Get Adobe Flash player

วันสงกรานต์ โดย พรชัย ภู่โสภา

Font Size:

ความสำคัญ

วันสงกรานต์ ถือเป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทยตั้งแต่สมัยโบราณ “สงกรานต์” แปลว่า การเคลื่อนหรือย้าย เมื่อใช้ในความหมายของวันขึ้นปีใหม่นั้นจึงหมายถึง วันที่พระอาทิตย์ย้ายจากราศีหนึ่งไปยังอีกราศีหนึ่ง ซึ่งจะเกิดขึ้นในทุกเดือน เรียกว่า “สงกรานต์เดือน” แต่วันที่ 13 เมษายน นั้นเรียกว่า “สงกรานต์ปี” หมายถึงการที่พระอาทิตย์ได้เคลื่อนย้ายเข้าสู่จักรราศี(คือวงกลมเป็นรูปไข่บนท้องฟ้า ซึ่งสมมติว่าเป็นทางที่พระอาทิตย์ พระจันทร์ และดาวเคราะห์โคจรผ่าน จักรราศีแบ่งออกเป็น 12 ส่วน หมายถึง 12 ราศี ซึ่งแต่ละราศีก็มีกลุ่มดาวอยู่ประจำราศีนั้นๆ) เมษอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะตรงกับวันที่ 13 เมษายน เรียกว่า วันมหาสงกรานต์ วันที่ 14 เมษายน เรียกว่า วันเนา และวันที่ 15 เมษายน เรียกว่า วันเถลิงศก

วันสงกรานต์ในสมัยโบราณนั้นถือว่าเป็นช่วงแห่งการพักผ่อน เนื่องจากว่างเว้นจากฤดูกาลเก็บเกี่ยว รวมถึงเป็นช่วงฤดูร้อนทำให้เกิดประเพณีการละเล่นสาดน้ำกัน

ประวัติ

ในสมัยโบราณได้ถือวันสงกรานต์เป็นปีใหม่นั้น เนื่องจากประเทศที่อยู่ในแถบร้อนถือว่าช่วงเวลาเริ่มต้นฤดูร้อนนั้นเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด ด้วยว่างเว้นจากการทำการเกษตร อีกทั้งอากาศที่หนาวเย็นก็ผ่านพ้นไปแล้ว ด้วยในช่วงฤดูหนาวนั้นเป็นช่วงที่ทุกๆอย่างนั้นหยุดนิ่งไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ก็หยุดผลิดอกออกผล สัตว์ทั้งหลายก็หยุดนิ่งนอนจำศีล ด้วยอากาศที่หนาวเย็นนั้นไม่สะดวกในการใช้ชีวิตหรือการเจริญเติบโตของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายนั้นเอง

วันสงกรานต์จึงเป็นประเพณีการขึ้นใหม่ในประเทศแถบร้อน ซึ่งแตกต่างจากประเทศแถบหนาวดังที่กล่าวไว้ในเรื่องของวันขึ้นปีใหม่ วันสงกรานต์มีทั้งหมด 3 วันด้วยกัน ได้แก่ วันที่ 13 เมษายน เป็นวันมหาสงกรานต์ หมายถึง ก้าวหรือย่างขึ้นครั้งใหญ่คือสงกรานต์ปี การที่พระอาทิตย์โคจรเข้าสู่ราศีเมษ วันที่ 14 เป็นเนา หมายถึง อยู่ คือวันที่ถัดมาจากวันมหาสงกรานต์ 1 วัน การที่พระอาทิตย์เข้ามาอยู่ในราศีเมษเรียบร้อยแล้ว และวันที่ 15 เมษายน เป็นวันเถลิงศก หมายถึง วันขึ้นศกใหม่

แต่ในส่วนของตำนานวันสงกรานต์รวมถึงประเพณีที่เกี่ยวข้องกับนางสงกรานต์นั้น มีหลักฐานปรากฏในหลักศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม จะกล่าวพอสังเขป ดังต่อไปนี้

ตำนานกำเนิดสงกรานต์

มีท่านเศรษฐีผู้หนึ่งไม่มีบุตรแต่ต้องการบุตรมาก ด้วยถูกนักเลงสุราที่บ้านอยู่ใกล้กันนั้นกล่าวคำหยาบช้าต่อเศรษฐี ท่านเศรษฐีจึงกล่าวถามว่า “เหตุใดท่านจึงกล่าวดูถูกเราผู้มีสมบัติมาก”

