Get Adobe Flash player

ทำบุญวันมาฆบูชา โดย พรชัย ภู่โสภา

Font Size:

วันมาฆบูชา เป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอีกวันหนึ่ง เมื่อครั้งอดีตกาลในขณะที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยังทรงประทับอยู่ ณ เวฬุวนาราม ในครั้งนั้นก็ได้มีพระสงฆ์อยู่ 2 พวกคือ บุราณชฎิล พวกหนึ่งมีจำนวน 1,000 องค์ด้วยกัน และ ปริพาชก อีกพวกหนึ่งมีจำนวน 250 องค์ พระสาวกของพระองค์ทั้งสองจำพวกนี้ต่างฝ่ายต่างก็ได้พากันเดินทางเข้ามาเฝ้าสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยพร้อมกันอย่างที่ไม่เคยได้นัดหมายกันแต่ประการใดเลย เพื่อจะมาฟังพระธรรมเทศนา โดยที่พระองค์ท่านมิได้มีพุทธฎีกาให้พระสงฆ์ทั้งสองฝ่ายนั้นมาเฝ้าเลย

และพระสงฆ์ทั้งปวงนั้นรวมทั้งสองฝ่ายเป็นจำนวนถึง 1,250 รูป จึงได้มีความศรัทธาขออุปสมบทอยู่ในสำนักของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยที่พระองค์ก็ได้ทรงอนุญาตและทรงบวชให้ด้วย เอหิภิกขุอุปสัมปทา ด้วยเหตุผลอย่างนี้จึงเรียกได้ว่า ในเมื่อผู้ใดได้มีพุทธฎีกาว่า เอหิภิกขุอุปสัมปทา จากพระองค์แล้ว ก็จะถือได้ว่าผู้นั้นได้กลายเป็นพระภิกษุสงฆ์โดยชอบธรรมและถูกต้องแล้ว จะไม่ต้องทำพิธีในการบวชอีกต่อไป และอีกอย่างหนึ่ง พระสงฆ์ดังกล่าวทั้งหมด 1,250 องค์นั้นก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณกันแล้วทั้งหมด อันคำที่เรียกว่า พระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณ ก็แปลว่า เป็นผู้ที่พ้นจากกิเลส อันประกอบด้วยองค์ 4 คือ

1.อรรถปฏิสัมภิทา แปลความว่า ปัญญาที่แตกฉานในเนื้อความ

2.ธรรมปฏิสัมภิทา แปลความว่า ปัญญาที่แตกฉานในคำสอนของพระพุทธเจ้า

3.ปฏิภาณปฏิสัมภิทา แปลความว่า ปัญญาที่แตกฉานในการโต้ตอบคล่องแคล่วไม่ติดขัด

4.นิรุตติปฏิสัมภิทา แปลความว่า ปัญญาที่แตกฉานในคำพูดไม่ติดขัด รู้มูลของภาษาโดยแท้จริง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงแสดงโอวาทพระปาติโมกข์ ท่ามกลางหมู่สงฆ์สันนิบาตเป็นครั้งแรก ในวันที่ได้ประชุมสงฆ์โดยบังเอิญนั้น แล้วให้ผู้ฟังนำเอาไปปฏิบัติเพื่อจะได้นำเอามาจรรโลงพระพุทธศาสนา ให้ดำรงคงอยู่และเจริญยิ่งยาวนานสืบต่อไป ตามคำที่เรียกว่า จาตุรงคสันนิบาต นั้น เมื่อได้แยกศัพท์ออกมาแล้วก็จะแปลได้ดังนี้ คือ

จาตุร แปลว่า 4, องค์ แปลว่า ส่วน, สันนิบาต แปลว่า ประชุม เมื่อรวมกันแล้ว คำว่า “จาตุรงคสันนิบาต” ก็แปลว่า การประชุมด้วยองค์ 4 คือ

1.ในวันที่กล่าวถึงนี้มีพระอรหันต์ สาวกของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจำนวนถึง 1,250 รูป มาประชุมพร้อมเพรียงกันที่ เวฬุวันวิหาร ภายในกรุงราชคฤห์ โดยที่มิได้มีการนัดหมายกันเลย

2.ท่านทั้งหลายเหล่านั้นก็ล้วนได้รับการอุปสมบทจากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยตรง

3.พระสงฆ์ทั้งหลายเหล่านี้ทุกองค์ ได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ครบถ้วนแล้วด้วยกันทั้งนั้น

4.วันนั้นก็เป็นวันมาฆบุรณ คือมีพระจันทร์เต็มดวงโคจรเข้าเสวยผ่านดาวฤกษ์ที่ชื่อว่า “มาฆะ”

สำหรับ วันมาฆบูชา ตามความแน่นอนคือในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 ประจำ ถ้าหากว่าเป็นปีอธิกมาสที่เรียกว่าปีใดที่มีเดือน 8 สองหน วันมาฆบูชาก็จะต้องเลื่อนไปเป็นกลางเดือน 4 และในอีกความหมายหนึ่งที่เรียกว่า มีความสำคัญทางศาสนาก็คือ วันมาฆบูชานี้จะถือได้ว่าเป็นวันที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทรงปลงอายุและสังขารเพื่อจะเสด็จดับขันธ์เข้าสู่พระปรินิพพาน คำว่ามาฆบูชาจึงได้แยกออกไปได้ดังนี้คือ มาฆะ แปลว่า เดือนสาม ทางจันทรคติจะเรียกว่า มาฆะมาส หรือ มาฆบูชา

จาตุรงคสันนิบาต การที่ทางโหราศาสตร์ได้เรียกว่า มาฆะ นั้น ก็ได้เกี่ยวเนื่องมาจากชื่อของดาวฤกษ์กลุ่มหนึ่ง ตามภาษาชาวบ้านเรียกกันว่า ดาวลิง หรือ ดาววานร และ ดาวงู พวกโหรทั้งหลายจึงพากันเรียกว่า สิงโต หรือ ราศีสิงห์ จะมีชื่อเรียกเรียงกันไปตามลำดับฤกษ์ของโหรก็จะนับได้เป็นฤกษ์ที่ 10 มีชื่อเรียกว่า ทริกโก ตามกำหนดเวลาในระยะที่พระจันทร์ได้โคจรมาอยู่ตรงมาฆฤกษ์ ถ้าหากว่าวันนั้นมีความบังเอิญที่พระจันทร์เต็มดวง และเป็นวันกลางเดือนพอดี กำลังเสวยมาฆฤกษ์อยู่ด้วย ก็จะเรียกกันทั่วไปว่า มาฆบุรณมี ในเวลาเช่นนี้ได้กำหนดตามจันทรคติกาล ก็คือกลางเดือน 3

(อ่านต่อฉบับหน้า)