Get Adobe Flash player

เรื่องพิลึก..พระ..กับ..แพะ.. โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

ก่อนที่จะเขียนถึงเรื่อง ที่จั่วหัวเอาไว่ว่า “พระกับแพะ”ขอเรียนให้ทราบว่า เกล้ากระผม..เป็นพุทธศาสนิกชน คือชาวพุทธแท้ๆ คนหนึ่ง หาได้มองพุทธศาสนาในทาง บวก ลบ คูณ หาร แต่ประการใดทั้งสิ้น ที่ต้องเรียนให้ทราบเสียก่อนว่า เป็น “ชาวพุทธฯแท้ๆ” (ตั้งแต่เกิด) เขียนถึงเรื่องนี้ด้วยความหวังดี ..ไม่มีความประสงค์ร้ายกับใครต่อใคร..อย่างไรทั้งสิ้น

ทั้งยังคงสืบสานความเป็นชาวพุทธตลอดมาจาก บิดามารดา ปู่ย่า ตา ยาย  นับถือพุทธศาสนาเป็นมรดกตกทอดสืบทอดกันสืบต่อมา ตลอดถึงลูกหลานปลายแถว (ผมเอง)  “บวชเรียน” มาแล้วครบ” พรรษา” ปฎิบัติตนเป็น “สงฆ์” อย่างเคร่งครัดตลอดเวลาที่ยังคง “นุ่งเหลืองห่มเหลือง” อยู่ 

พระนวกะ (พระบวชใหม่อย่างเกล้ากระผม) รู้สึกประหลาดใจ กับวัตรปฎิบัติของพระที่บวชกันมาคนละนานหลายพรรษา เห็นหน้าเห็นตากันอยู่ที่กุฎิ ในโบสถ์ ในวัด รวมหมู่อยู่ด้วยกันหลายองค์ คณะที่ พระนวกะ (ตัวผม) อาศัยอยู่ตลอดพรรษา  อยู่ใน “กุฎิ”สร้างใหม่ คิดว่าไม่ใช่ “กุฎิ” เป็นบ้านมากกว่า (ตั้งแต่หลังคา จนถึงเบ้าน หาใช่กุฎิแต่อย่างไรไม่ (โยนความรับผิดชอบไปให้กับ ผู้ลงทุนทำกุฎิ แบบนั้น ออกแบบแบบกุฎิวัดไม่คล้ายกับ “กุฎิพระ” ที่พระสงฆ์องคเจ้าจำวัดอยู่ มองดูก็เป็นบ้าน (ถ้าเรียกว่ากุฎิ ครั้งไร ก็จั๊กะจี้ใจทุกครั้ง) บ้าน..เอ้ยไม่ใช่ เป็นกุฎิ “สมัยใหม่” ดูมีสง่าราศี เหมือนอยู่บ้านทันสมัย แต่ไม่ใช่ในสายตาของผม (พระนวกะ) พระบวชใหม่ คนรุ่นใหม่แต่หัวใ ยังเป็นคนโบราณอยู่ในบางเรื่อง สำหรับในเรื่องของศาสนา แม้ว่าขณะนี้จะเป็น “สัตว์โลก”ธรรมดาๆ ก็ยังไม่ละกิเลสหนา ถือ ศีลห้า ไม่ครบ (ทุกวันทุกเวลา) ขาดหาย เลยเถิดเป็นบางครา หาได้ปักหลักฐาน อย่างเข้มๆ ลงลึกครบทุกข้อของ   ศิลห้า .. แต่อย่างไรไม่ (สันดอน ขุดง่าย แต่ สันดาน ขุดยาก) ยากที่ จะยกเอามาไปเป็นตัวอย่างดีๆได้  มีทั้งดีทั้งชั่วมีอยู่ในตัวครบครัน เรื่องดีๆ มีน้อย ขอเก็บเอาไว้ก่อนส่วนดีที่มีอยู่มั่ง ส่วนที่ไม่มีเลย คือความมั่งมี ไม่เคยพบไม่เคยเห็น ทุกวันนี้สิ่งที่เรียกว่าความดี มีอยู่เล็กน้อย  น้อยนิดกะจิดริดหน่อยเดียวเท่านั้นเอง อย่าได้ยกเอาไปเป็นตัวอย่าง (ว่าดี) กันทีเดียวเชียวนะ แต่ละสิ่งแต่ต่ละอย่างต้องคิดกันนานๆ คิดให้ดี ไต่ตรองเสียก่อน คิดก่อนพูดถึงตัวอย่างเลวๆ ของตัวเองโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความคิดแผลงๆ คิดพิลึกพิลั่นพิเรนทร์ ผลุดเข้ามาอยู่ในสมองมากมายรับได้หมด ถ้าคิดว่า ดีแล้ว..ก็ว่ากันไป..ตามบุญตามกรรม..ตามเวร..นะโยมนะ..

