Get Adobe Flash player

ทำบุญในวันวิสาขบูชา(จบ) โดย พรชัย ภู่โสภา

Font Size:

ตรัสรู้

พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงตรัสรู้เป็นพระอนุตรสัมโพธิญาณ ณ ใต้ต้นโพธิ์ ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้นมคธ (ปัจจุบันอยู่ในเขตเมืองพุทธคยา แคว้นพิหาร ประเทศอินเดีย) ในตอนเช้า วันพุธขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ก่อนพุทธศักราช 45 ปี

หลังจากที่พระเจ้าสุทโธทนะได้เชิญพราหมณ์ทั้งหลาย เพื่อให้มาทำนายอนาคตของเจ้าชายสิทธัตถะ พราหมณ์ทั้งหลายทำนายว่า ถ้าครองเพศฆราวาสต่อไปจะได้ทรงเป็นจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ แต่ถ้าทรงออกบวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก แต่มีพราหมณ์ผู้หนึ่ง (พราหมณ์ท่านนั้นต่อมาได้เป็นพระสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา คือ ท่านโกณฑัญญะ) ทำนายว่า จะต้องทรงออกบวชและจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก พระเจ้าสุทโธทนะทรงมีความห่วงพระโอรสจะออกบวชตามคำทำนายของพราหมณ์เหล่านั้น จึงทรงปรนเปรอพระโอรสด้วยความสุขทั้งหลาย เริ่มจากทรงสร้างปราสาท 3 ฤดูเพื่อเป็นที่ประทับ เมื่อมีพระชนมายุที่อภิเษกได้ ทรงจัดพิธีอภิเษกให้กับพระนางยโสธรา จนมีพระโอรสด้วยกัน 1 พระองค์ นามว่า “พระราหุล” เมื่อมีพระโอรสแล้วทรงเกิดความเบื่อหน่ายในชีวิตทั้งปวง พร้อมกับทอดพระเนตรเห็นเทวทูตทั้ง 4 ได้แก่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย เมื่อทอดพระเนตรเห็นเทวทูตทั้ง 4 แล้วทรงมีความตั้งพระทัยหาหนทางเพื่อให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวงเหล่านี้

พระองค์เสด็จหนีออกจากสถานที่ประทับเพื่อออกผนวชแล้วทรงใช้ระยะเวลา 6 ปีเพื่อหาหนทางหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง เริ่มตั้งแต่ทรงเริ่มฝึกโยคะกับอาจารย์ผู้มีชื่อ 2 ท่านคือ ท่านอาฬารดาบส กับ อุทกดาบส ต่อมาทรงบำเพ็ญตบะ คือ การทรมานตนเองให้ได้รับความลำบาก เช่น เปลือยกายตากลมและฝน ยืนเขย่งเท้า นอนบนหนามแหลม เป็นต้น ทรงปฏิบัติเช่นนี้อยู่เป็นเวลานานก็ไม่สามารถพ้นทุกข์ได้ พระองค์จึงทรมานกายหนักขึ้นกว่าเดิมหรือเรียกว่า “บำเพ็ญทุกรกิริยา” โดยแบ่งการทรมานกายเป็น 3 ระดับ ได้แก่ การกัดฟัน กลั้นลมหายใจ และอดอาหาร ซึ่งการอดอาหารนี้เกือบทำให้พระองค์สิ้นพระชนม์ ก็ยังมิสามารถทำให้ค้นพบหนทางแห่งการพ้นทุกข์ได้ จึงทรงเลิกและกลับมารับประทานอาหารเช่นเดิม

เมื่อทรงเลิกปฏิบัติทุกรกิริยาแล้วจึงเสด็จไปประทับ ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม วันหนึ่งในตอนเช้าทรงได้รับการถวายข้าวมธุปายาสจากนางสุชาดา หลังจากที่เสวยข้าวมธุปายาสแล้ว ทรงลอยถาดลงในแม่น้ำ ต่อมาในเวลาเย็นเสด็จข้ามแม่น้ำเนรัญชรามายังฝั่งตะวันตก ทรงนำเอาหญ้ากุศะ (หญ้าคา) 8 กำ ที่นายโสตถิยะถวายมาลาดปูอาสนะ ณ โค้นต้นโพธิ์ ทรงเข้าสมาธิจนจิตใจแน่วแน่ ทรงพิจารณาความเป็นไปของธรรมชาติและธรรมดาของโลกทั้งหลายจนสามารถบรรลุโสดาบันในเช้ามืดของวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6

เสด็จปรินิพพาน

พระองค์ทรงบำเพ็ญพุทธกิจโปรดแนะนำสั่งสอนให้พุทธศาสนิกชนได้บรรลุธรรมพ้นทุกข์เป็นจำนวนมาก และเสด็จปรินิพพาน เมื่อวันอังคารขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ณ แท่นบรรทมระหว่างต้นสาละ (ต้นรัง) คู่สาลวโนทยานของมัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ (ปัจจุบันอยู่ในเขตเมืองกุสีนคระ แคว้นอุตตรประเทศ ประเทศอินเดีย) รวมมีพระชนมายุได้ 80 พรรษา และถือเอาปีที่พระสัมมาพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานเป็นปีพุทธศักราช 1 ก่อนจะปรินิพพานทรงแสดงปัจฉิมโอวาทว่า

“ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราเตือนท่านทั้งหลายให้รู้ สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”

เมื่อปรินิพพานแล้ว พระอานนท์ได้ไปแจ้งแก่มัลลกษัตริย์ เพื่อที่จะดำเนินการต่อพระบรมศพตามประเพณีที่ถือปฏิบัติกันนั้นต้องฌาปนกิจในวันเดียวกันกับวันถึงแก่กรรม แต่ก็มิได้ถือเป็นประเพณีที่เคร่งครัดอะไรนัก มัลลกษัตริย์ทรงประดิษฐานพระบรมศพพระพุทธเจ้าไว้ ณ มกุฎพันธนเจดีย์ และตระเตรียมการถวายพระเพลิงพระบรมศพพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเอิกเกริกมโหฬารนานถึง 7 วัน จนถึงวันแรม 8 ค่ำ เดือน 6 จึงได้มีการถวายพระเพลิงพระบรมศพพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอีกวันหนึ่ง คือ วันวิสาขอัฏฐมีบูชา อันหมายถึง วันที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เมื่อพระเพลิงไหม้พระบรมศพจนหมดสิ้นเหลือเพียงแต่ผ้า 1 คู่ ที่ใช้สำหรับหุ้มห่อพระบรมศพชั้นในและชั้นนอกสุด พระบรมอัฐิเป็นชิ้นประกอบด้วย พระเขี้ยวแก้ว 4 พระรากขวัญ 2 สิ่งทั้ง 7 นี้ไม่ไหม้ไฟ ส่วนพระบรมอัฐิที่เหลือแตกกระจายออกเป็น 3 ขนาด ได้แก่

1.ขนาดใหญ่ ประมาณเมล็ดถั่วแตก

2.ขนาดกลาง ประมาณเมล็ดข้าวสารหัก

3.ขนาดเล็ก ประมาณเมล็ดพันธุ์ผักกาด

หลังจากนั้นพระสาวกและพระพุทธศาสนิกชนได้นำพระบรมสารีริกธาตุแยกย้ายไปประดิษฐานตามสถานที่ต่างๆ