Get Adobe Flash player

กระดูกสันหลังเดาะ... โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

เมื่อต้น ๆ เดือน..ถึงกลางๆ เดือน แล้วยังไม่รู้ว่า ปลายๆ เดือนนี้ แล้วจะเป็นเดือนต่อไป จนถึงสิ้นปีหรือกระทั่งถึงปีใหม่ แม่ค้าขายข้าวหน้าใส ชื่อ “หมวยปู” จะยังขายข้าวถุง โดนใจประชาชน อยู่อีกหรือไม่ ..สงสัยจริงเอย..

เรื่องของการเมือง ที่จะต้องทำการบ้านแก้ไขปรับปรุงกับสิ่งที่เห็นที่ได้เห็น ไม่ใช่เรื่องเงินๆ ทอง ๆอย่างเดียว ต้องมองการณ์ไกลไปพร้อมๆ กับต้องเข้าใ

โครงการ “รับจำนำข้าว” ณ วันนี้ถูกตัดต่อ เป็นคนลเรื่องเดียวกัน แปลงร่างไปเป็น “โครงการรับจำนำยุ้งฉาง” ในรัฐบาล ประยุทธ์ จันทร์โอชา เฉยเลย โครงการนั้นเป็น “คนละเรื่องเดียวกัน” ถ้าเป็น “กรรม” กรรมนั้นจะตามสนอง รัฐบาล ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วยว่า เลียนแบบมาจากรากฐานเดียวกันจ ปรากฏการของคนซื้อกับคนขายข้าวถุงด้วย  สงสัยกันอยู่ในใจว่า  จำเป็นหรือไม่ ที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไปเกี่ยวโยงเรื่องการขายข้าวถุง หรือเพราะว่าจะต้องรีบเร่งเก็บเล็กผสมน้อย เอาไว้ใช้หนี้ตามคำลั่งศาล ภายในเร็วๆ นี้ หรือว่าเพราะจะต้องใช้เงินเป็นหมื่นเป็นแสนไปสู้คดีที่ถูกโยงเข้าไปเป็นผู้ต้องหาคดี  ต้องรับผิดชอบ “โครงการรับจำนำข้าว” ชนิดขายบ้านขายช่องแล้ว ก็ยังไม่พอใช้หนี้ให้กับรัฐบาล ประยุทธ์ จันทร์โอชา ประมาณ 3,5000  ล้านบาท (เท่านั้นจะจบหรือเปล่า ยังไม่รู้)

หรือว่า (ใคร) ต้องการจะต้อนใครให้จนมุม จนถึงจะต้องขายสมบัติจนหมดเนื้อหมดตัว เหลือของมีค่าอยู่ชิ้นเดียวเก็บไว้อย่างแน่นเหนี่ยว ไม่ยอมขาย  “ที่นา” เอ้ยไม่ใช่ ไม่ยอมขายสมบัติ (ชิ้นนั้น) ที่มีอยู่ ถ้าไม่ยอมขายจริงๆ จะเอาไปเป็นประกัน(ได้ไหม)ว่าจะไม่หลบลี้หนีไปไหน.

“การเร่ขายข้าวถุงหนึ่งกิโลกรัม ราคา 20 บาท ของ”เจ๊ปู” ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก่อนจะไปเป็นแม่ค้าขายข้าว เคยเรียกว่า “หมวยปู”   ขายข้าวถุง เพื่อช่วยเหลือชาวนา  แต่ในทางตรงกันข้ามรัฐบาลคงจะไม่เชื่อว่า ประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ ไม่มีกำลังเงินพอซื้อข้าว ราคากิโลละ 30-35 บาท ได้  เป็นเรื่องต่างคนต่างคิดกันไปคนละทิศคนละทาง

ประชาชนคนส่วนเกิน (เกิดมาจน) ไม่มีเงินพอจะซื้อข้าวกินได้ครบทุกมื้อ อดๆ อยากๆ กันมามากแล้วจึงเฮโลไปซื้อข้าวราคาถูก ของ “เจ๊ปู” กิโลละ 20  บาท ราคานั้นจะซื้อหากันที่ไหนไม่ได้..ในวันนี้

