Get Adobe Flash player

สวัสดี..ปีใหม่...โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

ถ้อยพาทีที่กล่าวอวยชัยให้พรกัน ถึงวันสุดท้ายก่อนหน้าวันขึ้นปีใหม่ เมื่อพบเห็นผู้รู้จักจะสนิทชิดชอบกันมาไม่ว่าจะมากน้อยแค่ไหน..ก็ตาม  คำทักทายที่เคยใช้กันก่อนหน้ามาเป็นสัปดาห์ ๆ จนถึงวันปีใหม่นี้ ..และยังกล่าวคำอวยพรต่อไปได้หลังจากวันขึ้นปีใหม่ไม่นานนัก  เราๆ ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนคำทักทายจากที่เคยพูดกันว่า “สวัสดี” เฉยๆ ไปเป็น “สวัสดีปีใหม่” ก่อนหน้าที่จะถึง วันที่ ๑ มกราคม และหลังจากนั้น..ไม่นาน

ปีใหม่ที่จะเวียนเปลี่ยนศักราชใหม่  เพิ่มตัวเลขอายุให้ตัวเองมากขึ้นอีกหนึ่งปี ปีใหม่ปีนี้และปีถัดๆ ไป เมื่อถึงวันขึ้น “ปีใหม่” เวียนมาครบบรรจบรอบครั้งใหม่ วนเวียนกันไปอยู่อย่างนั้น นับแต่ปีใหม่ที่ผ่านๆมา และที่ยังมาไม่ถึง.ไม่ว่าจะ “ทักทายใครก็ตาม” สิ่งที่ (จำเจ) อยู่ในใจ ไม่ว่าจะมาจากคนที่อวยพรให้ หรือกับคนรับคำอวยพรค่อนข้างจะไม่กระตือรือล้นเท่าไรนัก ไม่เหมือนกับหลายสิบๆ ปีก่อนที่ผ่านมาเมื่อยังเยาวัยอยู่ ความรู้สึกเคยชินที่เคยได้พบได้เห็น “ปีใหม่” ผ่านมาแล้วผ่านไป หลายต่อหลายปีมานาน ทุกข์สุขแต่ละปีที่ผ่านมาแล้วผ่านไป กลายเป็นความเคยชินกับคำว่า “สุขสันต์.วันปีใหม่” จะเกิดขึ้รจริงหรือไม่ ค่อยคอยดูกันไป แต่ละปี..แต่ละปี..

คนที่ได้รับคำอวยพรอย่างน่าชื่นใจ มีความสุขจริงหรือ ..กับปีที่ผ่านๆมา .. ถ้าใช่ ก็ถือว่าโชคดี กับคำอวยพรเหล่านั้น ก่อนหน้าจะถึงวันปีใหม่ หรือภายหลังเมื่อปีเก่าผ่านไป มีวันขึ้นปีใหม่เข้ามาแทนทุกๆ ปี จึงน่าจะเริ่ม “ทำใจ” กันใหม่ ตั้งต้นกันใหม่อีกครั้ง สำหรับการคอยหา หรือคอยหาย ใน “วันชื่น..คืนสุข”  (วันปีใหม่)ถือว่า มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ดีๆ กันอีกสักหนอีกสักที ..(ทุกๆ ปี) ดีกว่าไหม..สลัดตัดขาดจากความไม่สมหวังในชีวิต (จริง) จากปีที่ผ่านๆมา เริ่มต้นนับหนึ่งกั นใหม่อีกครั้ง หรือจะอีกหลายๆ ครั้ง ก็ตามอย่าท้อใจกับวันขึ้นปีใหม่.. ที่มาเยือนอีกครั้ง ..นับหนึ่งกันใหม่..อีกหน

