Get Adobe Flash player

บุญกับบาป..ทหารกับการเมือง โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

ชีวิตมนุษย์แต่ละคน มีทั้งทรุดต่ำเตี้ยลงหรือพลิกผันไปในทิศทางที่ดี ฟู่ฟ่าหะรูหะราขึ้นอยู่กับ บุญหรือบาป..ลิขิตขีดเส้นทางชีวิตให้เดินนั้น  จริงหรือ? ทหารกับการเมือง..กลายเป็นเรื่องแยกไม่ออก..ไปกันใหญ่แล้ว

บุคคลที่มีชีวิตรุ่งโรจน์รุ่งเรืองหรือรุ่งริ่ง เนื่องมาจากลิขิตชีวิตของแต่ละคน เรื่อยไปจนกระทั่งถึงเรื่อง”บาปบุญ”ทั้งเป็นคุณและเป็นโทษ เป็นคนละเรื่องเดียวกันผูกพันเป็นเวรเป็นกรรมของแต่ละคน..(หรือไม่) แต่ละชีวิตแตกต่างกัน มีทุกข์-สุข กันไปคนละทางสองทาง..ทางใครเดิน “ทางคน คนเดิน” ทางไหนทางนั้น ทางใรทางมัน จะแหกคอกกันมั่ง..ไม่ได้หรือไร?

เส้นทางของแต่ละชีวิต ส่วนใหญคือ “ควรจะอยู่อย่างเป็นผู้คน”   ว่า ต่างคนต่างเกิด เกิดมารแล้วถือว่ามีบุญนำหน้ามาก่อ ก่อนที่กรรมจะมา “ทวงหนี้” ทีหลัง ไม่รู้ว่าบุญกรรมทำกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ชาติไหนหรือ. ถามว่า.เรื่องบุญทำกรรมแต่ง รู้มาจากไหน? รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม ตาม บรรพบุรุษ กล่าวขานติดต่อกันมา โบ้ยใบ้ไปว่า แล้วแต่บุญแต่กรรม ใครจะเชื่อหรือไม่..ไม่มีการยืนยันค้ำประกันได้ว่า ..ใช่เลย.. หรือไม่ใช่ ไม่มีคำตอบเรื่อง เวรกรรม  บาป บุญ คุณโทษ ชี้ชัดลงไปไม่ได้ว่า ใครจะมีมากน้อยกว่ากัน..(แข่งขันกันทำความดี..นี่สิยากส์ แต่ทำความชั่วนั้นง่าย..สบายมาก)  อย่างไรก็ตาม (จะไม่ตาม..ก็ไม่ว่ากัน) มีคำสั่งสอน ให้ตระหนักว่า “บาป บุญ คุณ โทษ  มีจริง” (ไม่ได้อิงนิยาย)

ทั้งนี้ทั้งนั้น (รวมกระทั่งครั้งโน้น) บุญหรือบาป  อยู่ที่การกระทำของตัวเอง) บุญหรือบาป  ที่ทำ กรรมเวรไว้เมื่อชาติปางก่อนแน่นๆ กรรมของใครของมันกำ ผูกพันต่อเนื่องกันมาจนถึงชาตินี้ ...ก็ว่ากันไป เชื่อก็ได้..ไม่เชื่อก็ได้..ตามแต่จะคิดตามแต่จะเชื่อหรือไม่..ก็ว่ากันไปคนละทางสองทาง

ลองพิจารณาดูเนื้อหาตามหลักของ ศาสนาพุทธ ศาสนาประจำชาติไทยดูบ้าง คำสั่งสอนของ องค์สมเด็จพระสัมามาสัมพุทธเจ้า . ชี้ให้เห็นทั้งคุณและโทษไม่มีการปรับเปลี่ยนโยกย้ายไปจากเดิม เป็น “วาจาสิทธิ์”..เป็นมาอย่างไร ก็เป็นไปอย่างนั้น ตลอดมาแต่โบราณกาล.ตั้งแต่.ปีมะโว้ (แปลไทยเป็นไทยว่านานมาแล้ว)

โดยทั่วๆไป ตามวิสัยชาวบ้านชาวเมืองทั้งในอดีตและอนาคตมีการสมสู่เป็นของคู่กันเรียกว่า “การครองเรือน” เป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์สุดประสาท การสมสู่ (คู่ใครคู่มัน..) เป็นไปตามธรรมชาติของสัตว์โลก  มีมี “การสืบพันธุ์” ยังคงเป็นอยู่  ณ วันนี้ หรือย้อนหลังไปในอดีต ที่เป็นไปและเป็นมาชั่วนาตาปี จนกว่ามนุษย์และสัตว์ทุกชนิดจะละกิเลสไม่สืบพันธุ์ สิ่งมีชีวิตทั้งหลายจะสูญหายตายจากไปจากโลกนี้..กันหมด