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออกมาช่วยแก้หน้า (แก้หน้าอย่างเดียว) แก้ปัญหาที่รัฐบาล ก็ยังหน้ามืดอยู่ไม่รู้จะทำยังไงดี (คนอะไรหวาดระแวงอะไรกันนักกันหนา)  “มือไม่พายแต่คล้ายๆกับเอาเท้าราน้ำ” เล่น (เย็นหัวแม่าเท้าอีกต่างหาก) ประชาชนไม่ให้อดอยากถึงกับหน้าแหกปากเบี้ยว (มากไปหน่อย)  แม้ว่าจะเป็นการขอไปทีเหมือน “แก้ผ้า..เอาหน้ารอด” ถ้าทำได้ก็ไม่ว่ากัน..แต่เคยได้ยินเสียงแผ่วๆ แว่วมาตามลมว่ารัฐบาล (ประยุทธ์เอง (เคย) บอกว่า “ไม่มีเงินเหลือในคลังแล้ว” แต่ยังไม่ค่อยจะปักใจเชื่อ  (อย่าล้เล่นน่ะเพ่) ..ถ้ามีใครซื่อบื่อ เกิดเชื่อขึ้นมา ..ก็น่าคิดกันว่า.. เศรษฐกิจตกสะเก็ดแล้ว..ละหวา..(น่าจะเป็นเรื่องล้อเล่นมากกว่า)  

อ้าปากพูดเรื่องนั้นยังไม่ทันจะขาดคำดีเห็นใจ พี่ใหญ่รองนายฯ (ท่านประวิตร วงศ์สุวรรณ)  มีธุรกิจรีบด่วน (ลุกลีลุกลน) ต้องไปประชุมต่างประเทศ  จำนวนเงินที่จะต้องใช้เพื่อการนั้น ทั้งค่าเครื่องบิน และอาหารการกิน เพราะมีผู้ที่เดินทางร่วมไปด้วยอีกหลายสิบคน ขอเบิกเงิน(คลัง) แค่ 20 ล้าน (เงินจิ๊บจ้อยแค่นั้น ควักกระเองก็คงได้)  หรือลืมไปว่า กระทรวงการคลัง กำลังขาดแคลนเรื่องเงินๆ ทองๆ อยู่   เงินที่ขอไป 20 ล้านบาท ตัดมาจากงบประมาณ ซื้ออาวุธของทหาร . ก็น่าจะดีกว่า (นะตัวเอง)   

ถ้าเอาเงิน ยี่สิบล้าน มาเป็นทุน “ขายข้าวถุง” ราคาถูก อย่าง ยื่งลักษณ์ ชินวัตร ทำให้ดูแล้วเป็นตัวอย่าง  ช่วยชาวบ้าน คนยากคนจน ควรจะได้รับคำสรรเสริญจากประชาชน (จนๆ) ส่วนใหญ่ในประเทศ จะทำให้รัฐบาลได้รับการปรบมือมั่ง สักแปะสองแปะ (เติมให้อีก “แปะ” เป็นสามแปะ)  ถ้าเป็นเรื่องดี(จริงๆ)ทำได้สวย ก็จะช่วยทำให้ภาพพจน์ของรัฐบาลดีขึ้นได้ (ยังไงหว่า..)

เอาเรื่อง (ประหยัดเงินยี่สิบล้าน) มาเปรียบเทียบกันดูกับเรื่องอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร วันนี้กลายเป็น “เจ๊ปู” เป็น “แม่ค้าขายข้าวถุง”แล้วดีดลูกคิด..(คิดกำไรขาดทุนกันหน่อย)  มีต้นทุน.ค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกไหม..นอกจากต้องซื้อข้าวจากโรงสีเอามาขายต่อในราคาทุน คาดว่าน่า “ขาดทุน” เสียด้วยซ้ำไปสำหรับอดีตนายกรัฐมนตรี ริเริ่มคิดวิธีช่วยชาวนา (ชาวบ้านที่ยากจน)  น่าจะเล็งเห็นว่า เอาข้าว “เร่ขาย” ราคาถูกนั้น จะทำให้การหมุนเวียน “ข้าว” ของชาวนาหายใจออก หายใจได้ทั่วท้องกันบ้างเป็นบางหย่อม

