Get Adobe Flash player

เทศกาลกฐิน โดย พรชัย ภู่โสภา

Font Size:

ความสำคัญ

การทอดกฐินเป็นประเพณีการบำเพ็ญกุศลอีกอย่างหนึ่งของพุทธศาสนิกชนไทย การทอดกฐินเป็นประเพณีนิยมมาแต่สมัยโบราณ ด้วยคนไทยนับถือศาสนาพุทธ เมื่อทราบพุทธบัญญัติอนุญาตให้ภิกษุรับผ้ากฐินได้ พุทธศาสนิกชนก็ตั้งใจจะอุปถัมภ์พุทธบัญญัตินั้นไว้ไม่ให้สูญหายไป การทอดกฐินจึงเป็นหน้าที่ที่พุทธศาสนิกชนพึงกระทำเป็นอย่างยิ่ง การทอดกฐินถือว่าเป็นการบำเพ็ญกุศลที่ได้บุญมากทั้งผู้ให้และพระภิกษุสงฆ์ผู้รับกฐิน กฐินถือว่าเป็นทานพิเศษ จัดเป็นกาลทาน คือ ทานที่มีระยะเวลากำหนด เนื่องจากการทอดกฐินนั้น 1 ปี กระทำได้เพียงชั่วระยะเวลา 1 เดือน และในแต่ละวัดก็รับกฐินได้ครั้งเดียวเท่านั้น

ประวัติ

คำว่า “กฐิน” หมายถึง กรอบไม้สำหรับขึงผ้า หรือสะดึงนั่นเอง ซึ่งในครั้งพุทธกาล การทำจีวรให้เป็นตามพุทธบัญญัตินั้นยากลำบาก จึงต้องอาศัยไม้สะดึงที่ทำเป็นกรอบสำเร็จรูปเอาไว้แล้ว ในการทำจีวรเมื่อตัดเย็บแล้วก็รื้อผ้าออกจากสะดึง แล้วเก็บไม้สะดึงไว้ใช้ในโอกาสต่อไป

การทอดกฐินนั้นเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้พุทธศาสนิกชนกระทำได้ เนื่องจากมีเรื่องเล่าตามคัมภีร์พระวินัยปิฎก กฐินธกะ พอสรุปใจความดังนี้ “ครั้งหนึ่งภิกษุชาวเมืองปาฐาจำนวน 30 รูป ถือธุดงค์ด้วยกันทุกๆรูป ได้ชวนกันไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ วัดเชตวันมหาวิหาร นครสาวัตถี แต่พอเดินทางไปได้ระหว่างทางก็เข้าพรรษาเสียก่อน จึงต้องอยู่จำพรรษาที่เมืองสาเกต ครั้นเมื่อออกพรรษาแล้วจึงเดินทางมาเฝ้าพระพุทธเจ้า พระภิกษุเหล่านี้ได้กราบทูลถึงความลำบากหลายอย่างที่ต้องได้รับมาตลอดทาง ทั้งกรำแดดกรำฝนจนจีวรเปียกชุ่มและเลอะเทอะด้วยโคลน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้การเดินทางล่าช้า พระพุทธเจ้าเห็นดังนั้นจึงทรงอนุญาตให้ภิกษุสามารถรับผ้ากฐินจากพุทธศาสนิกชนได้ในระยะหลังจากออกพรรษาแล้วเป็นเวลา 1 เดือน ต่อมาเกิดความวุ่นวายจากการที่ภิกษุรับผ้ากฐินนั้นแล้วไม่เพียงพอกับภิกษุ ภายหลังพระพุทธเจ้าจึงทรงบัญญัติเกี่ยวกับผ้ากฐินเพิ่มเติมว่า สมควรมอบให้แก่พระภิกษุที่จำพรรษาครบเข้าพรรษา ที่มีจีวรเก่าที่สุดและฉลาดในพระธรรมวินัยเป็นผู้รับผ้ากฐิน และให้ภิกษุที่จำพรรษาด้วยกันนั้นถืออนุโมทนา เป็นอันว่าได้รับอานิสงส์แห่งกฐินนั้นทุกรูป ประเพณีการทอดกฐินนั้นได้ยึดถือเป็นประเพณีปฏิบัติของพุทธศาสนิกชนมาจนทุกวันนี้”

ประเพณีการทอดผ้ากฐิน เป็นประเพณีที่พุทธศาสนิกชนนำผ้าไปถวายแด่ภิกษุที่อยู่จำพรรษาตลอดเข้าพรรษา เพื่อสงเคราะห์ภิกษุให้ได้มีผ้าผืนใหม่แทนของเก่าที่ชำรุด พิธีการทอดกฐินเริ่มตั้งแต่พุทธศาสนิกชนเตรียมผ้ากฐิน ซึ่งจะเป็นผ้าใหม่ ผ้าเก่า ผ้าบังสุกุล ผ้าที่เก็บได้ หรือผ้าชนิดใดก็ได้ทั้งนั้น เว้นแต่ผ้าที่ได้มาโดยทุจริต พร้อมทั้งของบริวาร เมื่อเตรียมของทั้งหมดแล้วจึงแสดงความจำนงเป็นวาจาหรือหนังสือต่อทางวัดว่าจะนำกฐินไปทอด ณ วัดแห่งนั้น เรียกว่า “จองกฐิน” การเริ่มพิธีถวายทอดผ้าฐินคือ การวางผ้าลงไปแล้วกล่าวคำถวายผ้าท่ามกลางคณะสงฆ์ ซึ่งมีอย่างน้อย 5 รูป ผู้ถวายกฐินจะเป็นฆราวาสหรือภิกษุสามเณรก็ได้ เมื่อคณะสงฆ์รับผ้ากฐินแล้ว คณะสงฆ์ต้องสวดประกาศขอรับความเห็นจากที่ประชุม ในการมอบผ้ากฐินให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง เมื่อที่ประชุมสงฆ์อนุโมทนากฐิน ก็เป็นอันเสร็จพิธี

ข้อกำหนดเกี่ยวกับการทอดกฐิน

1.วัดที่สามารถรับกฐินได้ต้องมีพระภิกษุมากกว่า 4 รูปขึ้นไป คือต้องมีอย่างน้อย 5 รูป จึงจะรับกฐินได้ และต้องเป็นภิกษุที่จำพรรษา ณ วัดแห่งนั้น ไม่สามารถให้พระภิกษุที่จำพรรษา ณ ที่อื่นมาร่วมรับกฐินได้ แต่สามารถเข้าร่วมพิธีได้

2.การทอดกฐินต้องทำระหว่าง วันแรม 1 ค่ำ เดือน 11 ถึง วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 หากเป็นวันก่อนหน้าหรือหลังจากนี้ ไม่ถือว่าเป็นการทอดกฐิน

3.ห้ามเด็ดขาดมิให้พระภิกษุเชิญชวนให้พุทธศาสนิกชนนำกฐินมาทอดที่วัดของตน ทั้งด้วยทางตรงหรือทางอ้อม ทั้งขอด้วยวาจาหรือหนังสือ ซึ่งการทำเช่นนี้ถือว่าผิดวินัย ทำให้ไม่ได้รับอานิสงส์จากการทอดกฐินในครั้งนั้น

4.การถวายกฐินนั้นต้องไม่ตั้งใจถวายให้แด่พระภิกษุรูปใดรูปหนึ่งโดยเฉพาะ แล้วแต่พระภิกษุผู้เป็นประธานจะจัดมอบให้แด่พระภิกษุรูปใด

(อ่านต่อฉบับหน้า)