คนบางคน.บางประเภท มีความเคยชินติดอยู่ในสันดาน (ดิบ) มาตั้งแต่เกิด  ตามบุญ..กรรม.. (ตามกรรมเสียละมาก) บุญกรรมมีติดตัวมามากน้อยไม่เท่ากัน  บางคนมีแต่กรรมชั่วสารพัดติดตัวมา จนมีสันดานที่ดัดไม่ได้ ตลบแตลงหลอกลวง ไม่รู้จริงๆหรือว่า เกิดมาเพื่อใช้เวรใช้กรรม ทางตรงกันข้าม กลับเกิดมาทำเวรทำกรรมมากขึ้นกว่าเก่า เสียอีก

ทำบุญทำทานกันไว้เถิดเกิดเป็นคน ทำบุญเผื่อไว้ไถ่บาปให้หมดสิ้นไม่รู้ว่าจะต้องเกิดแล้วตาย  ตายแล้วเกิดใหม่อีกกี่สิบชาติ บาปกรรมที่เคยทำไว้จะได้หมดสิ้นกันเสียที ปัญหาต่างๆ ที่กล่าวมาถ้าไม่เป็นจริงก็เจ๊ากันไป ไม่ได้ไม่เสีย ถ้าจะเหลือเนื้อนาบุญอยู่บ้าง เก็บเอาไว้ใช้ต่อไปในชาติหน้า (พูดตามประสา คนที่เชื่อในบุญในกรรมทั้งที่คิดว่า เกิดมาชาตินี้..ไม่มีบุญ มีแต่กรรม เกิดมาเพื่อใช้กรรม ก็ตามที) ) บางคนเกิดมามี  “สันดานดิบ” ไม่เคยรู้รสพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าฯ  แต่อวดหยิ่งยโสโอหัง เขียนกลอน..ส่อสันดานชั่วช้าสารพัด  ชักชวนให้คนทำชั่วมากยิ่งขึ้น เขียนไว้ว่า “ทำดีได้ดีมีที่ไหน..ทำชั่วได้ดี มีถมไป” ทำลายความดี คนดี ขอส่งความระลึกนึกถึงเจ้าของคำกล่าวนั้นว่า “หมาจะเกิด..ชิงหมาเกิด”ใช่ไหม

ในสังคมของมวลหมู่มนุษย์ มีผีมีเปรตปะปนอยู่ด้วย (ไม่เชื่ออย่าลบหลู่)  ผีเปรตในร่างมนุษย์เหล่านั้น ดันมาอยู่ร่วมชาติร่วมแผ่นดินถิ่นเกิดแห่งเดียวกัน (หรือว่าตัวเราจะเป็นทั้งผีทั้งเปรตด้วยเหมือนกัน) เพราะเมื่อตอนหนุ่มไปจีบสาว สาวเจ้าเรียกตัวเราว่า “ไอ้เปรต” ยังงงอยู่กระทั่งถึงวันนี้ ว่า “รู้ได้ยังไง..” เลยไม่ค่อยจะมีความมั่นใจในตัวเองเท่าไรนัก ยิ่งกว่านั้น ยังเคยถูกเรียกว่า “ไอ้หน้าผี”  เลยสับสนไม่รู้ว่า ตัวตนของตัวเอง เป็นเปรตหรือผีกันแน่

เรื่องทำดีทำเลวยังคิดต่างกัน (จนได้)  “ทำดีได้ดีมีที่ไหน..”ยอมรับว่า(ตัวเอง)  มีทั้งดีทั้งชั่ว (มั่วๆ)อยู่บ้าง ถ้าจะชั่ว..ก็มีอยู่แค่ครู่แค่ยามแค่วูบๆวาบๆ แค่เกิดอาการหน้ามืด เท่านั้น  ส่วนพวกที่ “มีบุญ..แต่กรรมบัง” อาจจะกำลังรอเวลา “กรรมตามสนอง” ไม่ช้าก็เร็ว...(ทุกวันนี้มีกรรมติดจรวดแล้วละเพ่..กรรมตามทันเมื่อไหร่ เมื่อเอยก็เมื่อนั้น.. ไม่มีใครหรอกที่จะหนีเวรหนี้กรรม ติดตามไล่มาทันอยู่เสมอ 