กระทั่งสุดท้ายต้อง ขายข้าวของชาวนา(ในราคาที่พ่อค้ากดเอาไว้) ..ขายไปร้องไห้ไป ร้องไห้. เพราะราคาที่ขายให้โรงสีข้าวไป (แถมน้ำตาให้ด้วย) อาจจะเท่ากับทุน แต่ไม่มีเหลือพอจะใช้หนี้  เหลือไม่พอใช้จ่ายอย่างประหยัด (รัดเข็มขัดถึงรูสุดท้ายแล้วก็ตาม)  ต้องกล้ากลืนน้ำตาตกในกันไป หาที่พึ่งทางใจ บนบาลศาลกล่าวไปตามเรื่องตามราว..(ต่างก็บ่นกันว่า ไม่รู้ว่าเกิดเร็วไปหรือช้าไป จึงมาเกิดอยู่ในสภาพเช่นนั้น)

ปรากฏการระยับ ( ระ..) ดังกล่าวมาเกิดหนักขึ้นเรื่อยๆ  .. กับประชาชนกลุ่มใหญ่กลุ่มหนึ่งที่เรียกกันอย่างยกย่องหะรูหะราว่า “ชาวนา เป็นกระดูกสันหลังของชาติ “ เท่าที่เห็น “ความจริง” ที่ผ่านๆมา เหมือนหวานเป็นลม.ขมเป็นยา สำหรับความหวังของพ่อแม่ที่เป็นชาวนามีภาระต้องเลี้ยงดูส่งเสียลูกให้การศึกษากับบุตรธิดาด้วย (เรียกว่าซวย อ๊ะเปล่า)   มันหดหายลงไปทุกทีกับชีวิตความเป็นอยู่และอนาคต ไม่เหลือความหวังแม้กระทั่งริบหรี่ (เหลืออยู่อีกนิดเท่าน้ำลายมด) น่าจะเห็นฟ้าสางสว่างแจ้งมั่ง.. ไม่มีข้างขึ้นเดือนหงายโผล่มาให้เห็นเลย..

เคยมีเพื่อนเป็น “ลูกชาวนา” เป็นเพื่อนกันมาสมัยเรียนมัธยมต้นๆ  เขาชื่อเดียวกับนายกฯคนปัจจุบัน ขยันขันแข็งในการเรียนมาก อยู่ต่างจังหวัดไม่ไกลจากกรุงเทพฯ เท่าไรนัก ร่วมชั้นเรียนกันมาตั้งแต่มัธยมต้น เรียนอยู่ห้องเรียนเดียวกัน เขา ขยันเรียน ขยันซักถาม ในสิ่งที่ตัวเองไม่เข้าใจ ลูกชาวนาคนนั้นวันนี้ เป็นอาจารย์สอนหนังสืออยู่ที่ จังหวัดเชียงใหม่ น่าจะปรบมือให้ นั่นคือสิ่งที่ลูกชาวนา ดิ้นรนวาง “คันไถ” ลงแล้ว ลูกชาวนาน อาชีพใหม่กันมามากต่อมาก ประยุทธ์(เพื่อนผม)น่าจะเป็นครูบาอาจารย์ของ อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วย

คิดถึงคนชื่อ ประยุทธ์ อีกคนมีชื่อเดียวกันกับเพื่อนที่เป็นลูกชาวนา เขาเป็นอาจารย์สอนหนังสือในมหาวิทยาลัย แตกต่างกับ ประยุทธ์ ที่เป็นนายกรัฐมนตรีฯ  คนนี้ ปากกล้า..(ขาไม่สั่นแต่วาจาห้วน ๆ ไม่ค่อยจะได้รับความ “สนใจ” เท่าไรนัก(แต่ไม่ถึงกับไร้ค่า)อยากจะทำอะไร ก็ทำไปเถิด เพราะเวลามา..ก็เสี่ยง ไม่รู้ว่าตัวเองจะเป็นเสี่ยงสองเสี่ยงหรือไม่ ถ้าทำปฎิวัติไม่สำเร็จ แพ้.. ถ้าแพ้จะเป็นอย่างไร.. ยังคิดถึง พล.อ. ฉลาด หิรัญศิริ  อยู่ไม่รู้หาย