เรื่องของพระสงฆ์องค์เจ้า..ไม่ค่อยจะมีใครกล่าวถึง..(เพราะว่า ห้ามพูดถึงพระภิกษุในทางลบเป็นบาป)  ชาวบ้านที่ถือศีลกินข้าวเย็น อย่างน้อยๆ ก็ไม่ค่อยจะมีใคร “นินทาว่าร้าย” “พระฉุยฉาย”  (พวกที่ชอบเร่ขายบุญ) ให้ได้ยินได้ฟังกันมากนัก (นั่นมันก่อนพุทธกาล) แต่สำหรับทุกวันนี้ “คนหน้าหยักๆ สักว่าเป็นคน (ยังไม่ได้เลย) ยังกลับกลายเป็น “พระ” ได้  แสดงความก้าวร้าวอวดอุตริมนุษย์ธรรมกันมากขึ้น มีคำบอกกล่าวกันต่อมาถึง “พระ” ในสมัยยนี้ตามมา หลังจากเคยตะโกนกันว่า “ล้านแล้วจ้า” (หมายความว่า “ล้านจะต้องมาก่อน โล้น.. ) แล้วรอวันเวลา เมื่อไหร่จะมาถึง “โล้นแล้วรวย”  (ขึ้นไปนั่งทับเงินทับทอง โดยไม่ต้องถูกหวยล๊อตเตอรี่..ก้อ.ยังได้ (โอ้ย..มันบ่แน่หรอกนาย..)รียกว่า ได้นั่งบน กองเงินกองทอง (เพนาะถูกหวย .ใช่เลย)สิ่งนั้นแหละนั่นความหมายคำว่า “นิพพาน” ของพวก “โล้นแล้วรวย” เหล่านั้น

ใครจะเกิดโมโหปุด..ปุด..ขึ้นมาแทน “แพะ” พวกโล้นแล้วรวย พวกที่ไม่ยอมเปิดหูเปิดตา ไม่ยอมรับความจริงว่า สิ่ง “วิปริต” ทางศาสนา ที่ตัวเองคลุกคลีอยู่นั้นมันสาดใส่ “ผ้าเหลือง” ของพระภิกษุสงฆ์ จนหมองคล้ำไปหมดแล้ว .. ความเลวร้ายที่เกิดขึ้นมาอย่างพิลึกพิลั่นพิเรนทร์ ยังพิร่ำพิไรอยู่

ในมวลหมู่พวก “อีกาเหลือง ” (ในคราบภิกษุห่มเหลือง) พวกเปรต..พวกมาร.. เหล่านั้น มันแทรกซึมลึกลงในบวรพุทธศาสนามากขึ้น..มากขึ้นทุกที.. ทุกวี่ทุกวัน  มันกัด “ผ้าเหลือง “ จนกร่อนกลายเป็นสีออกค่อนข้างแดงบ้าง ค่อนข้างจะเป็นสีน้ำตาลหม่น ๆ(เพื่อความ ”หล่อ”( ของพวกแพะ ) ก็มีมากอยู่ เป็นยังงี้..ยังงี้..มานานแล้ว...หรือจะถึงเวลา ที่กล่าวๆ กันมาตั้งแต่ก่อนพุทธกาล  เห็นชัดถนัดตาว่า (ถ้ายังไม่ถูกปิดตา.. (ตาย) ) ลงไปเสียก่อน อาจจะเห็นด้วยกับคำพูดของบรรพบุรุษที่ว่า การจะเห็นว่าใครเป็นพระหรือไม่..ก็ดูได้ จากคนที่เอา “ผ้าเหลือง” ชิ้นเล็กๆ เล็กกว่า ผ่ามือ ทัดใบหูเพียงข้างเดียว ก็เรียกได้แลยว่า “เป็นพระ”ได้แล้ว (นะพ่อแก้ว..แม่ขวด..เอ๋ย)