คนคิดชั่ว ทำชั่ว แบ่งออกไปได้สองประเภท 

(ข้อแรก) พวกต่ำช้าสามานย์..สันดานโจร พวกมิจฉาชีพทั้งหลาย พวกขโมย พวกจิตวิปริตผิดมนุษย์ พวกโจรห้าร้อย (ละลาย)  เข่นฆ่าเพื่อนมนุษย์ด้วยกันพวกนั้น ใจร้าย ไส้ระยำ คนที่เอาเปรียบคดโกงคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ..พวกฉกชิงวิ่งราว พวกรีดไถ..ทำนาบนหลังคน ยังมีสิ่งที่ชั่วช้าอื่นๆนับกันไม่ถ้วนทั่ว นับไม่ทันอีกมากมาย

(ข้อสอง)  เรียกว่า พวกโจรเหมือนกัน แต่เป็นพวก โจรใส่สูทรคือกลุ่มอมนุษย์ (พวกเหล่านั้น น่าเกลียดน่ากลัวยิ่งกว่า ผี เปรต หลายเท่านัก) แฝงตัวอยู่ว่าเป็นคนดีเป็นข้าราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  นักการเมืองสันดานชั่ว..ชั่วนักชั่วหนา ชั่วยิ่งกว่าจะหาคำพูดใดๆ มาเปรียบเทียบกับ ความชั่วของบุคคลชั่วช้าสารเลวกลุ่มนั้นได้  คนชั่วช้าสารเลวมารวมกันอยู่ในกลุ่ม “นักการเมือง” พวกสันดานเลว บางครั้งบางคนยังทำหน้าบางทำหน้าตาท่าทางเหนียมอาย  ถ้าจะถูกเรียกว่า “นักกินเมือง” (ไม่รวมทั้งหมดหรอก พวกดีๆ ก็น่าจะมีอยู่บ้าง (หายากส์) ที่ว่าดี จะดีขนาดไหนหรือ ก็ขนาดเรียกได้ว่า “เป็นแค่ผักชีโรยหน้า” มีก็มีอยู่แต่มีน้อยมีไว้ให้ดูดีมีสีสันอยู่บ้างในสภาฯ..เท่านั้นเอง..เพ่..

สำหรับ..พวกแรก (คือพวกอยู่ในข้อหนึ่ง) น่าจะใช้คำว่า” “เกลือจิ้มเกลือ” คือต้องใช้กลุ่มบุคคลที่เรียกว่า “เจ้าหน้าที่ตำรวจ” ตรวจตราดูว่าใครทำผิดกฏหมายข้อไหนบ้าง (หรือถูกแจ้งความเอาไว้ชัดเจน)แต่ในระหว่างประชุมสภาฯ ตำรวจจะจับกุม ส.ส. ดำเนินคดีไม่ได้ มันจึงเหิมเกริมกันยิ่งนัก จึงถูก”ปฎิวัติ” อยู่เรื่อยมา มีดีมีชั่วพอๆ กัน ..คล้ายๆ ขนมจีนผสมน้ำยา ..ก็ว่ากันไป

ณ วันนี้  ทหารกำลังลูบหน้าปะจมูกตำรวจอยู่ (จะทำแค่เป็น “มวยล้มต้มคนดู หรือ เชือดไก่ให้ลิงดู หรือไม่) กับ เรื่องทหารไปจับกุมทลายบ่อนการพนัน ซึ่งน่าจะเป็นหน้าที่ของตำรวจเป็นฝ่ายลุย บ่อนการพนัน มากกว่า บ่อนการพนันใหญ่ ๆ จะมีเงินสดหมุนเวียนวันละมากๆ  อย่างน้อยๆ ก็หลักหลายสิบล้าน ต่อวัน น่าฉงนว่า บ่อนการพนันใหญ่ๆ ในท้องที่ตำรวจแต่ละแห่งจะต้องรับผิดชอบ (ไม่ว่าจะเป็นโรงพักไหน) แต่ไม่ค่อยจะได้ยินข่าวการ  ”จับกุมสลายบ่อนการพนันใหญ่ๆ” มีบ้างประปรายเหมือนว่า ไปลูบหน้า .แล้วจะไปปะจมูก.ขาใหญ่ คุมบ่อนเข้า .เข้าเนื้อเจ็บตัวไปเปล่าๆ  

