Get Adobe Flash player

หรือธรรมกลาย..จะวัดรอยเท้าใคร.. โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

เสียงฮือฮาอย่างหาที่สุดมิได้ในวันนี้  (สำหรับคนมีหู) ทั้งหญิงและชายต่างก็เงี่ยหูฟัง เรื่องราวท่าทีของ “วัดธรมกาย”  ชนิดไม่ควรจะกระพริบตากันเลยทีเดียวเชียว  ว่าเรื่องราวต่างๆ ที่ ”จุติ” (แปลว่า เกิดอย่างมีบุญวาสนา) ของ วัดธรรมกาย นั้น เรื่องราว (เรื่องราวนะขอรับท่าน มิใช่เรื่อง ตี ชิง วิ่งราว ซะหน่อย)  เกิดที่เกิดกับวัดพระธรรมกาย เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ “เป็นคนละเรื่องเดียวกัน”เหมียนกัลล์ แต่ไม่เหมือนกันอย่างแน่นอน เรื่องใกล้เคียงกันนั้น เคยเกิดมาแล้ว ทางยุโรป ที่ประเทศอิตาลี เกิดมาก่อนนานนักนานหนาเรื่องที่เกิดขึ้น เมื่อไม่นานมานี้.. เหมือนกับว่า ..ใครไปวัดรอยเท้าใคร..

เรื่องราวแต่เก่าก่อน เคยเกิดทางยุโรป (อิตาลี) มาก่อน  แล้วก็เวียนว่ายมาเป็นเรื่องเป็นราว โผล่ขึ้นมาในประเทศไทย ประเทศที่ “นับถือพระพุททธศาสนา” เป็นศาสนาประจำชาติ ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ เป็นพุทธศาสนานิกชน  

เรื่องเก่าที่โผล่ขึ้นมาเล่นใหม่คล้ายๆ กัน อยู่ทุกวันนี้ที่ประเทศไทยยังไม่จบไม่สิ้นเวรซึ่งกันและกัน ยังคงคาราคาซังกันอยู่   เรื่องเกิดขึ้นที่วัดธรรมกาย..เรื่องคล้ายๆ กันนั้น เคยมีมาก่อนหรือไม่  ยังไม่เคยได้ยินได้ฟังจากผู้เฒ่าชะแร.. แก่ชราของไทย ว่า เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล้วหรือไม่  หรือเรื่องใหม่ เกิดขึ้นสดๆ เป็นเรื่องน่าตกใจ ทำให้ หูผึ่ง ตาลุกวาว อย่างประหลาดใจว่า มันเป็นมายังไง..แล้วจะไปยังไง.. ต่อไป เผอิญอ่านข่าวรู้เรื่องราวจาก “สื่อไทย” พบเรื่องในสิ่งที่ไม่เคยพบ เกิดขึ้นกับ “วัดธรรมกาย” (อยู่ที่ประเทศไทย) ไปคล้ายๆ กับเรื่อง “โบสถ์ทางศาสนาคริสต์”  เกิดขึ้นก่อนทางยุโรป ที่ ประเทศอิตาลี เรื่องไม่เหมือนกันนัก แต่นับได้ว่าเป็น “คนละเรื่องเดียวกัน” เกี่ยวกับวัดหรือโบสถ์ ถามกันก่อนว่า

กรุงวาติกัน” ประเทศวาติกัน คืออะไร (ต่างกันอย่างไร)

แล้วกลับมาถาม (ตัวเอง) ว่า “วัดธรรมกาย..” (วัดที่กำลังจะเกิดคือ)  “วัดธรรมกลาย” (ในวันนี้) กับ “โบสถ์กรุงวาติกัน” จะกลายเป็น

”ความเหมือนที่แตกต่างกัน” หรือ “คนละเรื่องเดียวกัน” หรือไม่ ขอเชิญท่านๆ พินิจพิจารณาเสียก่อน.. แล้วค่อบมา “ปุจฉา..วิปัสนา” กันหลังจากอ่านเรื่องราว สิ่งที่เกิดขึ้นมาแล้ว ณ วันนั้น จะเป็น ประวัติศาสตร์ “ซ้ำรอย”ได้หรือไม่ ณ วันนี้ .. ต่างศาสนาและสถานที่ก็ห่างไกลกัน “คนละขั้วโลก” แต่ไม่ได้หมายความว่า จะเป็น”ความแตกต่าง”ที่คล้ายๆ กันไม่ได้.. ?

