Get Adobe Flash player

ใคร? เป็นใคร..ใคร่รู้.. โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

จากการตามติด (แต่คิดไม่ถึง) ว่าเรื่องการเมืองในประเทศสารขันต์ กับการเปลี่ยนผ่าน “รัฐบาล” โดยการ “ยึดอำนาจ” จากรัฐบาลคณะเดิม คือจาก รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง มักจะหนีไม่พ้นมือ “คนในเครื่องแบบ” แทบจะทุกครั้งที่ผ่านมาผ่านไปคงจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแต่อย่างไรไม่

จนถึงกระทั่งครั้งท้ายสุด (ไม่น่าจะใช่ครั้งสุดท้าย) เห็นหน้าค่าตาของ คณะคสช. ผู้ทำรัฐประหาร โดยการนำของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผ่านมานานพอสมควร ประชาชนชาวไทย ทั้งในและต่างประเทศ พอจะจับต้นชนปลายได้บ้างแล้วว่า การยึดอำนาจโดยทำ “รัฐประหาร” แต่ละครั้งที่ผ่านๆ มา จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ มาจาก (กุนซือ)  ผู้กุมอำนาจ อย่างลับๆ ตลอดมาเป็นเวลาช้านาน.ใคร.เป็นใคร.. ?  เห็นจะออกชื่อเสียงเรียงนามไม่ได้ ณ ที่นี้.. คาดคั้นกันให้ตายก็บอกไม่ได้.. (จะเค้นให้ตอบกันจริงๆ ก็คงจะต้องตอบว่า ..ไม่รุ้..ว้อยส์..) คิดกันเอาเองว่าน่าจะมีจริงๆ  ถ้าไม่จริงก็คงจะไม่วุ่นวาย จนกระทั่งถึงทุกวันนี้

การทำรัฐประหาร ครั้งท้ายสุดที่ผ่านมา ( แต่ยังไม่ผ่านไป) แปลความหมาย ณ วันนี้ได้ว่า สิ่งที่เรียกว่าความเป็นธรรมได้ยุติลงแล้ว จะให้เรียกว่ายุติคราวเป็นธรรม ลงไปด้วยก็ไม่ว่ากัน .หรือจะให้พูดแทนประชาชนว่าด้วยความดีใจสุดขีด จนตัวสั่นงันงก ยินดีท่วมท้นจนน้ำตาไหลนองหน้าไปตามๆ กันทั้งบ้านทั้งเมือง แต่ความจริงหลั่งน้ำตาเพราะเศร้าสลดอดสูใจ กับการเข้ามายึดอำนาจรัฐ ไปจากคนที่ประชาชชนเลือกเข้ามา ทำหน้าที่บริหารประเทศ  ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ไม่เจาะจงลงไปว่า จะต้องเป็น ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เท่านั้น    การทำรัฐประหารที่ผ่านมาเรียกได้ว่าเป็นการ “ยุติ” ความเป็น“ธรรม” กับรัฐบาลที่มาจากเสียงเลือกตั้งของประชาชน การเข้ามาควบคุมพลเมืองทั้งประเทศไว้  รวมทั้งบริหารประเทศแทนรัฐบาลชุดเก่าอย่างหน้าตาเฉย เป็นความถูกต้องแล้วใช่ไหม.. ถ้าจะมองกันด้วยสายตาเป็นธรรมจริงๆ แล้ว ถ้าคิดว่า “ถูกต้อง” ก็ว่ากันไปตามสบาย  ไม่เกินความคาดหมายว่าจะเป็นไปอย่างนั้น ไม่เกินความคาดหมายว่าจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้  การเข้ามาอย่างหน้าตาเฉยรวบอำนาจจากรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ต่างไปจาก “เชือดไก่ ให้ลิงดู”  เป็นตัวอย่างสำหรับผู้ที่ไม่เห็นด้วยให้สำนึก จะต้องสำแดงอำนาจด้วยการลงมือเชือดไก่..ให้ลิงดู.. น่าจะทำให้ใครต่อใครจดจำกันไว้บ้างว่า “ไผเป็นไผ”  (หรือไม่) ที่พูดออกไปนั้น เป็นเหมือน “เอามะพร้าวห้าว ไปขายสวน”.. ถ้าไม่ใช่ก็ต้องขออภัย ไว้ ณ ที่นี้ด้วย น่าจะอ้างว่าทั้งยังยั้งไม้ยั้งมือไว้ ไม่ให้มีเหตุการณ์ “น่าหวาดเสียว” เกินขึ้นยิ่งไปกว่านั้น เมื่อคณะรัฐประหาร เข้ามาเป็นรัฐบาลเสียเอง ..ชนิดไม่พลิกความคาดหมายของประชาชน แต่อย่างไร  มาอย่างสบายๆ ไม่มีเซอร์ไพร้ส์ ให้เห็น แต่จะกลับกลายเป็นเรื่องทวงบุญคุณ กันอีกต่างหาก ถ้ามีรัฐบาลใหม่ ที่ไม่ใช่ “คสช” แล้วละก้อ.. จะทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ ผิดหวัง กันไปทั้งประเทศ (โถ..พ่อเจ้าประคุณทั้งหลาย คิดผิดคิดใหม่ได้)   อ้างว่า ทำตามที่ที่ประชาชนเดาเอาไว้ไม่น่าจะผิดพลาด หรือคลาดเคลื่อน แต่อย่างไรทั้งสิ้น อ้างว่า เป็นไปตามความคาดคิดของผู้คนส่วนใหญ่ นี่ถ้าเป็นการแทงหวย ประชาชนก็จะร่ำรวยกันไปทั้งประเทศ เพราะ คสช. นอนมา ตามโผที่ ”ตั้งธง” เอาไว้แล้วล่วงหน้า ..ตั้งแต่ปฎิวัติเสร็จสิ้นลงใหม่ๆ..   ถ้ายังเข้าใจผิดกันอยู่ ก็ขอให้ทำความเข้าใจให้ถูกต้องเสียใหม่ ไม่น่าจะเกินความคาดหมายของนักสังเกตุการณ์ ทางการเมืองว่า “คสช.”สู้อุตส่าห์เหน็ดเหนื่อยปฎิวัติมากับมือ จะยอมให้ ตาอยู่ .. มาหยิบชิ้นปลามัน ไปได้อย่างไร.. ขอบคุณ คสช. ที่ไม่ผลิกโผ.. จะทำให้ประชาชนทายไม่ถูกไปตามๆ กัน ถึงกับฟูมฟาย “น้ำตาไหลนอง”ทั่วทั้งแผ่นดินก็ย่อมได้.เพราะรัก คสช..ใช่ไหม..ขอรับท่านๆ

ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นเพียงแต่กระซิบเบาๆ แค่พอ  “ท้วมๆ” ให้เห็นเป็นตัวอย่าง..จะได้จำไว้สอนลูกสั่งหลานว่า ถ้าประเทศไทย เกิดปฎิวัติรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง(อีก)เมื่อไร..เมื่อเอย..ก็เมื่อนั้น รับประกันว่าจะไม่มีประชาชนหมู่คณะใด ”กล้าขัดขวาง”คณะ ผู้ที่ทำรัฐประหาใส่ชุด “สีเขียว”  ”แต่ละคณะโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คสช. ทำหน้าที่เรียกว่า “รักชาติ” (จนถึงขนาดน้ำหูน้ำตาไหล กันไหม) ให้รู้ให้เห็น..น่าประทับใจ..มาแล้ว     

หลังจากการทำรัฐประหารของ คณะ คสช. สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ความหมายของคำว่า สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี) คือ ไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อของผู้คนทั้งประชาชน ทหาร และข้าราชการทั่วๆ ไป รวมทั้งคนที่ห็นด้วย (ออกตัว) และไม่เห็นด้วย (ไม่ออกตัว)  จะต้องแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน  ถ้ายังไม่เห็นด้วยก็ต้องทำใจพูดไปตามน้ำ (ตามเสียงส่วนใหญ่) ว่า  “เห็นด้วย”  อย่าพลั้งอย่าเผลอลืมตัวพูดว่า “ไม่เห็นด้วย” เป็นอันขาด หลังจาก มีการยึดอำนาจสำเร็จเรียบโร้ย..สมความปรารถนา เผด็จศึกชนิดที่ไม่มี “คู่ต่อสู้” คือชนะเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ ชนะฟาวด์ “นักการเมือง” อย่างเด็ดขาดเกินความคาดหมายจริงๆ  ขอแสดงความงงงวยอย่างช่วยไม่ได้ เอาไว้ ณ ที่นี้ด้วย

ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไรก็ตาม.. จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย (ไม่มีความหมาย..ไม่ว่ากัน) ถ้าหากไม่เห็นด้วย ขอให้เก็บเอาไว้.. จะคิดกันอย่างไรก็ย่อมได้ แต่ขอให้เก็บไว้ในใจเท่านั้น อย่าทำรุ่มร่ามออกนอกหน้านอกตา อาจจะมีคำว่า “รุ่งริ่ง” ตามมา..ก็ย่อมได้   อย่าพูดเพ้อเจ้อ (อย่างที่ใจคิด)  ขอเตือนว่า “รู้รักษาตัวรอด..เป็นยอดดี” (เป็นคาถาป้องกันภัย เอาไว้ก่อน)  

มวลหมู่ประชาชน ที่สนใจติดตามการบ้านการเมืองอย่างใกล้ชิด พอจะสะกิดใจกันบ้างไหมว่า เพราะอะไรจึงมีการทำรัฐประหารรัฐบาลจากพรรคการเมืองที่ได้รับคะแนนเสียงเลือกตั้งมาจากเสียงข้างมาก.. เป็นยังงั้นไปได้ยังไง จับต้นชนปลายไม่ถูกเอาเลยจริงเจียว..เชียวละ,,เพ่..

