Get Adobe Flash player

ฝันร้าย..โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

มีความรู้สึก “อึดอัดใจ”เพถราะ  “ฝันร้าย”  มานานประมาณมากกว่าสองปีเกือบจะถึงสามปีมาแล้วที่  คสช. ปฎิวัติหรือทำการรัฐประหาร รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้าคณะมิอาจจะพูดหรือเรียกได้ว่า ป็นประชาธิปไตย  (แม้แต่ครึ่งหรือเสี้ยวเดียว) ด้วยการยึดอำนาจประเทศมาด้วยการปฎิวัติ   เข้ามาบริหารประเทศแทนรัฐบาลที่มาจากการ “เลือกตั้ง” ของประชาชน  การ “ยึดอำนาจบริหาร” มิได้เข้ามาตามวิถีทาง “ประชาธิปไตย” ต้องตั้งคำถามว่า คณะปฎิวัติ หรือ คณะผู้ทำรัฐประหาร โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับการยอมรับ จาก อารยประเทศ ทั่วโลกหรือไม่..อายชาวโลกบ้างไหม  ที่ประเทศต่างๆ ส่วนใหญ่ปกครองกันด้วยระบอบประชาธิปไตย จากการลงคะแนนเสียงตั้งของประชาชนในแต่ละประเทศ

 ประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นครึ่งใบคล้ายๆ ลับๆ ล่อๆ ไม่เต็มใบ ที่ใช้ๆ กันอยู่ในประเทศไทย หรือจะเรียกกันว่า ประชาธิปไตย ครึ่งใบ  ก็ตาม มีมานานหลายปี พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ตามขั้นตอนของประชาธิปไตย  เพื่อให้เต็มใบ เมื่อถูกปฎิวัติ ก็กลับมา ตั้งไข่ล้ม ..ต้มไข่กิน ล้มคลุกคลุกคลานกันเรื่อยมา จะอีกกี่ครั้งก็ตามก็ต้องเรียนรู้กันเรื่อยไป กว่าจะมีประชาธิปไตย เต็มใบ เป็นเรื่องธรรมดาเสียแล้ว สำหรับประเทศไทย นับหนึ่งกันใหม่เรื่องของประชาธิปไตยกันไปหลายครั้งหลายหน (ก็ยังเป็นประชาธิปไตยไม่เต็มใบ)ก็ต้องว่ากันไป อดทนกันไปเรื่อยๆ  อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ “อำนาจเต็มๆ ”เรื่องการปกครองประเทศ อยู่ในมือของ “คณะปฎิวัติ”หรือ รัฐประหาร  จะเรียกว่า เป็นประชาธิปไตย (แม้แต่”ครึ่งใบ”ก็ยังเรียกอย่างนั้นไม่ได้ แม้จะอ้อมแอ้มเรียกก็ยังกระดากปากกระดากใจ เมื่อนึกถึงที่มาของ รัฐบาลที่มาจากการปฎิวัติ

