Get Adobe Flash player

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (จบ) โดย พรชัย ภู่โสภา

Font Size:

เจ้าตากได้ทบทวนถึงสถานการณ์แล้ว เห็นว่าแม้ข้าศึกจะครั่นคร้ามฝีมือไม่กล้าโจมตีซึ่งหน้า แต่ข้าศึกมีจำนวนมากกว่า ถ้าเจ้าตากล่าถอยออกไปเมื่อใด ทัพเมืองจันทบุรีก็จะล้อมไล่ตีได้หลายทางเพราะชำนาญภูมิประเทศมากกว่า แต่จะตั้งมั่น ณ ที่นั้นนานไปก็ไม่ได้เพราะไม่มีเสบียงอาหาร เจ้าตากจึงตัดสินใจเข้าตีเมืองจันทบุรีในค่ำวันนั้นเอง

การรบครั้งนี้ได้แสดงออกถึงน้ำใจอันเด็ดเดี่ยวของเจ้าตาก ท่านสั่งนายทัพนายกองและไพร่พลว่า

“เราจะตีเมืองจันทบุรีในค่ำวันนี้ เมื่อกองทัพหุงข้าวเย็นกินกันเสร็จแล้ว ทั้งนายไพร่ให้เทอาหารทิ้งและต่อยหม้อข้าวเสียให้หมด หมายจะไปกินข้าวเช้ากันในเมืองจันทบุรีในวันพรุ่งนี้ แต่ถ้าตีเอาเมืองจันทบุรีไม่ได้ ก็จะตายกันเสียให้หมดด้วยกันทีเดียว”

ด้วยคำพูดที่แสดงออกถึงความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญของเจ้าตากในครั้งนี้ นายทัพนายกองต่างๆก็มิได้กล้าขัดขืนอันใด ซึ่งถือว่าเจ้าตากมีหลักจิตวิทยาในการทำสงครามที่ชาญฉลาดอย่างมาก ได้สร้างกำลังใจกันห้าวหาญเด็ดเดี่ยวให้แก่ไพร่พลอย่างมาก ต่างมุ่งมั่นอยู่แต่จะต้องยึดเอาเมืองจันทบุรีให้ได้ เจ้าตากไว้วางแผนโดยเมื่อพลบค่ำให้ไพร่พลจำนวนหนึ่งลอบซุ่ม เมื่อถึงตี 3 เจ้าตากจึงให้สัญญาณไพร่พลเข้าโจมตีพร้อมกัน โดยเจ้าตากขี่ช้างเข้าพังประตูเมือง ไพร่พลอีกจำนวนหนึ่งระดมยิงปืนใหญ่ปืนเล็กเข้าประตูเมือง เมื่อเจ้าตากสามารถพังประตูเมืองได้สำเร็จ ไพร่พลต่างก็พากันกรูเข้าเมือง ชาวเมืองจันทบุรีเห็นไพร่พลของเจ้าตากต่างพากันหนีไปคนละทิศละทาง ส่วนพระยาจันทบุรีก็พาครอบครัวหนีลงเรือไปเมืองบันทายมาศ เจ้าตากสามารถตีเมืองจันทบุรีได้เมื่อเดือน 7 ปีกุน พ.ศ.2310 เมื่อเจ้าตากสามารถตีเมืองจันทบุรีได้แล้ว ท่านก็ปกครองเมืองจันทบุรีโดยความยุติธรรม เกลี้ยกล่อมให้ผู้คนกลับภูมิลำเนาร่วมกำลังในการกู้ชาติต่อไป

ต่อจากนั้นเจ้าตากได้ยกทัพเรือไปเมืองตราดเพื่อยึดหัวเมืองทางชายฝั่งตะวันออกให้ได้ทั้งหมด เมื่อเจ้าตากยกไปถึงเมืองตราด กรมการเมืองและราษฎรต่างเข้าสวามิภักดิ์เจ้าตากแต่โดยดี มีแต่พวกพ่อค้านายสำเภาที่จอดเรือสำเภาอยู่บริเวณปากแม่น้ำเมืองตราดเท่านั้นที่ไม่ยอมอ่อนน้อม เจ้าตากจึงสั่งให้ไพร่พลนำเรือออกล้อมเรือสำเภาจีนเหล่านั้น ทหารได้นำเรือล้อมอยู่ประมาณครึ่งวันก็สามารถตีเรือสำเภาจีนเหล่านั้นได้ทั้งหมด