แล้วจะมีวิธี “กำจัด” ทางหากินของคนหน้าหยักๆ สักแต่เป็นคนเหล่านั้นได้อย่างไร เรื่องง่ายๆ (ถ้าใจถึง)  “จับตัวมา..(โห่สามรา) แล้วเอามีดโกนเฉือนใบหู (ทั้งสองข้าง “ทิ้งเสีย” ก็จะหมดสิ้นความเป็รพระ ณ เวลานั้น ลงไปได้แล้ว ..โดยอัตโน..นาโถ..โดยไม่มีหู ให้ผ่าเหลืองเสียบหู อีกต่อไป (ภาษาชาวบ้านเรียกว่าโดย “อัตโนมัติ”)

พระดังๆ หลายๆ คน (เรียกว่า “คน” เพราะยังนับถือ “คนห่มเหลือง” กันอยู่ ในเวลานี้แต่ยังมีอีกส่วนที่เรียกได้ว่า “หลากหลาย” ทำความเสื่อมเสียให้กับ พุทธศาสนา ช่างมีอายุยืนอยู่กันยาวๆ ทุกวันนี้ยังมีลมหายใจอยู่ น่าจะนับได้ว่าน่าพอเพียง จบลงได้แล้ว สำหรับการอยู่เพื่อทำลายศาสนาให้ “เสื่อมลง” แต่ละคน แต่ละแห่งกำลังนำความเสื่อมโทรมโถมใส่ “พุทธศาสนา” อยู่ทุกวี่ทุกวัน อย่าได้น้อยอกน้อยใจไปเลย ทั้งพระภิกษุที่เหลวแหลก เสพย์โลกีย์ เสพเมถุนเป็นอาจิณ  ..ทั้ง “แพะ” โกนล้านแล้วรวย มีข้อห้ามไม่ให้บวช พวกผู้ร้ายพวกปล้น จี้ ฆ่า (ข่มขืน) พวกเหล่านั้น เข้าใจว่า เป็นพวกห้ามไม่ให้ “บวช” ด้วยกันทั้งนั้น  ไม่แน่ใจว่า รวมถึง “พวกตุ๊ด” พวกแปลกเพศด้วยหรือไม่ รวมทั้ง ไม่ควรจะให้มีพ่อค้า “ขายถั่วดำ” อยู่ในวัดด้วย) พวกพ่อเหล่านั้นในความเข้าใจ (ของผู้เขียนเอง) เข้าใจว่า “ต้องห้าม” อยู่ด้วย (ใครรู้ช่วยบอกให้เป็นวิทยาทาน สักที)  เพราะเคยเห็นท่าที่ของภิกษุบางรูป ออกอาการ “คล้ายๆ ตุ๊ด”คนเพศชาย (บวชเป็นพระภิกษุได้)  แต่เก็บอาการกันไม่อยู่สะดีดสะดิ้ง “คล้ายผู้หญิง” ถ้ามีข้อห้ามห้ามไม่ให้บวชพระ จะบวชเป็นชี ได้หรือไม่ (หรือจะต้อง “เฉือน” อะไรต่อมิอะไรออกไปเสียก่อน)