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะอ้างเหตุผล หรือ (เล่ห์) กลใดก็ตาม การปฎิวัติที่มีต่อๆ กันเรื่อยๆ เป็นระยะๆ อย่างไม่วางวายน่าจะสิ้นสุดกันได้เสียที ล้าหลังหมดสมัยในสากลโลกนานแล้ว  (ถ้าจะเรียกว่าป่าเถื่อน ก๋ยังกระดากปากไม่น่าจะถึงขนาดนั้น) แต่ล้าหลัง “เฉิ่มและเชยไปแล้วในสายตาของชาวโลก”ก็ไม่น่าจะผิด การเข้าไปคุมอำนาจบริหารประเทศ  “ด้วยการปฎิวัติรัฐประหาร”มันน่าจะหมดสิ้นลงไปได้เสียที ไม่ว่าจะเป็นที่ประเทศไทย หรือประเทศไหนก็ตาม ที่มีความเป็น “เอกราช” รวมทั้งประเทศไทยก็ควรจะได้ชื่อว่าเป็น เอกราช เฉกเช่นประเทศที่เจริญแล้ว หรือจะเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา อยู่ (ก็ยังดี) ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกันไปตามขั้นตอนของระบอบประชาธิปไตยค่อยๆ เป็นค่อยไปไม่ดีกว่าหรือ  แม้ว่าจะต้องเรียนรู้กันไปตามขั้นตอน จนกว่าจะได้เป็นประชาธิปไตย (เต็มใบ)   โดยการพัฒนาผู้คนและการศึกษาให้เข้าใจคำว่า ประชาธิปไตย หลักใหญ่คือ การปกครองด้วย ประชาชน (ประชาชนเลือกผู้ที่จะเข้ามาปกครองด้วยเสียงส่วนใหญ่)  เป็นไปตามขบวนการ มิใช่เอะอะไร คนที่มีอำนาจบาทใหญ่ (ใส่ท๊อปบู้ท ถือปืน) เข้ามา “ยึดอำนาจ” การปกครองของประชาชน เพื่อประชาชน ถูกต้องแล้วหรือ

ขอเรียนให้ทราบว่ารายได้ของประชาชนพลเมืองแต่ละคนจะต้องถูกหักเอาไว้ เรียกว่า “ภาษี” ที่รัฐจะต้องแบ่งเงินที่ประชาชนเสียภาษีไปเป็นเงินเดือนของข้าราชการหลายกระทรวงทบวงกรม รวมทั้ง  “ ทหาร” ทั้งที่ร่วมทำการปฎิวัติ หรือไม่ได้ร่วมวงบรรเลงกับเขาด้วยก็ตาม ย่อมจะเรียกได้ว่า “ปลาข้องเดียวกัน” พลอยเหม็นไปตามๆ กัน  กลืนไม่เข้าคายไม่ออกไปด้วย

“คณะปฎิวัติ” น่าจะตระหนักว่า เงินเดือนที่พวกเขาเล่านั้นได้รับ เพื่อยังชีพเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว  เป็นรายได้ (เงินเดือน) จากภาษีของประชาชน (รับรู้กันหน่อย)

ท่านๆ ผู้มีเส้นมีสีขอรับ มีเรื่อง (จริง) ที่เล่ากันต่อๆ มา อยากจะให้ท่านๆ คณะผู้เปี่ยมล้นด้วยอำนาจและบารมี ทราบสักนิดคิดกันสักหน่อย  จากเรื่องเล่าขานกันต่อมาปากต่อปาก กลายเป็นไฟลามทุ่ง  เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า มีหัวหน้า “โจร” คนหนึ่งยกพวกจะเข้า “ปล้น” บ้าน..บ้านหนึ่ง ระหว่างทาง เกิดกระหายน้ำขึ้นมาอย่างแรง (ชนิดที่กว่ากระหายจนทนไม่ไหว) เมื่อไปถึงหน้าบ้านที่ตนต้องการเข้าปล้น เห็น “ตุ่มน้ำ” อยู่ข้างบันได ด้วยความกระหายจึงหยิบขันตักน้ำในตุ่มดื่มจนหมดความกระหาย กลับกระชุ่มกระชวยมีกำลังวังชาขึ้นมาจากการได้ดื่มน้ำในตุ่มนั้น  จึงเลิกคิดจะปล้นบ้านนั้นในบัดดล เพราะอะไรหรือ .. หัวหน้าโจรกลับใจสารภาพว่าตัวเองหายน้ำ จนเกิดความกระวนกระวายแทบจะสิ้นใจ  เมื่อได้ดื่มน้ำเพียงครึ่งขัน ทำให้รอดจากความไปตายได้ .. น้ำครึ่งขันช่วยชีวิตเขาไว้ เลยระลึกถึงบุญคุณเจ้าของน้ำขันนั้น น้ำจากตุ่มน้ำเจ้าของบ้านที่เขาตั้งใจว่า จะเข้าไปปล้น นั่นเอง ทำให้เปลี่ยนใจ