เมื่อเจ้าตากสามารถควบคุมหัวเมืองทางด้านตะวันออกได้ทั้งหมด ก็พอดีเป็นช่วงฤดูฝนซึ่งไม่สามารถทำสงครามได้ ท่านจึงซ่องสุมกำลัง อาวุธ ช้างม้าศึก และเสบียงอาหารภายในเมืองจันทบุรีนั่นเอง เมื่อสิ้นฤดูฝนเจ้าตากก็ยกทัพมาทางเรือจากเมืองจันทบุรี ผ่านเข้ามาทางเมืองชลบุรี เข้ามาถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยาเมื่อเดือน 12 ปีนั้นเอง เมื่อนายทองอินผู้รั้งรักษาเมืองธนบุรีตามคำสั่งของพม่า เห็นทัพเรือของเจ้าตาก จึงนำความดังกล่าวไปบอกแก่สุกี้แม่ทัพพม่าที่ค่ายโพธิ์สามต้นและให้คนรักษาป้อมวิชัยประสิทธิ์ ประจำหน้าที่เชิงเทินเมืองธนบุรีคอยต่อสู้ทัพเรือเจ้าตาก แต่เมื่อทัพเรือเจ้าตากมาถึงรี้พลที่รักษาเมืองธนบุรีไม่มีกำลังใจสู้รบ ด้วยเห็นว่าเป็นคนไทยด้วยกันเอง ทัพเจ้าตากเข้ารบพุ่งไม่นานนักก็สามารถตีเมืองธนบุรีได้ เจ้าตากได้ประหารชีวิตนายทองอินเสีย ด้วยเป็นคนไทยแต่กลับไปให้ความร่วมมือกับพม่าข้าศึก ต่อจากนั้นเจ้าตากรีบเคลื่อนกระบวนทัพไปยังพระนคร

เมื่อสุกี้แม่ทัพได้ข่าวว่าเจ้าตากสามารถตีได้เมืองธนบุรีแล้ว จึงสั่งให้มองย่ารองแม่ทัพคุมไพร่พลที่เป็นมอญและไทยยกทัพเรือไปสกัดทัพเจ้าตาก แต่เมื่อคนไทยที่อยู่ในกองทัพของมองย่ารู้ว่าจะต้องต่อสู้กับกองทัพของเจ้าตากซึ่งเป็นคนไทยด้วยกันเอง ต่างก็ตั้งตัวขึ้นเป็นกบฏ มองย่าเกรงกลัวจึงรีบหนีกลับไปค่ายโพธิ์สามต้น คนไทยที่หนีออกมาจากค่ายของมองย่ามานำลักษณะของค่ายพม่าที่โพธิ์สามต้นให้เจ้าตากได้ทราบอย่างละเอียด ลักษณะของค่ายโพธิ์สามต้นเป็นค่ายใหญ่ตั้งอยู่ทางตะวันออกฟากหนึ่ง ฟากตะวันตกอีกค่ายหนึ่ง ส่วนตัวสุกี้แม่ทัพอยู่ค่ายฟากตะวันตก เจ้าตากจึงวางแผนให้เข้าตีค่ายฟากตะวันออกก่อน แล้วให้ทำบันไดสำหรับพาดปีนค่ายพม่าข้างฟากตะวันตก และให้พระยาพิชัยนายทหารคุมกองทัพไปตั้งประชิดค่ายสุกี้ทางด้านวัดกลาง รุ่งเช้าจึงเข้าระดมตีค่ายพร้อมกัน สู้รบกันจนถึงเที่ยงก็สามารถเข้าค่ายพม่าได้ และฆ่าสุกี้นายทัพตายได้ในสนามรบ การตีค่ายโพธิ์สามต้นซึ่งเป็นค่ายที่พม่าใช้ควบคุมคนไทยในกรุงศรีอยุธยาแตกได้นั้น เท่ากับว่าเจ้าตากได้กอบกู้เอกราชของชาติไทยกลับคืนมาได้แล้ว นับเวลาที่ไทยสูญเสียเอกราชนั้นเป็นเวลา 7 เดือน