การทำรัฐประหาร ..แต่ละครั้งต้องปิดไว้ให้เป็น “ความลับสุดๆ..สุดยอด”  ถ้าแผนการณ์รั่วไหลไปเสียก่อน.. หมายถึง อาจจะมีการต่อต้านจาก “สีเดียวกัน”หรือสีผสมระหว่างสีเขียว สีกากี (ดึงเอาสีเทาเข้ามาด้วย ก็ย่อมได้เช่นกันทั้งคนทั้งสี ที่ไม่เห็นด้วยกับการปฎิวัติรัฐประหาร ที่จะต้องเสี่ยงชีวิต และความก้าวหน้าทางราชการถ้าทำไม่สำเร็จ จึงไม่แปลกอะไร ถ้าปฎิวัติสำเร็จเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว หัวหน้าคณะปฎิวัติ ก็ควร (?) จะต้องเป็น “ผู้บริหารประเทศ” ควบคุมอำนาจรัฐไว้.. (มีตัวอย่างมีให้เห็นอยู่ตำตาในปัจจุบัน)

แหม..ก็เสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย จะไม่นั่งเป็น “จ่าฝูง” ต่อไปก็กระไรอยู่..  แล้วเราๆ ประชาชนตาดำๆ รวมทั้งประชาชนตาแดงๆ (น้ำหูน้ำตาไหลเล็ด) เพราะ”ไม่มีได้..ไม่มีเสีย”  กับการทำปฎิวัติรัฐประหาร หรือพ่อค้าใหญ่ๆ ที่ (คิดผิด) ไม่กล้าสนับสนุน หรือช่วยลุ้น(เรื่องเงินๆ ทองๆ) กับ “การยึดอำนาจรัฐ” ย่อมจะเสียอนาคตกับการที่รัฐบาลเก่าถูกยึดอำนาจไปแล้ว สำหรับนักการเมืองส่วนใหญ่ ต่างก็แยกย้ายกันไป (ตัวใคร..ตัวมัน) จนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่..ไม่เลิกล้มล้มความตั้งใจจะกลับไปสู่ความหอมหวานทางการเมืองอีกครั้ง (ที่จริงอีกหลายๆ ครั้ง) การเมือง ในประเทศสารขันต์ ณ วันนี้ รวมทั้งอดีตที่ผ่านมา เป็นเรื่อง “ความเสี่ยง” ไม่ต่างจากการพนัน” ตาดีได้ตาร้ายเสีย”เหมือนกับการ “ลงทุน” ที่อาจจะร่ำรวยมหาศาล หรือขาดทุนย่อยยับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “หัวหน้าพรรคและผู้บริหาร” คือ คณะรัฐมนตรี แต่ละรัฐบาล เป็นการลงทุนเสี่ยงอยู่ไม่น้อย อาจจะหมดตัว หรือ “หัวโต”  ถ้าถูกจับได้ไล่ทัน เกี่ยวกับเรื่อง “คอร์รัปชั่น” ไม่ว่าจะเป็นยุคไหน ก็ตาม ถ้าไม่มีคำขวัญบรรดาลใจ จากคำๆ เดียวว่า “คอร์รัปชั่น” การเมืองก็คงจจะไม่ใช่เรื่องที่น่า “เสี่ยง”  เท่าไรนัก..

แต่ว่า “การเมือง” ตั้งแต่สมัย “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นยุคที่ “เล่นกันแรงมาก”ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านเอาเป็นเอาตาย  เอาจริงเอาจัง ถอนรากถอนโคนกัน ราวกับว่า ทั้งสองฝ่าย เป็น”คู่อาฆาต“ กันมาตั้งแต่ปางก่อน ขิงก็รา..ข่าก็แรง มีเดิมพันสูง ถึงขนาดว่า “อยู่แผ่นดินเดียวกันไม่ได้” ถึง กระนั้นทีเดียวเชียวละ..

แต่ว่า “ความแค้นเรื่องการเมือง”  มักจะมาจากคำกล่าวที่ว่า ผลประโยชน์ขัดกัน..ก็บรรลัย ..วันนี้ ยังเล่นกันแรงขนาดเลยเถิดไปถึง “ล้างโคตร” กันทีเดียวเชียวละหรือ?แล้วยังจะ ติดพันกันไปจนถึง  “เจ็ดชั่วโคตรหรือไม่” คู่ไหน ใครกับใคร คาดกันไว้ล่วงหน้าก็ยังได้ไม่มีผิด เป็นการ”ฆ่าอย่างเลือดเย็น” ตามราวีกันให้ถึงติดคุกติดตะราง..ทีเดียวเชียวละ

ไม่เว้นแม้กระทั่ง “ผู้หญิง” ที่ไม่คิดว่าจะมีพิษสงกับใคร..

แต่มีความผิดติดตัวมาตั้งแต่เกิด..ถือกำเนิเกิดมา..

เป็นน้องสาว ทักษิณ ชินวัตร จึงต้องตาม”ล้างโคตร”กันเชียวละหรือ?