“แพ้เป็นพระ” เข้าตำรา ตามมาด้วย “ชนะเป็นมาร”  ถ้าจะถามหาถึงเรื่องศักดิ์ศรี ระหว่าง คนที่เป็นนายกฯ อยู่วันนี้  กับ อดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเห็นได้ว่า ค่าของคนอยู่ที่ “ความสามารถของบุคคล” ใช่ว่าจะวัดกันด้วย เพศ ผิวพรณ ชนชั้น วรรณะ ตามสมัยดั้งเดิมๆ ส่วนใหญ่คิดเอาเองว่า “ผู้ชาย”จะต้องเป็นใหญ่มีความสามารถมากกว่า สตรีเพศ  (ตัวเกล้ากระผมเอง) เคยคิดอย่างนั้นมาก่ออน ในขณะที่เป็นหนุ่มมีความลำพองใจมากกับการเกิดมาเป็นผู้ชาย ณ เวลาปัจจุบัน “ตกสมัยหลังเดาะ”ไปเรียบร้อยแล้ว อย่าเอาคำว่า “ชายชาตรี” มาอ้างกันอย่างพร่ำเพรื่อ ทำให้ผู้ฟังเกิดอาการคลื่นเหียร เวียนไส้ต่อไปอีก..

กลับมาคุยกันถึงเรื่องที่ “คาใจ” กันอยู่ให้เห็นชัดๆ กันหน่อยก่อนว่า ถ้าตำแหน่งนายกฯ มาจากการเลือกตั้ง ใครจะเป็นก็ได้ ยังน่านับถือ.. แต่ถ้ามาจาก “ทางลัด” แต่งตั้ง (กันเอง) หรือ “ลากตั้ง” ลากมาแล้วตั้งกันเข้ามาเป็นนายกฯ ยังไงๆ เสีย.จะพูดว่าเหมาะสมแล้วได้อย่างไร มีอะไร..สิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่ควรจะเรียกได้ว่ามีความเหมาะสม บอกหน่อยได้ไหม? ..จะได้เก็บไว้เป็นความรู้ เพื่อตอบคำถามนั้นได้ ..ถ้าใครอยากจะถาม..

ทำไม.. ต้องคิดอย่างนั้น รู้ไหมว่า “เป็นการมองโลกในแง่ลบ” (อยู่นิดๆ) ถ้าจะคิดอย่างนั้นก็ย่อมได้ สำหรับ คนที่ได้ยินสิ่งตรงกันข้าม (ปากกับใจไม่ตรงกัน) แต่ขอทำความเข้าใจเอาไว้ก่อนว่า โลกนี้ มีอะไรต่อมิอะไรที่เรียกว่า เป็นสิ่งตรงกันข้ามกันอยู่เสมอ “มีมืด..ก็มีสว่าง”  “มีรุ่ง..ก็มีร่วง” “มีรวย..มีจน” รวยหรือจน อาจจะมีหรือไม่ใช่ก็ย่อมได้ บางที บางคน รวยมาตั้งแต่เกิดจนตาย ก็ยังรวยอยู่ไม่รู้จบ .. (รวยต่อไปเถิด..รวยซะให้เข็ด) บางคน “จนแล้วจนเล่า..เฝ้าแต่จน” เป็นเสียยังงั้นไป

ระหว่างคนฝ่าย” “ปกครอง” กับ “คนผู้ถูกปกครอง”เป็นคนเหมือนกัน..แต่ไม่เหมือนกัน..รู้หน้าไม่รู้ใจ ห่างเหินกันออกไปทุกที..ทุกที

วันนี้ ไทย เคยมีชาวนาเป็น กระดูกสันหลัง ของประเทศ

ยังเห็นกันว่าชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ ก็ยังจริงอยู่..

แต่ความจริง..กระดูกสันหลัง “เดาะ” ไปแล้ว..ประเทศไทยก็จะเปรียบเหมือน”คนหลังค่อม” กึ่งพิกลพิการ ต่อเนื่องไปในอนาคต อีกไม่นาน...

“ไทย”จะกลายเป็นฝ่ายต้องซื้อข้าวจากต่างประเทศกินกัน..มั่งละ...