Get Adobe Flash player

วันออกพรรษา (วันมหาปวารณา) โดย พรชัย ภู่โสภา

Font Size:

ความสำคัญ

วันออกพรรษา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 เป็นวันครบ 3 เดือน หลังจากที่พระภิกษุอธิษฐานจำพรรษา ไม่จาริกแสวงบุญไปตามสถานที่ต่างๆในวันเข้าพรรษา เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 3 เดือน จึงเป็นวันออกพรรษา หรือวันมหาปวารณา ซึ่งภิกษุสามารถกล่าวตักเตือนกันได้ วันออกพรรษามีความสำคัญพอสรุปได้ดังต่อไปนี้

1.พระสงฆ์ที่อธิษฐานตั้งใจจำพรรษาไม่จาริกไปตามสถานที่ต่างๆ สามารถออกจาริกแสวงบุญและค้างแรมในสถานที่แห่งอื่นได้นับแต่วันนี้เป็นต้นไป

2.พระภิกษุที่จำพรรษาอยู่รวมกัน สามารถทำปวาณาหรือกล่าวตักเตือนกันในเรื่องความประพฤติ เพื่อให้ศีลบริสุทธิ์และเกิดความสามัคคีกันในหมู่สงฆ์

ประวัติ

จากการที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติให้พระภิกษุจำพรรษาในช่วงฤดูฝน เมื่อพ้นจากเข้าพรรษา คือวันออกพรรษาหรือวันมหาปวารณา ซึ่งเป็นเรื่องของพระภิกษุสงฆ์โดยเฉพาะจะกระทำกันในวันออกพรรษาวันเดียวเท่านั้น คือ เปิดโอกาสให้ภิกษุตักเตือนกันได้เกี่ยวกับความประพฤติเสื่อมเสียใดๆไม่ว่าจะโดยการได้เห็น ได้ยินมาด้วยตนเอง หรือโดยการระแวงสงสัยก็ตาม

การที่ภิกษุเห็นความผิดของกันและกันนั้นเป็นเรื่องธรรมดาที่ว่า ภิกษุผู้อยู่ร่วมกันนานๆ ย่อมได้เห็นในข้อบกพร่องของกันและกัน จึงควรมีการว่ากล่าวตักเตือนกันขึ้น เพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ในศีลและความสามัคคีภายในหมู่สงฆ์ ก่อนที่แต่ละรูปจะออกจาริกแสวงบุญไปยังสถานที่ต่างๆ โดยที่พระภิกษุเหล่านั้นสามารถกล่าวตักเตือนกันได้โดยที่ไม่ต้องเกรงใจว่าพระภิกษุรูปนั้นจะมีอาวุโสมากกว่าหรือไม่ ถ้าภิกษุรูปนั้นกระทำผิดก็สามารถกล่าวตักเตือนได้ และถ้าหากพระภิกษุใดไม่ได้กล่าวตักเตือนกันในวันปวารณาแล้ว จะมาถือโกรธกันภายหลังมิได้ เหตุที่พระพุทธวินัยบัญญัติให้ภิกษุทำปวารณาด้วยมีสาเหตุเกิดขึ้นเมื่อครั้งพุทธกาล ดังต่อไปนี้

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ทรงเสด็จมาประทับ ณ วัดเชตวันมหาวิหาร กรุงสาวัตถี แคว้นโกศล รวมถึงทรงจำพรรษาที่วัดเชตวันมหาวิหารแห่งนั้นด้วย ส่วนพระภิกษุสาวกต่างแยกย้ายเข้าจำพรรษา ณ วัดรอบๆกรุงสาวัตถี ภิกษุเหล่านั้นเมื่อต้องมาอยู่รวมกันในระหว่างเข้าพรรษา ก็เกรงว่าอาจเกิดขัดแย้งทะเลาะวิวาทกันได้ จนไม่สามารถอยู่รวมกันได้อย่างมีความสุข ภิกษุเหล่านั้นจึงตกลงที่จะไม่พูดกันตลอดเข้าพรรษา เมื่อถึงวันออกพรรษาภิกษุเหล่านั้นจึงนำความไปกราบทูลให้พระพุทธเจ้าได้ทรงทราบ เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบ ทรงตำหนิกภิกษุเหล่านั้นว่าอยู่กันเหมือนฝูงปศุสัตว์ พระพุทธเจ้าจึงอนุญาตให้พูดตักเตือน พร้อมทั้งกำหนดเป็นพระวินัยว่า

“อนุชานามิ ภิกขะเว วัสสัง วุตถานัง ภิกขูนัง ตีหิ ฐานะหิ ปะวาเรตุง ทิฏเฐนะ วา ปะริสังกายะ วา” หมายถึง ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้ภิกษุทั้งหลายผู้จำพรรษาแล้วปวารณากันในสามลักษณะ คือ ด้วยการเห็นก็ดี ด้วยการได้ยินก็ดี ด้วยการสงสัยก็ดี

การทำปวารณานี้ ใน 1 ปีมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้น คือในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 หรือวันออกพรรษา ซึ่งตามปกติในวันขึ้น 15 ค่ำของทุกเดือน พระภิกษุต้องสวดปาติโมกข์ แต่วันออกพรรษานี้ละเว้นสวดปาติโมกข์ แต่ทำปวารณาแทน การทำปวารณาถือว่าเป็นสังฆกรรมที่พระภิกษุสงฆ์ทุกรูปต้องทำโดยที่ไม่มีข้อยกเว้นใดๆ การทำปวารณานี้เป็นสิ่งที่สงฆ์สมควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการทำปวารณาทำให้เกิดความสามัคคีกันในหมู่คณะสงฆ์

กิจกรรมในวันออกพรรษา

เนื่องจากวันออกพรรษาเป็นเรื่องของภิกษุสงฆ์โดยเฉพาะ พุทธศาสนิกชนจึงไม่ได้มีกิจกรรมพิเศษอันใด แต่เนื่องจากวันออกพรรษาเป็นวันธรรมสวนะอยู่แล้ว พุทธศาสนิกชนจึงปฏิบัติตามระเบียบวันธรรมสวนะที่กำหนดอยู่เป็นประจำ ได้แก่ การทำบุญตักบาตร ฟังธรรมเทศนา ถือศีลภาวนา นอกจากนี้พุทธศาสนิกชนนิยมทำบุญในวันนี้ก่อนที่พระภิกษุทั้งหลายจะออกจาริกแสวงบุญไปยังสถานที่อื่น