Get Adobe Flash player

ว่าด้วยเรื่อง “ศักราช” (3) โดย พรชัย ภู่โสภา

Font Size:

ครั้นเวลาได้ล่วงเลยมาถึงในสมัยรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ได้ทรงมีความคิดเห็นแล้วทรงดำริออกมาว่า รัตนโกสินทร์ศักราช หรือ ร.ศ.นั้น ถ้าจะนำมาใช้ในกาลปัจจุบันและในอนาคตต่อไปในภายหน้าก็จะนับได้ว่าคงจะเป็นการสะดวกสบายดีหลายอย่าง หลายช่องทางและหลายประเด็นด้วยกัน

แต่ถ้าหากว่าจะนำเอามาใช้กับกาลในอดีตจริงๆแล้ว คือในเวลาก่อนหน้าจะตั้งศักราชลงไปนั้นก็จำเป็นที่จะต้องนับถอยหลังกันลงไปอีกให้เป็นการยุ่งยากมากเรื่อง ทั้งๆที่ประเทศไทยและพวกเราชาวไทยที่อยู่ในประเทศก็เป็นเมืองพุทธศาสนา และคนในประเทศก็เป็นชาวพุทธกันทั้งนั้น ก็เคยใช้พุทธศักราชในหลักการที่มีความสำคัญในราชการมาแล้วมิได้ขาด ถ้าหากพวกเราชาวไทยจะพร้อมใจกันหันกลับมาใช้พุทธศักราชแทนรัตนโกสินทร์ศักราชอย่างจริงจังกันจริงๆแล้วก็จะนำความสะดวกสบายมาให้ทั้งในกาลอดีต ปัจจุบัน และในอนาคตได้ดีเป็นอย่างมาก พระองค์จึงทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศใช้พุทธศักราชเป็นหลักฐานมั่นคงในทางราชการ เพื่อจะได้เป็นแบบแผนเดียวกันทั้งหมด ประกาศใช้ตั้งแต่วันที่ 21 เดือนกุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2454 เป็นต้นมา

ดังนั้น ประเทศไทยจึงได้เปลี่ยนวันขึ้นปีใหม่ ที่แต่ดั้งแต่เดิมมาพวกเราชาวไทยก็ได้ยึดถือเอาวันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่มาโดยตลอดทุกๆปี ซึ่งจะถือเป็นวันฤกษ์งามยามดีในดิถีมงคลขึ้นปีใหม่ และก็ย้อนยุคขึ้นไปในสมัยโบราณที่นานกว่านั้นขึ้นไปอีก ก็ถือวันสงกรานต์ของไทยเราเป็นวันขึ้นปีใหม่ ซึ่งก็ได้ยึดถือเป็นประเพณีกันมาหลายยุคหลายสมัย ตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยายังเป็นราชธานีอยู่

ซึ่งในครั้งกระนั้น ในวันขึ้นปีใหม่ของพวกเราชาวไทยได้แบ่งแยกออกไปเป็น 2 ระลอก คือ ในจุดแรกก็จะต้องนับวันขึ้น 1 ค่ำ เดือน 5 ถือว่าเป็นวันขึ้นปีใหม่ เพราะถือว่าเป็นวันที่เปลี่ยนนาม 12 นักกษัตร แต่ทว่ายังไม่ได้เปลี่ยนศักราช เพราะศักราชยังไม่ขึ้นปีใหม่อย่างถูกต้องเป็นทางการ ถ้าจะนับกันตามวิธีการทางโหราศาสตร์และดาราศาสตร์กันจริงๆแล้ว ก็จะได้ใช้วิธีในการคำนวณกันตามวิถีทางโคจรของดวงอาทิตย์ ต่อเมื่อถึงยามที่พระอาทิตย์ยกขึ้นไปสู่ราศีเมษเมื่อใด ก็จะใช้ในการนับศักราชใหม่หรือถือว่าเป็นวันเถลิงศกใหม่ ซึ่งก็จะเห็นได้ว่าเป็นช่วงที่ 2 ของวันขึ้นปีใหม่ ตามแนวทางที่ถูกต้องแน่นอนของไทยโบราณ

และการนับหรือการใช้ศักราชก็ได้สืบต่อเนื่องกันมาอย่างนั้นโดยตลอดมา จนกระทั่งถึงในปี พ.ศ.2484 ในยุคของรัฐบาลนายพลตรี ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้เปลี่ยนแปลงมาใช้วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2484 เป็นวันขึ้นปีใหม่ ตามแนวทางเอาเยี่ยงอย่างของสากลนิยมโดยทั่วไป

ดังนั้น ในปีพ.ศ.2483 จึงหายไป 3 เดือน เมืองไทยของเราจึงเหลืออยู่เพียง 9 เดือน คือตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนธันวาคม และเริ่มใช้วันที่ 1 มกราคม 2484 เป็นวันปีใหม่ เริ่มต้นมาจนกระทั่งถึงในทุกวันนี้  ถ้าหากว่ามีคำถามออกมาว่า ปีพ.ศ.2483 มีความสำคัญอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะคนไทยและประเทศไทย ก็ขอให้ทุกๆคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ ควรจะจำกันเอาไว้ให้ดีเถิดว่า คำตอบก็คือ

1.ในปีนั้นมีอยู่เพียง 9 เดือน

2.ในปีนั้นเกิดโรคระบาด(เขาเรียกว่าผีห่ากินคน) คือเกิดอหิวาตกโรค ระบาดขึ้นมา ทำให้ผู้คนและสัตว์เลี้ยงต้องพากันตายลงไปเป็นจำนวนไม่น้อย

(อ่านต่อฉบับหน้า)