คำอวยพรที่ได้มาก่อนหน้าที่จะถึงวันปีใหม่..แต่ละปี.. รับเอาไว้เถิดเป็นสิ่งดี แต่จะเป็นไปตามคำอวยพรหรือไม่..เป็นคนละเรื่องเดียวกัน  เราต่างตั้งใจจะให้คำอวยพรนั้นเกิดเป็นจริงขึ้นมาใช่ไหม ความจริง..กับความฝัน มันสวนทางกันบ่อยๆ อยู่แล้ว แต่ว่า เราจะให้ความฝันเป็นความจริงอย่างที่ฝันไว้ได้หรือไม่ก็ต้อง “ช่วยตัวเอง” (เหมือนกับช่วยตัวเองในเรื่องอื่นๆมาบ้างแล้ว)  ถ้าโชคดี คำอวยพร ก็จะเกิดขึ้นได้ เปรียบเสมือนไม้หลักที่ผู้ให้พร “ปักธง” เอาไว้ให้เห็น เพียงแต่ว่าใครจะเดินไปให้ถึง “ธงชัย” นั้นได้หรือไม่ อยู่ที่ตัวของตัวเอง คำอวยพรวันปีใหม่เป็นเพียง “การชี้นำ” ตั้งธงไว้ให้เท่านั้นคำอวยพรต่างๆ ที่ได้รับจากเทศกาล “ปีใหม่” น่า จะเรียกว่า “ได้มาเพราะโชคช่วย” ด้วยอีกต่างหาก

พรที่ได้รับมา (จากคำพูด) จะต้องรวมเข้ากับ ความประพฤติปฎิบัติของตัวเองด้วย (คือความตั้งใจกระทำตามคำอวยพร)  จึงจะสัมฤทธ์ผล 

แต่ละปีที่ผ่านๆ มา เหมือนเตือนว่า เวลาที่เหลืออยู่แต่ละชีวิตของแต่ละคนในแต่ละปี น่าจะอยู่ดูโลกกันให้โสภี ไม่มากขึ้น แต่ดูเหมือนว่า จะลดน้อยถอยลงๆ ทุกที..ตามวันเวลาที่ผ่านไปแต่ละปี

เรียนถามทุกท่านที่เป็น พุทธศาสนิกชน ว่า ถึงวัน “ส่งท้ายปีเก่า..ต้อนรับปีใหม่” ตั้งใจ สวดมนต์ไหว้พระ (พุทธรูป) ที่บ้าน หรือ คิดว่า จะไปร่วมทำบุญใส่บาตรกันแล้วหรือยัง เริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่.. ได้อีกครั้ง..ตั้งใจทำความดี..เลิกทำ-“ความชุ่ย”ถือว่าเป็นฤกษ์ดี.. ปีใหม่..กันดีกว่าไหม..  

ตัวผมเอง.. อาศัยอยู่ใกล้วัด.. แต่ใจกับล่องลอยตเคว้งคว้างไปไหนๆก็ไม่รู้ .. รู้แต่เพียงว่า เวลาผ่านวัดวาอาราม “ยกมือพนมขึ้นไหว้”  สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า .. และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหลาย เทวดาฟ้าดิน  ด้วยความเคารพนับถืออยู่ในใจ (ทำให้จิตใจสบายขึ้น) ในฐานะ “พุทธมา,,มะกะ” นับถือพุทธศาสนามาตั้งแต่เกิด บวชเรียน ศึกษาพุทธศาสนา มาครบพรรษา

สำหรับผู้ที่นับถือพุทธศาสนา การ “บวช” ถือว่า เป็นการทดแทนบุญคุณบิดา มารดา ตามจารีตประเพณีของ “คนไทย” ที่มีศาสนาพุทธ เป็นร่มโพธิ์ร่มไทร.. สำหรับตนเองและบุตรหลาน

ศาสนาโดยทั่วๆไป .. แม้จะไม่ได้เรียนรู้.ลึกซึ้ง แต่รู้ว่า ทุกศาสนา “ต้องการให้ (สาวก) ผู้นับถือศาสนา ประพฤติชอบปฎิบัติดี ด้วยกันทั้งสิ้น

ขออนุโมนา.. ท่านทั้งหลาย ที่มี “ศาสนา” อยู่ในดวงใจของทุกๆ ท่าน ไม่ว่าจะนับถือศาสนาใดๆ ก็ตาม มีสิ่งที่คล้ายๆ กันหรือเหมือนกันว่า ทุกศาสนา  “มุ่งสอนคน..ให้เป็นคนดี” ด้วยกันทั้งสิ้น  ศาสนาคือสิ่งดีเป็นที่ยึดเหนี่ยว ชำระล้างความกระด้างกระเดื่องที่ติดตัวมาตามสันดานของคน ศาสนาควรจะมีอยู่ในจิตใจของทุกๆ คน ไม่ว่า จะเป็นศาสนาใดๆ ก็ตาม