เจ้าตากได้ตั้งพักกองทัพ ณ ค่ายโพธิ์สามต้น เมื่อจัดการบ้านเมือง บรรดาเจ้านายที่ถูกพม่าจับตัวไว้ เจ้าตากก็จัดที่ให้ประทับตามสมควร และปลดปล่อยผู้คนที่พม่าจับตัวให้เป็นอิสระ พร้อมทั้งแจกจ่ายทรัพย์สิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภค แล้วได้ขุดพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์มาตั้งการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพอย่างสมพระเกียรติ

เมื่อท่านพระยาวชิรปราการได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกแห่งกรุงธนบุรี เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม พ.ศ.2310 ทรงพระนามว่า “สมเด็จพระบรมราชาที่ 4” พร้อมกับทรงสถาปนากรุงธนบุรี ขึ้นเป็นราชธานีแห่งใหม่ของประเทศไทยด้วย หลังจากที่พระองค์ได้ปราบดาภิเษกแล้ว พระราชภารกิจที่สำคัญอันแรกที่ทรงปฏิบัติได้แก่ สงครามรวบรวมพระราชอาณาจักรให้เป็นปึกแผ่นปราบปรามก๊กเหล่าต่างๆที่มีผู้คนตั้งตนเป็นใหญ่ในภาวะที่บ้านเมืองกำลังประสบปัญหาอันใหญ่หลวงนั้นเอง ทรงใช้เวลาในการนี้นานถึง 3 ปี นอกจากนี้สงครามกับพม่าไม่ได้สิ้นสุดลงในรัชสมัยของพระองค์ ไทยมีสงครามกับพม่าอีกถึง 9 ครั้ง แต่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชก็ทรงเอาชนะด้วยพระปรีชาสามารถตลอดทุกครั้งไป เริ่มตั้งแต่พม่าได้ยกทัพเข้ามารุกรานดินแดนทางตอนเหนือของประเทศได้แก่อาณาจักรล้านนา เมืองเชียงใหม่ ซึ่งมีการต่อสู้แย่งชิงกันหลายครั้ง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชจึงมีพระราชดำริเมื่อสามารถตีเมืองเชียงใหม่คืนจากพม่าได้สำเร็จแล้ว ให้ทิ้งเมืองเชียงใหม่ให้ร้างเสียเพื่อตัดปัญหา ด้วยเชียงใหม่นั้นเป็นเสมือนชนวนสงครามไทยพม่า นอกจากนี้ยังมีเมืองสมุทรสงคราม ราชบุรี พิชัย สวรรคโลก บางกุ้ง และบางแก้ว เป็นต้น ที่ต้องทำสงครามแย่งชิงกับพม่า

สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงได้รวบรวมหัวเมืองต่างๆที่เคยตกเป็นเมืองขึ้นของไทยแต่ก่อน กลับมาเป็นของไทยได้อีกครั้งหนึ่ง ได้แก่ กัมพูชา เวียงจันทร์ จำปาศักดิ์ หลวงพระบาง และนางรอง เป็นต้น ทำให้พระราชอาณาจักรที่เคยยิ่งใหญ่กว้างขวางเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ทรงใช้ระยะเวลาในการครองราชสมบัติตลอดทั้ง 15 ปี ในการรวบรวมพระราชอาณาจักร ฟื้นฟูบ้านเมือง ปราบปรามกองโจรก๊กต่างๆ เพื่อมิให้ประชาชนเดือดร้อน ทั้งนี้เป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ สมควรแก่การระลึกถึงเป็นอย่างยิ่ง