Get Adobe Flash player

วันรพี 7 สิงหาคม โดย พรชัย ภู่โสภา

Font Size:

ความสำคัญ

เพื่อระลึกถึงวันสิ้นพระชนม์ในพระบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ด้วยทรงเป็นผู้ที่มีส่วนสำคัญที่สุดในการพัฒนางานด้านกฎหมายในประเทศ อีกทั้งทรงเป็นผู้ก่อตั้งโรงเรียนกฎหมายแห่งแรกขึ้นมาในประเทศไทย ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า “พระบิดาแห่งกฎหมายไทย”

พระประวัติ

พระบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้ารพีพัฒนศักดิ์ กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้ารพีพัฒน์ ประสูติเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ.2417 เป็นพระราชโอรสลำดับที่ 14 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 และเจ้าจอมมารดาตลับ ทรงเข้ารับการศึกษาขั้นแรกสำหรับภาษาไทยที่สำนักของท่านพระยาศรีสุนทรโวหาร(น้อย อาจารยางกูร) ทรงศึกษาภาษาอังกฤษที่สำนักครูรามสามี ทรงเข้ารับการศึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ หลังจากที่ทรงผ่านพิธีโสกันต์ และผนวชเป็นสามเณรแล้ว ในปีพ.ศ.2482 ทรงเดินทางไปศึกษาต่อพร้อมกับพระเจ้าพี่ยาเธอกรมพระจันทบุรีนฤนาท พระเจ้าพี่ยาเธอกรมหลวงนครไชยศรีสุรเดช และพระเจ้าพี่ยาเธอกรมหลวงปราจินกิติบดี ณ ประเทศอังกฤษ

กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรงศึกษาที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในระดับมัธยมปลาย ต่อจากนั้นทรงเข้าศึกษาวิชากฎหมาย ณ สำนักไครสตเชิช มหาวิทยาลัยอ๊อกซ์ฟอร์ด ได้นิวัติกลับประเทศไทย ทรงเข้ารับราชการในกรมราชเลขานุการ ทรงปฏิบัติงานเป็นที่พอพระราชหฤทัยในสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบรมชนกนาถ และทรงแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งองคมนตรีฯ

ในปีพ.ศ.2439 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งนายกสภาพิเศษ มีหน้าที่ในการจัดตั้งศาลในมณฑล อยุธยา(ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นจังหวัด) เพื่อตัดสินคดีความในเขตท้องถิ่นนั้น กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ทรงปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นอย่างดี ทรงตัดสินคดีด้วยความถูกต้องยุติธรรมและรวดเร็ว ทำให้เป็นที่ชื่นชมในหมู่ประชาชนชาวมณฑลอยุธยา รวมถึงเป็นที่พอพระทัยในพระบรมชนกนาถ ทำให้พระราชทานตำแหน่งให้อีกหนึ่งตำแหน่งคือ องค์ประธานตรวจพระราชกำหนดบทพระอัยการทั้งเก่าและใหม่ ด้วยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชปรารภว่า “กฎหมายที่ใช้กันในทุกวันนี้มีระยะเวลากว่า 100 ปี มิได้มีการชำระตรวจตราแก้ไขให้เหมาะสม จึงเป็นการไม่สะดวกต่อการใช้ตัดสินคดีความ” การชำระกฎหมายครั้งนี้ประกอบไปด้วยกรรมการทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ซึ่งกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ก็ทรงปฏิบัติหน้าที่อันนี้ได้ด้วยความเรียบร้อย ทรงชำระกฎหมายจัดเป็นระเบียบหมวดหมู่สะดวกแก่การศึกษา อีกทั้งทรงรวบรวมคำพิพากษาบางเรื่องไว้เป็นต้นแบบการตัดสินคดีความ ทำให้การตัดสินคดีมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในขณะนั้นประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงระเบียบแบบแผนการปกครองใหม่ แต่การดำเนินการต่างๆยังไม่มีประสิทธิภาพมากนัก เนื่องจากขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ทางเสนาบดีที่ปรึกษาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เห็นว่าควรแต่งตั้งกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เป็นเสนาบดีกระทรวงยุติธรรม เพื่อบริหารงานภายในกระทรวงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังทรงสามารถดำรงตำแหน่งนายกสภาพิเศษได้ เมื่อทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงยุติธรรมแล้ว ทรงปรับปรุงการทำงานภายในกระทรวงยุติธรรม โดยเริ่มตั้งแต่ทรงเป็นประธานคณะผู้พิพากษา อีกทั้งทรงก่อตั้ง โรงเรียนกฎหมายแห่งแรกขึ้นในประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ.2440 กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ทรงเป็นอาจารย์สอนกฎหมายและผู้อำนวยการที่โรงเรียนกฎหมายแห่งนี้ด้วยพระองค์เอง โดยสอนหลังจากที่เสวยอาหารกลางวันเสร็จแล้ว ที่ห้องเสวยกลางวันของพระองค์ นอกจากนี้ยังมีอาจารย์ผู้ช่วยอีกหลายท่าน ได้แก่ พระยาประชากิจกรจักร, ขุนหลวงพระไกรสี, กรมหลวงพิชิตปรีชากร และพระองค์เจ้าวัรชีวงศ์

โรงเรียนกฎหมายรุ่นแรกนี้มีผู้สนใจสมัครเรียนจำนวนมากถึง 100 คน ซึ่งมีทั้งผู้พิพากษาหัวเมือง อธิบดีผู้พิพากษาศาลมณฑล และอธิบดีผู้พิพากษาศาลมณฑล  เป็นต้น ตำราที่ใช้ในการเรียนการสอนมีด้วยกัน 2 เล่ม ได้แก่ เล่มแรกเป็นกฎหมายอาญา ใช้ประมวลกฎหมายอินเดียเป็นหลัก ว่าด้วยประมวลวิธีพิจารณาความอาญา, สัญญา, ประทุษร้าย ส่วนเล่มที่ 2 เป็นคดีแพ่ง ใช้ตำรากฎหมายของอังกฤษเป็นหลัก ในระหว่างนั้นกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ได้ทรงแต่งตำรากฎหมายขึ้นมาอีกหลายเล่ม เช่น กฎหมายระหว่างประเทศ เป็นต้น นักเรียนกฎหมายไม่ได้เรียนเฉพาะแต่ในตำราเท่านั้น แต่กรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ได้ทรงให้นักเรียนฝึกหัดว่าความในศาล ถ้านักเรียนคนใดไม่สามารถหาลูกความก็ทรงโปรดหาลูกความอนาถาให้ เช่น ผู้ต้องหาในเรือนจำที่ต้องการสู้คดีแต่ไม่มีเงินสำหรับค่าจ้างทนาย เป็นต้น เมื่อนักเรียนศึกษาสำเร็จแล้ว ทรงประกาศแจ้งให้มีการสอบไล่ วิชาที่สอบมีด้วยกัน 6 วิชา ได้แก่ 1.อาญา 2.สัญญา 3.มรดกกับการประทุษร้าย 4.กฎหมายลักษณะผัวเมีย, ทาส, และประกาศอื่นๆ 5.วิธีพิจารณา 6.กฎหมายระหว่างประเทศ

(อ่านต่อฉบับหน้า)