ศาสนาย่อม แตกต่างกับ “ลัทธิ” ลัทธินั้นมีข้อใหญ่ใจความเห็นแก่ตัว เห็น เห็นแก่พวกพ้อง เห็นแต่กลุ่ม (ลัทธิ) ของตัวเอง  ส่วนศาสนาเป็นของส่วนรวมมวลมนุษย์หมู่มาก (ที่ไม่มีสันดานหยาบ จนเกินไปนัก) จึงเลือก “นับถือศาสนา” (มากกว่าลัทธิ) ด้วยกันทั้งสิ้น อย่างน้อยๆ ก็ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน มีความกรุณาปราณี ต่อเพื่อนมนุษย์ที่อยู่ร่วมโลกเดียวกัน

“อันความกรุณาปราณี..จะมีใครบังคับก็หาไม่..”ศาสนาทุกศาสนาต่างแนะทางให้ “สาวก” รู้จักรู้ซึ้งถึงคำว่า “กรุณา..ปราณี” มีเมตตา ถ้าไม่มีคำๆ นั้นอยู่ในจิตคิดอยู่ในใจของ “มวลมนุษย์” แล้ว  สิ่งที่มีชีวิตที่เรียกกันว่า “มนุษย์” ย่อมไม่ต่างจาก “สัตว์โลกทั่วๆ มิใช่หรือ” เห็นจะไม่ต้องพูดถึงว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น .. เอาเป็นว่า ..ถ้าจะเปรียบว่า “มนุษย์คือสัตว์โลก” ชนิดหนึ่ง..ก็ย่อมได้ แต่ความจริงมนุษย์คือ สัตว์ประเสริฐ (กว่าสัตว์เดรฉาน)

“เราก็คน..เขาก็คน”  แม้ว่าบางคนจะเห็นว่าตนเองเป็น “เทวดา” คิดอย่างนั้นก็ได้ ไม่ว่ากัน ตราบใดที่ยังไม่คิดชั่วร้าย ..ไม่คิดทำร้าย คนด้วยกัน แต่อย่าลืมว่า “การก่อกำเนิดเกิดเป็นคน”  วิญญาณแต่ละดวงชิงกันมาเกิด ถ้าจะเกิด ความผิดพลาดขึ้นมา (ใครบางคนที่น่าจะเกิดเป็นหมา..ดันเกิดมาเป็นคน สลับกันไป)  ก็คงจะมีอยู่บ้าง  จึงจะเห็นได้ว่าคนบางคน มีความโหดเหี้ยมผิดมนุษย์มนา น่าจะเรียกว่า เกิดมาผิดฝาผิดตัว ผิดผู้ผิดคน ก็ย่อมได้ มนุษย์กับสัตว์จึงต่างกัน มนุษย์ชอบตีสองหน้า ดูยากรู้ยากเห็นยาก..ถึงยากส์มาก  จึงมีคำพูดว่า “รู้หน้าไม่รู้ใจ” รวมไปถึงความคิดความอ่านอีกด้วย แม้ยังไม่ใช่การกระทำ แม้แต่เพียงคิด อย่างเดียวเท่านั้น..ก็เกินพอ

ยอมรับว่าการมีชีวิตอยู่นาน  (อย่างกระโดกระเดก มีกินมั่ง..อดมั่ง มันส์พ่ะ..ย่ะ..ค่ะ) .. จนถึงบัดนี้.. ยังเรียนรู้หรือ “หยั่งใจ” มนุษย์ด้วยกัน..ยากสส์   (ตัวเอง) แต่ละวันแต่ละเดือนแต่ละปี .. ที่ผ่านๆ มาจนถึงทุกวันนี้ มีความเป็นอยู่.. “จะว่าดีก็ไม่ใช่..จะว่าไม่ดี ก็ไม่เชิง”  แม้จะมีชีวิตอยู่มายาวนานมาตั้งแต่เกิด..(นานเกินไปแล้ว) จนกว่าจะตาย.. ยังคงคิดว่า..ไม่สามารถจะเรียนรู้ “จิตใจ” ของผู้คนที่เกิดมาร่วมโลกเดียวกันได้ ไม่ว่าในประเทศนี้หรือที่ไหนๆ (ประเทศไทยหรือมะริกา)