โลกนี้ ใช่แต่มีทางเลือกอยู่”สองทาง” แต่ยังมี “ทางที่สาม” ให้เลือกอีกด้วย

ก็เลยเป็นปัญหาที่จะค้องเคลียร์กันให้ถูกต้องเสียก่อนว่า ..ทางใคร..ทางมัน

ปัญหาเรื่องของพระ กับ พะ..(หรือกับแพะ) ยังเป็นเรื่องใหญ่ปัญหาต่างๆ นาๆ ของวัด “ธรรมกาย” ที่ได้สดับรับฟังมา เกี่ยวกับเรื่องเงินๆ ทองๆ เรื่องอย่างนั้น  เริ่มคิดก็ผิดแล้วกับเรื่องการซื้อบุญ..ถ่ายบาป ซื้อเรื่อง “ตกนรก” แก้ได้ด้วยการบริจาคเงิน.มากพอ.ก็สามารถที่เงินจะ “พากันขึ้นสวรรค์ได้”  มันผิดขั้นตอนมาตั้งแต่แรกแล้ว จนบัดนี้ “ยังตีปัญหานั้นไม่ตก. ถึงตกก็ยังไม่แตก..ปัญหานั้นยิ่ง “ล่อนจ้อน”กับกลายป็นเรื่อง “อิรุงตุงนัง” เกี่ยวพันกันจนมั่วไปหมด  ความเชื่อถือใน “พุทธศาสนา” มันเป็นเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องของ “จิตใจ” บุคคลที่ติดต่าง ต้องช่วยกันความวิปริต..คิดกันให้ออก..

ถ้าจะคิดว่า ต่างคนต่างคิด ต่างคนต่างจิตต่างใจ ปัญหา “ธรรมกาย” ก็น่าจะหาทางออกได้คำว่า “ธรรมกาย” บอกกันให้ชัดๆ ไปเลยว่า ต้นธารทางต้นธาตุนั้นคือ   “ธรรมกลาย” ออกเสียงคล้ายกันกับ “ธรรมกาย” แต่ความหมายไม่เหมือนกัน

เปลี่ยนชื่อ “ธรรมกาย” เสียใหม่ ไปเป็น “ธรรมกลาย” ก็จะเป็นคนละเรื่องเดียวกันแล้วถ้า “ธรรม” จะ”กลาย” มันก็เป็นไปได้มิใช่หรือ มันไม่ใช่เรื่องของ “นักบวช” ที่จะไปเกี่ยวเรื่อง “ธรรมะ”กับเงินฝาก เงินกู้ เงินโกง ถ้ารับเงินโกงมาทั้งๆ ที่รู้ ก็น่าจะผิดศิลและผิดกฏหมาย..ไปพร้อมๆ กัน ถ้าเอามาผสมผเสกับเรื่องของศาสนา เรื่องธรรม.. ไม่ใช่เรื่องธรรมดา ก็ว่ากันไปตามขบวนการทางโลก ไม่ใช่ขบวนการทางธรรม ..  เพราะธรรม..(กาย) เปลี่ยนไป กลายไปแล้ว ไม่ใช่ “ธรรม” อีกต่อไป มันกลายเป็น “คนละเรื่องเดียวกัน เข้าไปแล้ว (แม่แก้วพ่อขวด (สุรา)..เอ๋ย)  

เรื่องซื้อหุ้นขายหุ้นให้หุ้น ตีความหมายให้ “เป็นธรรม” สักหน่อยได้ไหม

แม้ว่าวัด “ธรรมกาย” จะเปลี่ยนไปเป็น “ธรรมกลาย” ชื่อจะคล้ายๆ กันก็ตาม

แต่ไม่เหมือนกันทีเดียว การเปลี่ยนชื่อ “วัดพระธรรมกาย”ไปเป็น “วัดพระธรรมกลาย” จบเรื่องจบราวที่เคยใช้ “วัด” เป็นปัญหา จะกลายเป็นคนละเรื่องเดียวกันไปเลย

ครานี้..ไม่ใช่เรื่องของวัด..ไม่ใช่เรื่องของคนอีกต่อไป


ที่เห็นๆ อยู่ก็รู้ว่าเป็ทั้งแพะทั้งแกะ..ในคราบของคนก็ว่ากันไปตามกฏหมาย..ให้ชัดเจน  อย่าดึงเอา (ตัว) ชื่อเสียง  “วัดธรรมกาย” เข้าไปเกี่ยวข้องเสียที..ดีกว่าไหม...