Get Adobe Flash player

อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่.. โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

แม้ว่า การปฎิวัติ หรือ รัฐประหาร จะผ่านไปนานพอสมควร จนไม่น่าจะหยิบยกขึ้นมากล่าวขาน หรือเก็บเอามาวิพากษ์วิจารณ์ให้ปวดเศียรเวียนเกล้ากันไปเปล่าๆ  อย่าหวังว่าจะลบร่องรอยความอิดหนาระอาใจ ความถดถอยท้อแท้   อย่างน่าเป็นห่วงว่า   เศรษฐกิจ การค้าขาย และการท่องเที่ยว ของบ้านเรา (ประเทศไทย) จะเอียงกะเท่เร่..ต่อไปอีกนานจะยาวต่อไปอีกนานเท่าไร..ไม่รู้

อย่าเพิ่ง “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ” ทำประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว  “ไทยเที่ยวไทย” ในยามนี้ เห็นทีจะยากส์ยิ่งทีเดียวเชียวละ ไม่คุ้มค่า.. รวมทั้งโครงการประชาสัมพันธ์ หรือ ตามประสาคนบ้าน’บ้าน.. เข้าใจว่า เป็นเรื่องของ “การโฆษณาชวนเชื่อ” เรียกว่า “การลงทุน” ทำประชาสัมพันธ์   แม้จะอ้างว่าเป็นการกระตุ้นเตือน ผู้คนที่ยังสลดใจกันอยู่กับเหตุการณ์ดูเหมือนว่าจะเป็น “บาดแผลเรื้อรัง” อยู่ในจิตใจผู้คน (จากเรื่องปฎิวัติ กุมอำนาจรัฐมาจนถึงทุกวันนี้) แล้วจะเอาอารมณ์ที่ไหนเหลือไปแบ่งปันให้กับคำว่า “ไทยเที่ยวไทย” องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยว (ททท).คงยังจะไม่ถลุงเงินโปรโมท ไทยเที่ยวไทย   ในวันเวลานี้ ถ้าหากไม่ถูกนิ้วอาญาสิทธิ  “ชี้นกเป็นนก..ชี้ไม้เป็นไม้” ให้ทำตามอะไรต่อมิอะไร ที่ไม่เป็นเรื่องไม่เป็นราวขึ้นมาอีก  ยามบ้านเมืองอยู่ในอาการ “ร่อแร่”ประชาชนเป็น “โรคเซ๊ง” (แด๊กส์) เหมือนผักเหี่ยวๆ เฉาๆ อยู่ในแผงตลาดสด

ในสถานะการณ์บ้านเมืองยังอึมครึม ครี้มฟ้าครึ้มฝน ไม่รู้ว่าจะมีเรื่อง “ฟ้าผ่ากลางแดด” เกิดขึ้นดีกหรือไม่..ต่างก็ยังไม่ไว้วางใจกันต่ดกัน ต้องทำใจไว้ว่า อะไรมันจะเกิด..ก็ให้มันเกิด (ไร้กาละเทศะ) ไม่ต้องประหลาดใจกันอีกต่อไป   

การที่จะต้องมี “โปรโมท” การท่องเที่ยวกันครั้งใหญ่เพราะ หาทางไขว่คว้าให้เงินไหลมา เทมาเข้าประเทศ ยามที่เงินทองของรัฐร่อยหรอลงอย่างรวดเร็ว ณ วันนี้ จะหวังพึ่ง นักท่องเที่ยวต่างชาติ อย่างที่เคยมีมาก่อน  ณ ปัจุบันก็หดเหี่ยวหายไป ไม่สนใจว่าจะเสียวหรือไม่เสียว กับการมาท่องเที่ยวประเทศไทย  เที่ยวป่าเขาลำเนาไพร เที่ยวทะเล ชมนกตกปลา มีความสวยสดงดงามตามธรรมชาติยังอุดมสมบูรณ์ดีอยู่แทบทุกภาคของประเทศไทย จัดไว้ให้เป็นสถานที่น่าท่องเที่ยว น่าสนใจ ตื่นเต้นไปตามๆ กัน แต่ผลที่ตามมา ณ เวลานี้  กระทั่งการท่องเที่ยวอย่างกันเอง คือ ไทยเที่ยวเไทย ส่วนใหญ่ยังไม่มีใครมีกะจิตกะใจ ในเรื่องการท่องเที่ยว  ทั้งยังเห็นเป็นเรื่องจิ๊บจิ๊บ ยังไม่น่าจะไปเที่ยวที่ไหน เพราะบรรยากาศการเมืองยังไม่ลงตัว แค่ชักชวนให้ “ไทยเที่ยวไทย” ก็ยังส่ายหน้าระอาใจไม่มีอารมณ์กับการท่องเที่ยว ในยามนี้

ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนชาวไทย.. ไม่แน่ใจกันแล้วว่า เช้าวันพรุ่งนี้..เหตุการณ์บ้านเมืองจะเปลี่ยนไปทิศทางไหน  กว่าจะเริ่มนับหนึ่งให้ถึงสิบกันใหม่อีกครั้งจะต้องใช้เวลายาวเกินกว่าคาดคะเนอย่างแน่นอน  ใครที่เคยทำนายโชคชะตาราศรีของบ้านเมืองไว้  ไม่ว่าจะได้ชื่อว่าเป็นหมอดูหรือหมอเดา ขึ้นชื่อว่าเก่ง น่าจะบอกใบ้ให้ชื่นจิตชื่นใจกันบ้างก็ดีนะ  แม้จะรู้ว่า เป็นเพียงแค่ผักชีโรยหน้า ..ก็ตาม.. การฟิ้นตัวของเศรษฐกิจ กว่าจะเกิดขึ้นได้ ไม่รวดเร็วว่องไวดังใจนึกเหมือนกับการปฎิวัติ โดยผู้ที่มีอำนาจ (ถืออาวุธสังหารอยู่ในมือ)  จะทำอะไรกับประเทศชาติบ้านเมืองหรือกับประชาชน ก็ย่อมได้ ไร้การขัดขวาง.

การมีชีวิตมีลมหายใจอยู่างซังกะตาย เพื่อต่อลมหายใจไปวันต่อวันของพี่น้องชาวไทยในประเทศ  ลืมเสียเถิด เรื่องบันเทิงเริงรมณ์ แม้กระทั่งท่องเที่ยวเปลี่ยนบรรยากาศเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ ไม่ว่าจะเป็นใครจะอยู่ที่ไหน ส่วนไหน ภาคไหน ก็ไปเที่ยวได้ทุกภาคทุกส่วน รับรองความปลอดภัยให้ทุกคน แต่ก็ยังเฉาๆ กันอยู่ไม่กระดี้กระด้า อย่างที่คาดคิด   

สำหรับประชาชนชาวไทย ส่วนหนึ่ง มีฐานะปานกลาง  ลืมสิ่งทีเรียกกันว่า “ความมีชีวิตชีวา” ไปหมดแล้ว ส่วนคนที่ร่ำรวยล้นฟ้า ก็ปล่อยเขาไป อย่าไปให้ความสนใจกับคนเหล่านั้นให้มากนัก กับพวกประเภทที่ทำหยิ่งโยโสแมลงป่องหยิ่งผยองพแงขนดูถูกดูแคลนคนยากคนจน ไม่ยอมรับรู้ว่า ทางที่สื้นสุดของคนบั้นปลาย ก็คือความตายทุกรายเช่นกัน เศรษฐีก็ปานนั้น..ยาจกก็เท่ากัน

เราก็คนเขาก็คน..ไม่จำเป็นต้องก้มหัวให้ใคร   ส่วนชาวไทยในต่างประเทศ (มะริกา)  ส่วนใหญ่ยังเป็นห่วงเป็นใยญาติพี่น้องที่อยู่เมืองไทย .ไม่รู้ว่าจะต้องประสบโชคร้าย (ความเลวร้าย) .ความไม่แน่นอนอยู่ทุกวันนี้ กับสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทย พลอยทำให้ “ปวดใจ” ไปด้วย จากการติดตามข่าว ที่เกิดขึ้นในบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเองผันแปรเปลี่ยนไปในแต่ละวัน