นักเลงสุราตอบกลับว่า “ถึงแม้ท่านเป็นผู้มีสมบัติมาก แต่ท่านก็ไม่มีบุตร เมื่อเสียชีวิตแล้วสมบัติเหล่านี้ก็สูญเปล่า เรานั้นมีบุตรย่อมประเสริฐกว่า”

ท่านเศรษฐีจึงได้จัดพิธีบวงสรวงขอบุตรจากพระอาทิตย์และพระจันทร์ รอนานสามปีก็มิได้เกิดบุตร เมื่ออาทิตย์ยกขึ้นสู่ราศีเมษ ท่านเศรษฐีจึงพาบริวารไปบวงสรวงขอบุตรจากพระไทร พระไทรมีความเมตตาสงสารเศรษฐีผู้นี้ จึงได้ขึ้นไปบนสวรรค์ทูลขอบุตรจากพระอินทร์ให้แก่เศรษฐีผู้นั้น พระอินทร์จึงให้ธรรมบาลกุมารเทวบุตรลงมาเกิดเป็นบุตรของท่านเศรษฐี

เมื่อภรรยาของท่านเศรษฐีคลอดบุตร ท่านเศรษฐีได้ปลูกปราสาทเจ็ดชั้นให้อยู่ใต้ต้นไทรริมฝั่งแม่น้ำ และตั้งชื่อให้ว่า “ธรรมบาลกุมาร”

ธรรมบาลกุมาร เป็นเด็กที่มีปัญญาเฉลียวฉลาดอย่างมาก เรียนรู้ไตรเพทจบเมื่ออายุ 7 ขวบ อีกทั้งยังสามารถเรียนรู้ภาษานกได้อีก ความดังกล่าวได้ล่วงรู้ถึงท้าวกบิลพรหม ท่านจึงต้องการที่ทดสอบปัญญาของธรรมบาลกุมาร ท้าวกบิลพรหมจึงได้เสด็จลงมายังโลกมนุษย์ ถามปัญหาธรรมบาลกุมาร 3 ข้อ คือ

ข้อที่ 1 เช้าราศีสถิตอยู่แห่งใด

ข้อที่ 2 เที่ยงราศีสถิตอยู่แห่งใด

ข้อที่ 3 ค่ำราศีสถิตอยู่แห่งใด

และตกลงกันว่า ถ้าธรรมบาลกุมารสามารถตอบปัญหา 3 ข้อนี้ได้ภายใน 7 วัน จะตัดเศียรของตนบูชาธรรมบาลกุมาร แต่ถ้าธรรมบาลกุมารไม่สามารถตอบปัญหาได้ ธรรมบาลกุมารต้องตัดศรีษะของตนบูชาท้าวกบิลพรหมเช่นกัน

เวลาล่วงเลยไปถึง 6 วัน ธรรมบาลกุมารก็ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ ด้วยความกลัวอาญาท้าวกบิลพรหม ธรรมบาลกุมารจึงได้หนีไปแอบซ่อนอยู่ใต้ต้นตาล และบนต้นตาลนั้นมีนกอินทรี 2 ตัวผัวเมียทำรังอยู่ นกอินทรีทั้งสองได้สนทนากันอยู่ในเรื่องการออกไปหากินในวันพรุ่งนี้

นางนกอินทรี:       “พรุ่งนี้เราจะไปหากินที่ไหนกันดี”

นกอินทรีตัวผู้:       “พรุ่งนี้เราไม่ต้องออกไปหากินไกลหรอก ด้วยพรุ่งนี้ธรรมบาลกุมารจะต้องตัดศรีษะบูชาท้าวกบิลพรหม เนื่องจากตอบปัญหาไม่ได้”

นางนกอินทรี:       “น่าสงสารกุมารน้อยยิ่งนัก ท้าวกบิลพรหมก็ช่างถามปัญหาที่มนุษย์เกินจะตอบได้”

นกอินทรีตัวผู้รู้สึกหมั่นไส้นางนกอินทรี จึงได้บอกถึงคำตอบที่ท้าวกบิลพรหมถามธรรมบาลกุมารให้นางนกอินทรีได้รู้

นกอินทรีตัวผู้:       “ราศีแห่งมนุษย์นั้นจะสถิตอยู่ที่ร่างกายต่างวาระกัน คือ เวลาเช้าจะสถิตอยู่ที่หน้ามนุษย์ จึงต้องล้างหน้า เวลาเที่ยงสถิตอยู่ที่อก มนุษย์จึงต้องปะพรมน้ำที่หน้าอก และเวลาค่ำสถิตอยู่ที่เท้า มนุษย์จึงต้องล้างเท้า จึงจะพ้นอัปรีย์จัญไรทั้งปวง”

(อ่านต่อฉบับหน้า)