Get Adobe Flash player

ว่าด้วยเรื่อง “ศักราช” (ตอนที่ 2) โดย พรชัย ภู่โสภา

Font Size:

4.รัตนโกสินทร์ศักราช มาถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 5) ได้ทรงพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ทรงประกาศใช้ ร.ศ.หรือรัตนโกสินทร์ศักราชกันมาตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคม พ.ศ.2431 ซึ่งตรงกับวันพฤหัสบดี แรม 12 ค่ำ เดือน 4 ปีชวด สัมฤทธิ์ศก จุลศักราช 1250 ทรงประกาศให้เริ่มนับและนำมาใช้กันเริ่มตั้งแต่ปีขาล จัตวาศก พระพุทธศักราช 2325 ซึ่งในปีนั้นเป็นปีของการสร้างกรุงเทพพระมหานครก็คือกรุงรัตนโกสินทร์ ที่ได้กลายมาเป็น กทม.ของชาวไทยอยู่ในทุกวันนี้นั่นเอง จึงได้เริ่มใช้ ร.ศ.กันในปีดังกล่าวนั้นตลอดมา ก็ได้ผ่านมาแล้วถึง 200 ปี เมื่อ พ.ศ.2535

และเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว(รัชกาลที่ 4) ซึ่งพระองค์ทรงเป็นนักโหราศาสตร์ที่มีความรู้เชี่ยวชาญในทางนี้โดยเฉพาะ ทั้งในทางโหราศาสตร์และในทางดาราศาสตร์ ที่ชาวโหราศาสตร์และดาราศาสตร์ในปัจจุบันนี้ได้มีความเคารพนับถือเป็นอย่างยิ่ง จึงได้เทิดพระองค์ท่านขึ้นเป็น พระบิดาแห่งวงการวิทยาศาสตร์และโหราศาสตร์ของประเทศไทย นอกจากนั้นพระองค์ก็ยังทรงอธิบายในเรื่องวันขึ้นปีใหม่ของประเทศไทยเราให้ทราบกันว่า ในสมัยโบราณกาลที่เลยผ่านมานานแสนนานแล้ว ได้กำหนดเอาระยะเวลาในฤดูหนาวเป็นเวลาที่พ้นจากความมืดให้กลายมาเป็นความสว่างเสมือนหนึ่งกับว่าเป็นเวลาเช้าของทุกวัน คนในยุคโบราณกาลจึงได้ใช้ข้อคิดเห็นว่า ควรจะนับเอาฤดูหนาวนั้นให้เป็นการเริ่มต้นของแต่ละปี พอมาถึงในฤดูร้อนก็ถือว่าเป็นเวลาสว่างเหมือนอย่างกลางวัน จึงได้คิดเอาฤดูร้อนนั้นให้เป็นกลางปี แต่ว่าปลายปีนั้นก็ไม่ได้คิดเอาฤดูฝนเป็นปลายปีแต่อย่างใด ก็ด้วยเหตุนี้จึงลงมติกำหนดเอาเดือน 1(เดือนอ้าย) ประมาณเดือนธันวาคม เป็นเดือนเริ่มต้น

และอีกประเด็นหนึ่ง ถ้าหากว่าจะนับปีใหม่ตามแนวทางของราชการ มาตั้งแต่สมัยโบราณกันจริงๆแล้ว ก็จะต้องตรงกับวันที่ 1 เมษายนของทุกๆปี เป็นวันขึ้นปีใหม่ของทางราชการแห่งประเทศไทยเรา และในวันที่ 1 เมษายนของทุกๆปีก็จะต้องเป็นวันสำคัญในการเปลี่ยนศักราช หรือ พ.ศ.ใหม่ เป็นวันที่ใช้ในการเถลิงศกใหม่ เป็นวันขึ้นปีใหม่ ในการนับเรียงตามลำดับว่าปีชวด ฉลู ขาล เถาะ ลำดับไป

พวกชาวบ้านปวงชนชาวไทย จะนับเริ่มต้นตั้งแต่เดือนเมษายน เป็นเดือนแรก เป็นต้นไป เรียงตามลำดับไปจนกระทั่งถึงเดือนมีนาคมเป็นเดือนสุดท้ายคือเดือนสิ้นปี ที่เรียกว่า ตรุษไทย คือเป็นวันทำบุญขึ้นปีใหม่นั่นเอง อย่างเช่น ตรุษจีนก็เป็นวันขึ้นปีใหม่ของจีน ตรุษฝรั่งก็คือวันคริสต์มาสอย่าที่ได้เห็นๆกันอยู่โดยทั่วไป หวังว่าท่านผู้อ่านก็คงจะเข้าใจในจุดมุ่งหมายของพวกเราชาวไทยด้วยกันดังที่กล่าวมานี้ เรียกว่า เดือนหลวง แต่สำหรับการเริ่มต้นตั้งแต่เดือนอ้าย คือเดือน 1 เดือนยี่ คือเดือน 2 นับเรียงกันตลอดไปจนกระทั่งถึงเดือน 12 เป็นเดือนสุดท้ายของปี เรียกว่า เดือนราษฎร์

ในด้านศักราชก็เช่นเดียวกันที่คนไทยเราใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ คือ ตามอย่างเขาบ้างและคิดขึ้นมาเองบ้าง จนกระทั่งมีเหตุผลในการใช้ด้วยการเปลี่ยนแปลงศักราชใหม่ และเปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ตามอย่างสากลนิยมที่ใช้กันทั่วทุกประเทศภายในผืนโลกเดียวกัน จึงได้ต้องมีการแยกส่วนของศักราชออกไป

เรื่องราวของวันที่ใช้ในการขึ้นปีใหม่นี้แหละ ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5(พระปิยมหาราชหรือองค์พระพุทธเจ้าหลวงของเรา) ได้ทรงมีความคิดเห็นว่ามักจะเป็นการยุ่งยากมากนัก จึงเห็นสมควรว่าควรจะมีวิธีใช้ในการนับวัน เดือน ปี และศักราชตามสุริยคติ ตามอย่างสากลนิยมของทุกๆประเทศ ก็คงจะมีความสะดวกสบายดีมากกว่า จึงทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติประกาศใช้วันขึ้นปีใหมและศักราชในแบบใหม่พร้อมทั้งยังประทับตรารับรองเป็นสำคัญตามประเพณีนิยมในแบบสากลทั่วไป ในร.ศ.108 ตรงกับวันที่ 5 เดือนมีนาคม แรม 12 ค่ำ เดือน 4 ปีชวด สัมฤทธิศก จุลศักราช 1251 พระองค์ได้ทรงประกาศให้เปลี่ยนแปลงวันขึ้นปีใหม่ให้ใช้ตามที่ได้กำหนด ตรงกับวันที่ 1 เดือนเมษายน พ.ศ.2432 ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

(อ่านต่อฉบับหน้า)