ส่วนทหารกับการเมือง มีเรื่องน่าสนใจไปอีกอย่าง  เรื่องที่อยากจะออยากรู้ว่า.. ทหารที่กำลังจะ “ปลดเกษียณประจำการ” น่าเห็นใจ  น่าน้อยใจแทนพวกนายพล ที่กำลังจะถูกปลดเกษียณ” เหมือนนั่งรอเวลา ที่กำลังจะ “หล่นตุ๊บ” ถลาลงดิน ล้มลุกคลุกฝุ่น “มียศ..เสื่อมยศ” เป็นเรื่องธรรมดา

มีแค่บางคนที่ถูกเรียกตัว ไปสวมหมวกการเมืองอีกใบ (เป็นสองใบ) “นายพล”แต่ละท่าน ต้องทำงานตัวเป็นเกลียว ด้วยความเสียสละ.ขอให้ นายกฯ (ไหนๆ ก็ไหนๆ ท่านมาไกลมาเกินจะกู่ให้กลับแล้ว)

นายกฯ คนนี้ มองการณ์ไกลมากไปกว่านั้น คือ แต่งตั้งให้นายทหารยศ พลเอก หลายคนเข้าไปรับหน้าที่ “ทางการเมือง” โดยการแต่งตั้งนายพล (ก่อนปลดเกษียณ) ไปรับตำแหน่งใหญ่ทางการเมือง หลายกระทรวง (ที่สามารถจะรับงานในกระทรวงนั้นๆ ได้) อย่าได้มองว่า เพราะพวกมากลากไป..)

เอาละเป็นว่า น่าจะเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร แต่ยังประหลาดใจว่า ทำไม นายกฯ ..ยังไม่แต่งตั้ง (ตัวเอง) เป็น จอมพล.อีกสักคนหลังจากยศ “จอมพล” ทางทหารขาดหายไปนานแล้ว เมื่อทำดี..ขอให้เด่นอีกสักคน..ไม่ได้เชียวหรือ

เกือบลืมความตั้งใจ ที่จะถามไถ่ท่านนายกฯ อยากจะเรียนถามท่านว่า ช่วยพิจารณาโดยด่วนด้วย ได้หรือไม่ เรื่อง นายพลทุกคนทุกตำแหน่งที่ถูกใช้ให้ไปรับตำแหน่งการเมือง  ควรจ่ายเงินเดือน ตำแหน่งทางการเมือง ควบคู่กันไปกับเงินเดือนทหารด้วย เรื่องเงินๆ ทองๆ เป็นของบาดใจ ผูกมัดใจกันไว้ อย่าให้เอาใจออกห่าง..เดี๋ยวจะอ้างว้างเดียวดาย  ควรจ่ายเงินเดือน (เป็นสองเด้ง) ให้กับ นายทหารยศนายพล ที่ได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้ไปทำงานการเมือง (อย่าลืมเป็นอันขาด) เงินจากภาษีประชาชน จะเสียดมเสียดาย..ไปทำไม.. ใช่ไหมท่าน) เห็นด้วยไปกับท่านนายกฯ ถ้าท่านจะพูดว่า “ทีเอ็งข้าไม่ว่า ..” ทีข้าเอ็งอย่าหือ..” ก็ย่อมได้

ส่วนท่านๆ นายพล ที่ได้รับการแต่งตั้งไปกำกับดูแลอยู่กระทรวงต่างๆ งานตำแหน่งรัฐมนตรี  ย่อมรู้ว่าเป็นตำแหน่งใหญ่ แต่จะรู้เรื่องบริหารจัดการหรือไม่..(อย่าได้ถาม)  เมื่อได้ใส่ “หัวโขน” ตำแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงไหนก็ตามที .ควรจะต้องได้รับเงินเดือน สองเด้ง (ใช่ไหม.. ช่ายไหม) ทั้งเงินเดือนทหาร  และ ตำแหน่งทางการเมือง  ควบคู่กันไป.(สองเด้ง) ไม่น่าเกลียดน่าชังอะไรนักหนาหรอก. ขอบอก..

แต่ทว่า “น่าเอ็นดู” แบบเด็กๆเล่นขายของ (ตอนแก่ๆนี่แหละ) อีกต่างหาก.. ท่านนายกฯ น่าจะเร่งพิจารณาเรื่อง“สองเด้ง”เสียก่อน

ก่อนพวกนายพลจะ“เด้ง” เพราะเกษียณอายุ..นะ..ขอรับ..