ขอถาม..พร้อมๆ กับแนะนำให้รู้จัก กรุงวาติกัน เป็นกรุงของประเทศอะไร??? กรุงวาติกัน เป็นเมืองหลวงแห่งแคทอลิคส์ เป็นแหล่งรวมศิลปะวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ของโลก เป็นที่อยู่ของโป๊ป

เป็นประเทศที่เราสามารถเดินรอบประเทศได้ภายในเวลา 40 นาทีเท่านั้น      เมื่อหลายร้อยปีก่อน ในดินแดนของประเทศที่เราๆ เรียกกันว่าอิตาลี ในปัจจุบันมีรัฐๆมีรัฐหนึ่งชื่อPapal หรือ Papal Statesซึ่งเป็นรัฐที่อยู่มันเสียกลางประเทศอิตาลีเลย

รัฐๆนี้ปกครองโดยโป๊ป หรือ ประมุขแห่งศาสนาคริสต์ นิกายโรมัน แคทอลิคส์

เมืองนี้นั้นเป็นที่ตั้งของโบสถ์ St. Peter Basilica โบสถ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

นอกจากนี้แล้วโป๊ปก็ยังสร้างกำแพงที่ใหญ่มากที่ตีนภูเขาที่ St PeterBasilica ตั้งอยู่ แล้วเรียกพื้นที่ที่กำแพงนั้นล้อมรอบว่า  Vatican City เรื่องราวนี้ก็เกิดขึ้นระหว่างปี คศ.754-1870

ด้วยความที่รัฐนี้ อยู่เกะกะประเทศอิตาลียังไงชอบกล Kingdom of Piedmont-Sardinia กษัตริย์แห่งอิตาลีเห็นแล้วก็ให้รำคาญก็เลยสั่งลุย ยึด Papal States เป็นของอิตาลีจบๆกันไป

โป๊ปด้วยความตกใจ ก็เลยหนีไปซ่อนอยู่หลังกำแพงเมือง Vatican ที่ตนสร้างขึ้น แล้วก็โวยวายไปทั่ว ไม่ยอมรับ”การมี” ราชอาณาจักรอิตาลี ในขณะเดียวกันก็โวยวายอีกว่า โดนจับขังคุกโดยกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรอิตาลี ที่ตัวเองบอกว่า ไม่มีตัวตน

กษัตริย์อิตาลี ก็ทรงพระใจเย็นเหลือเกิน ไม่ส่งทหารเข้าไปจับแต่จะนั่งคอยข้างนอกกำแพงนี่แหละ แต่กาลเวลาก็ไม่คอยใคร โป๊ปเปลี่ยนไปอีก 5 องค์ ก็ไม่ยอมออกมาให้อิตาลีจับเสียที จนกระทั่งเมื่อ 60 ปีผ่านไป (1870-1929) มันก็เลยล่วงมาถึงนายกอิตาลีที่ชื่อ มุสโสลินี Benito Amilcare Andrea Mussolini 

นายมุสโสลินี แกก็เหนื่อยหน่ายกับปัญหานั้นเต็มทน ด้วยความที่แกอยากจะเป็นฮีโร่แก้ไขปัญหานี้ให้ได้ แกเลยเสนอไปยังโป๊ปด้วยขอเสนอ 3 ข้อคือ

1. รัฐบาลอิตาลียอมยกดินแดนให้เป็นประเทศ Vatican และให้เงินไปสร้างประเทศ

2. ประมุขแห่ง Vatican ต้องเป็นกลางทางการเมืองและสงคราม

3. ที่สำคัญที่สุด กรุณายอมรับการมีประเทศอิตาลีเสียที ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา Vatican จึงกลายเป็นประเทศที่สมบูรณ์แบบ มีเมืองหลวง

คือ กรุงวาติกัน มีรัฐบาล มีกฎหมาย มีตำรวจ มีคุก มีธนาคารมีทะเบียนรถ(ของตัวเอง) มีแม้้กระทั่ง URL ของตัวเองเช่น WWW.Vatican.Va

ประเทศVatican เป็นประเทศที่ปกครองโดย โป๊ป ที่ได้รับการเลือกตั้ง และโป๊ป ก็เป็นกษัตริย์ของประเทศนี้มีอำนาจสิทธิ์ขาดเหนือทุกอย่าง ทืี่เรียกกันว่า Absolute Monarchy หรือ สมบูรณาญาสิทธิราช นี่เอง(บรูไน โอมาน การ์ตา ซาอุดิอาระเบีย และ สวาซิแลนด์ ที่ยังคงปกครองด้วยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชนี้อยู่ )

