ลูกวานซืนนี้สูงกว่า เพราะฉันเคี้ยวมะขามป้อมถึงห้าลูกกว่าจะถึงยอด...แต่วันนี้เพียงสามมะขามป้อมเท่านั้น”

นี่คือตัวอย่างบางพระราชอารมณ์ขันของพระองค์

ขอจงทรงพระเจริญ

แม้แต่ในยามทรงพระประชวร เมื่อกลางเดือนกรกฎาคม 2525 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระอาการไข้สูง พระหทัยเต้นไม่เป็นส่ำ แต่ก็ยังทรงมีพระราชอารมณ์ขันอยู่ตลอดเวลา

ในฐานะที่เป็นนักดนตรี ได้รับสั่งกับหมอว่าจังหวะการเต้นของพระหทัยนี้ คล้ายๆกับจังหวะห้าสี่ในทางดนตรี และหลังจากทรงหายพระประชวรแล้ว ก็ทรงแต่งเพลงแจ๊สจังหวะห้าสี่ขึ้นเพลงหนึ่ง

...ให้ชื่อว่า High Fever!

ในระหว่างถวายการรักษานั้น คณะแพทย์ต้องเจาะพระโลหิตกันเกือบทุกวัน วันละ 50 ถึง 100 ซี.ซี. ขณะที่ทรงพระประชวรนั้น มีพระราชหฤทัยตั้งสมาธิแน่วแน่ พระราชอารมณ์แจ่มใส ได้ทรงล้อเลียนคณะแพทย์เมื่อพระอาการทุเลาลงแล้ว โดยทรงรับสั่งว่า คณะกรรมการแพทย์ชุดนี้ รักษาพระอาการแบบโบราณโดยที่ไม่ถวายพระโอสถเลย...แต่ใช้วิธีสูบเลือดออก

พระราชอารมณ์ขันจงเจริญ!