 ผมเกิดเมืองไทย..รักคนไทย..รักความเป็นไทย.. แล้วทำไมจึงจะต้องพลัดพรากจากถิ่นที่เกิดมาอยู่ที่นี่ จะว่าเป็นเพราะบุญมีหรือกรรมบัง (ก็ยังไม่แน่ใจ) อยู่อย่างเจี๋ยมเจี้ยม ต้องสำรวมไว้บ้าง ไม่โผงผาง ไม่อยากแกว่งปากไปหาส้น ที่นี่ไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนของผม (มะริกันชน แต่ละคน ตัวใหญ่ราวกับยักษ์ ) แต่ว่าผมไม่เคยคิด “เนรคุณ” กับบ้านนี้เมืองนี้ อยู่อย่างพลเมืองดี ไม่ทำความยุ่งยากลำบากใจให้กับบ้านเมืองหรือการปกครองของเขา (เรียกง่ายๆ ว่า อยู่ใต้ตามตัวบทกฏหมายทุกประการ) อยู่ไปเรื่อยๆ แบบไม่ต้องคิดอะไรมาก.. โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับบ้านเกิดเมืองนอนของผมเอง. เคยคิดว่า..สิ่งที่ได้รับกลับมาคือความเจ็บปวด กับ “ความวุ่นวาย” อย่างไม่รู้จักจบไม่รู้จักสิ้น..ยังคงสับสนอยู่จนกระทั่งทุกวันนี้

ผมยังคงเอาใจใส่..สอดส่ายสายตามองดูความเป็นไป..ของประเทศบ้านเกิด (เมืองที่ไม่ได้ไปนอนอยู่นาน) ตั้งแต่เริ่มเกิดความวุ่นวาย ครั้งที่มีการขับไล่ “ถนอม-ประภาส” ของนิสิต- นักศึกษา ในประเทศไทย จนถึงสมัย ประยุทธ์ จันทร์โอชา .ยังคงเป็น..แผลเป็นเจ็บปวดอยู่ในใจ กระเทือนความรู้สึกสำหรับคนอย่างผม คนที่ไม่มีความหมายอะไร..ไม่ว่ากับใคร ทำไมจึงคิดผิดคิดพลาดไปได้ว่า “..ด้วยเหตุใด..ผมจึงไม่กลับไป “ เข้าป่า” พร้อมๆ กับนิสิตนักศึกษาผู้กล้าหาญ (พลาดโอกาสงดงามอย่างนั้นได้อย่างไร)  แต่พอจะทดแทนบุญคุณประเทศไทยได้บ้าง (นิดๆ หน่อยๆ) โดยการเขียนข่าวและบทความวิพากษ์วิจารณ์การบ้านการเมือง ให้นสพ.  “เสรีชน” สมัย ไชยวัฒน์ ภักตร์นิลรัตน์ เปลี่ยนชื่อเป็น “เสรีชัย” อยู่ทุกวันนี้ ผูกพันกับเรื่องการเมืองไทยมา ตั้งแต่บัดนั้น สารภาพกับตัวเองว่า

“ผมอยู่เมืองไทยไม่ได้”ไม่ว่ายุคไหน..สมัยไหน..

ทุกยุคทุกสมัยกับรัฐบาลที่มาจากการปฎิวัติ....

เคยมี“บาดแผล”อยู่ในใจ (จนกลายเป็นแผลเป็น)ไม่มีวันเลือนหาย

ปวดใจ..ทุกครั้ง ที่มีการยึดอำนาจรัฐขึ้นในประเทศไทย.

แม้ปีเก่าจะผ่านไป.ปีใหม่เข้ามาแทนที่อีกไม่กี่วันข้างหน้า. ผมยังปวดใจอยู่ไม่รู้หาย..ไม่สร่างซา ไม่หายปวดใจจนกว่าประเทศไทย.จะมีการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย...จะเต็มใบหรือไม่..ก็ยังดี..ค่อยๆ เรียนรู้กันไป

หากไม่เริ่มนับหนึ่งเสียก่อน.จะให้นับไปถึงสิบ..ได้อย่างไร?..

ถ้านับหนึ่งกันใหม่อีกเมื่อไรขอร่วมด้วยช่วยกัน..อีกด้วยคน..