เท่าที่สังเกตุเห็นได้ จากการเสนอข่าวเรื่องราวในประเทศไทย

ยื่งติดตามข่าวคราวกระชั้นชิดมากขึ้นเท่าไหร่ ยื่งทำให้เกิดอารมณ์ “บ่จอย” ไม่ค่อยจะกระตือรือล้นกับการงานและความเป็นอยู่ของตัวเองเท่าไรนัก ..เกิดอาการเครียด เข้ามาเบียดเบียนหัวใจ  ถ้าจะถามว่า “ รู้ว่าเป็นยังงั้นได้ยังไง” คำตอบก็น่าจะบอกได้ว่า ส่วนใหญ่หาอ่านหาดูได้จากหนังสือพิมพ์ไทยหลายฉบับที่ผลิตออกมาจำหน่ายจ่ายแจกในมะริกา  (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง.. ฉบับที่ชาวไทยในมะริกาส่วนใหญ่ ถือยู่ในมือฉบับนี้)

เรื่องภัยธรรมชาติยังไม่ค่อยจะเจ็บร้อนมากมายนเท่าไรนัก เพราะไม่ได้เกิดขึ้นจาการกระทำของผู้คน แต่ภัยเรื่องของ คนกับคน นี่ซิ ..ยังทำใจไม่ได้ ก็เรื่องการทำปฎิวัติรัฐประหาร รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เกิดขึ้นครั้งล่าสุด” เมื่อไม่นานมานี้ (คิดถึงเรื่องนั้นอยู่บ่อยๆ เลยรู้สึกว่านาน)  ใครเป็นใครก็รู้อยู่กับใจกันแล้วไม่ใช่หรือ ปฎิวัติแล้ว “รักษาการณ์” พอเหมาะพอสมน้ำสมเนื้อ ตามกาละเทศะ ตามกาลเวลาแล้ว ก็ควรปล่อยให้การเมืองเป็นเรื่องของประชาชน ดีกว่า น่าจะได้รับ “การให้อภัย” จากผู้คนที่ไม่เห็นด้วย กับการข่มขู่ผลักไส รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง  เท่าที่เป็นมา ประชาชนเจ็บปวดเกินพออยู่แล้ว...ประชาชนมีหัวคิดเหมือนกันหาใช่หัวหลักหัวตอแต่อย่างไรไม่..

เป็นเวลานานพอสมควร กับเริ่องการคืนงานบริหารงานประเทศ ให้กับประชาชนเลือกผู้บริหารเข้ามาเป็นรัฐบาลด้วยการเลือกตั้ง เรียกว่า ประชาธิปไตย หาใช่หน้าที่ของทหารกับการเข้ามาจัดตั้งรัฐบาลเอง  ทหารควรจะเป็นแค่ “เสาหลัก” คนละชนิดกับเสาหลักปักขื้ควาย  ทหารมีหน้าที่ป้องกันเอกราชของประเทศชาติ ไม่ต้องพูดกันมากน่าจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร.. ใครควรจะยืนบนพื้นที่ตรงไหน งานไหนเหมาะสมกับใคร งานป้องกันประเทศทหารรับไปได้เลย  ประชาชนเป็น “ผู้จ้าง” จากเงินรายได้ที่รัฐบาลหักออกไป เต็มเม็ดเต็มหน่วยคือ “เงินภาษี”  จากประชาชน ไปเป็นเงินเดือนของทหาร ชนิดไปกันได้แบบ “น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า”  ก็ว่ากันไป

ทหารกับการเมือง (การปกครองบ้านเมือง) กฏหมายของบ้านเมือง ”ทหาร” ก็ควรปฎิบัติตัวไปตามกฏหมายของบ้านเมือง ที่ใช้กับประชาชนด้วย  ตามอาญา กฏหมายของบ้านเมือง ย่อมจะต้องใช้ กฏหมายของประชาชนพลเมือง  ควบคู่ไปกับกฏเกณฑ์ ระเบียบวินัยของทหาร ทั้งยังมีศาล “ทหาร” มีที่จองจำของทหารเอง แยกออกต่างหากจากประชาชน เป็นความสมดุลย์ดีอยู่แล้ว มิใช่หรือ