นครรัฐวาติกัน มีพลเมืองประมาณ 900 คน(ลูกศิษย์ลูกหา ของธรรมกลาย..น่าจะมีมากกว่า นับเป็นหลายสิบหลายร้อยเท่า)  นครวาติกัน มีพลเมืองอีก ประมาณ 200 คนเป็นสตรี และมีคนทำงานในนครวาติกัน1,300 คน (เท่านั้นเองหรือ) พลเมืองอันประกอบด้วยองค์สันตะปาปา คาร์ดินัล ผู้ปกครองนคร รัฐวาติกัน เจ้าหน้าที่ประจำวาติกัน และทหารสวิสมีหอกโบราณเป็นอาวุธประดับเกียรติ ซึ่งเป็นองครักษ์ของสันตะปาปาประมาณ 100 คน ทหารสวิส มีมาตั้งแต่ ค.ศ. 1506 การแต่งกายของทหารสวิส กล่าวกันว่าเครื่องแบบออกแบบโดย “มีเกลันเจโล” แต่แท้จริงแล้ว "ราฟาเอล" คือบุคคลที่พัฒนาชุดตามอิทธิพลทางศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาและภาพเขียนของเขา ทหารสวิสทุกคนเป็นชาวสวิส และเป็นคาทอลิกที่ดี ทหารสวิสแต่ละคนจะประจำการชั่วระยะหนึ่ง นอกจากนั้นก็ได้แก่เจ้าหน้าที่ทูตวาติกันที่ประจำอยู่ในประเทศต่างๆทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย พลเมืองวาติกันเหล่านี้จะมีสัญชาติวาติกันเฉพาะในขณะดำรงตำแหน่งหรือเป็นภรรยาของพลเมืองวาติกัน หรือเป็นบุตรที่มีอายุไม่เกิน 25 ของพลเมืองวาติกัน บุตรคนใดอายุถึง 25 ปี ต้องกลับคืนสัญชาติเดิม ผู้ถือสัญชาติวาติกัน หากพ้นตำแหน่งเมื่อใดก็ต้องคืนสู่สัญชาติเดิมของตน พร้อมด้วยบุคคลทุกคนในครอบครัวที่ถือสัญชาติวาติกัน หากชาติเดิมของตนไม่ยอมรับให้ขอสัญชาติอิตาลีซึ่งรัฐบาลอิตาลีมีข้อผูกมัดต้องรับเสมอ

มากไปหน่อย หรือน้อยไปมากไหม...สำหรับท่านหลวงพ่อพระธัมชโย..ที่กำลังจะสร้างเมืองใหม่ (ศาสนาอะไร) กลางใจ

...กลางกรุงของประเทศไทยฯ ให้เห็นกันชัดๆ ประจักษ์ทั้งสายตา..ทะลุไปถึงกลางหว่างหัวใจ ( รู้แล้วอย่าบอกใครเชียว..  )

น่าจะใช้ชื่อให้เหมาะสมกว่าเก่าหรือชื่อเดิม ชื่อใหม่ออกเสียงใกล้เคียงกัน ไม่น่าจะเรียกว่า “เพี้ยน” ไป ถึงจะเพี้ยนก็ยังไม่หนักหนาเหมือนแบกไว้บนบ่าบนไหล่ของใครต่อใคร อะไรนัก.. กันหนา ..ถ้าจะใช้ชื่อว่า“วัดธรรมกลาย” มิได้เชียวหรือ  

“ธรรมกลาย” ชื่อมีความหมายเท่ห์ยิ่งนัก  แม้ว่าจะเพี้ยนๆ ไปสักนิด ต่างกับชื่อเก่า (ธรรมกาย) น่าจะเป็นสนิมไปแล้ว ใช้ชื่อใหม่ดีกว่าไหม...ชื่อใหม่จะทำให้ดู  หน้าตาจุ๋มจิ๋มจิ้มลิ้มน่ารัก (ไม่น่าชัง) “ธรรมกลาย” คือ ความสดๆใหม่ๆ ซิ่งๆ ชีๆ แปะแป๊ะ ของศาสนา (?)ที่รอคอยกันมานานพอสมควรแก่เวลา...

จะให้รอ..ร้อ..รอ..ไปนานถึงไหน..เห็นใจเถิด..เห็นใจบ้าง

จนกระทั่ง“กึ่งพุทธกาล” ผ่านพ้นมาก็นานนักแล้ว..มิใช่หรือ?