ระเทศไทย ประกาศว่า มีการปกครองแบบปรระชาธิปไตย 

บางครั้งบางโอกาส ทหารก็ใช้กำลัง “ไล่รัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยมาจากการเลือกตั้ง” ด้วยอาวุธที่ได้มาจากภาษีของประชาชน (มิใช่หรือ) ขับไล่รัฐบาลที่มาจาการเลือกตั้ง..สรุปว่า ทั้งนักการเมืองและทหาร ต้องอยู่ถาบใต้กฏหมายที่ใช้กับประชาชนทั่วๆ ไปด้วย หรือว่าเมื่อเป็น ทหาร แล้วกฏหมายตามรัฐธรรมนูญ จะไปใช้กับทหารไม่ได้ พูดกันให้ชัดๆ จะได้เข้าใจให้ถูกต้อง เพราะยังเข้าใจว่า เมื่อทหารระดับกุมกองกำลังออกมาขับไล่รัฐบาลจากการเลือกตั้งของประชาชนได้แล้ว หัวหน้าคณะปฎิวัติ (จะตั้งตนเอง)  เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมกับ คณะ”รัฐมนตรี” ที่คณะปฎิวัตืเลือกเข้ามา (ส่วนใหญ่เป็นทหารที่ยังรับราชการอยู่)

ตัว (กระผมเอง) ยังอ่อนยังเยาว์ ปีกไม่กล้า ขาไม่แข็ง  ไม่ต่างอะไรกับ “ไก่อ่อน”  ทั้งยังไม่ประสีประสากับเรื่องของ“ไก่แก่” ที่เป็นแม่เล้า.. (ส่วนไก่แก่ตัวผู้ น่าจะเรียกว่า “พ่อเล้า”) กระผม ไก่อ่อน กำลังสอนขันเลยไม่เข้าใจว่าอะไรที่เรียกว่า “ประชาธิปไตย” เข้าใจ (เอาเอง) ว่า กฏหมายบางข้อจะเอาไปใช้กับทหารไม่ได้ ..”กฏหมายบ้านเมืองต่างกับกฏเกณฑ์ของทหาร ไม่น่าจะเหมือนกัน (เข้าใจว่า การทำปฎิวัติล้มรัฐบาล (จะวงเล็บไว้ว่า ไม่ผิดกฏหมาย ก็อยากจะเข้าใจ )  ย่อมทำได้ใช่ไหม..(แล้วยังไม่ผิดกฎเกณฑ์ของทหารด้วย น่าจะเข้าใจถูกนะขอรับ

กฏหมายที่ใช้กับประชาชนฉบับยังไม่ได้ยกเลิก มีข้อยกเว้นไว้ด้วยหรือไม่ว่า ถ้าพวกเขา (ประชาชน) มากันเป็นหมู่คณะใหญ่ ไม่มีปืนผาหน้าไม้มาด้วย แต่ใช้”ตะบอง” หรือใช้ หนังสะติ๊ก ยิงแทนปืน เพื่อ “จี้” รัฐบาลให้ยอมลงจากตำแหน่งหน้าที่ พวกที่ใช้กฏหมู่เหล่านั้นจะตั้งรัฐบาลใหม่ แทนรัฐบาลชุดที่ถูกจี้ออกไป..ได้อย่างสง่าป่าเผย..ไม่ผิดกฏหมาย คิดกันอย่างนั้นได้ไหม..

เรียนถามคณะ คสช. ไหนๆ พวกท่านก็หลวมตัวทำตามอย่างพวกกฏหมู่

เข้ามาทำงาน “บริหารประเทศ”อย่างเสี่ยงตายเพื่อประชาชนทั้งประเทศ?

งานใหม่นี้น่าจะมั่นคง เข้าใจว่า ตำแหน่งหน้าที่ในการเป็นคณะรัฐบาล

ไม่มี “เกษียณ”อายุ ถ้าจะถึงต้องหมดหน้าที่ มีอยู่สองอย่างเท่านั้น

 คือถูกประชาชน “ลุกฮือไล่ออก” กับ “(แก่)ตายคาเก้าอี้” เท่านั้นหรือ..

ขอให้คณะคสช.มีอายุมั่นขวัญยืนทั่วทุกท่านนะ.ขอรับครับ..กระผม.