เรื่องของโจร ที่ระลึกถึงบุญคุณเจ้าของน้ำเพียงขันเดียวหรือครึ่งขัน เป็นเรื่องน่าคิดว่า ข้าราชการที่มีเงินใช้จ่าย ต่างๆ รวมทั้งอาหารการกิน จะนึกถึง “เงินเดือน” ที่พวกตนได้รับว่า เงินที่ตนได้มาเลี้ยงชีพและครอบครัว เป็นน้ำพักน้ำแรงที่ “รีด” มาจากเงินภาษีอากรจากประชาชน..บางคนเหลือเงินไปเลี้ยงดูครอบครัวน้อยกว่า เงินเดือนที่ตนได้รับเสียด้วยไป ประชาชนน่าจะมี “บุญคุณ” กับตนด้วยเช่นเดียวกัน.. คิดอย่างนั้นกันบ้างไหม? .. ส่วนผู้บังคับบัญชาที่มีคำสั่งให้พวกตนทำผิดกฏหมาย ( ปฎิวัติรัฐประหาร) ทั้งๆที่รัฐบาลก็คือ ผู้ทำหน้าที่อย่างหนึ่งให้กับประชาชนทั้งหลายเช่นเดียวกับ ทหาร ทำหน้าที่ป้องกัน ประเทศชาติ ก็ได้รับเงินเดือน (จากภาษี) ของประชาชน  หาใช่ผู้ที่ใช้ให้ตนเองร่วมปฎิวัติด้วยด้วยแต่อย่างไรไม่ จะรับคำสั่งให้ท้าย ทำลาย ผู้ที่มีอุปกการะคุณแก่ตน ..ถูกต้องแล้วหรือ ?

กี่ครั้งกี่หนกันแล้ว ตั้งแต่มีการยึดอำนาจการปกครองจากพระมหากษัตริย์ จากคณะปฎิวัติ ที่เรียกกันว่า “คณะราษฎร์” ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ ณ วันนี้ ไม่ค่อยจะรู้ตื้นลึกหนาบางกับการยึดอำนาจในครั้งนั้นกันเท่าไรนัก (เกิดไม่ทัน)  ความคิดความอ่านเรื่องทำปฎิวัติของ “คณะราษฎร์” ส่วนหนึ่งมาจากพวก "นักเรียนนอก"ที่ได้รับทุนการศึกษา (เงินภาษีของประชาชน) ไปเรียนต่างประเทศ กลับมาทำลายประเพณีไทยแบบ “หักพร้าด้วยเข่า” เอาแต่ได้ คิดอ่านยึดอำนาจการปกครองของประเทศชาติบ้านเมือง  อ้างว่า ประชาชนจะปกครองกันเองให้เป็น “ประชาธิปไตย” ตามอย่างประเทศตะวันตก ที่มีการเลือกตั้งให้ประชาชน คนใดหรือหมู่คณะพรรคการเมืองใด ขึ้นมาบริหารประเทศ   (ตามความเข้าใจคร่าวๆของผู้เขียนเอง) ชื่อของ นายปรีดี พนมยงค์ คือผู้ที่มีบทบาทมาก ในครั้งกระนั้น

แต่ความเป็นจริงประชาชนส่วนใหญ่ (ณ เวลานั้น) ยังไม่รู้ว่า “ประชาธิปไตย” คืออะไร เป็นเพียงแต่ได้รับรู้ได้ยินจากการยัดเยียด  “ เป่าหู” ประชาชน ให้เพ้อๆ ฝันๆ อย่างสวยหรูดูไม่จืด  ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่ง เข้าใจกันว่า ประชาชนจะได้ เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ไม่บอกความจริงว่า ประชาชนที่จะขึ้นมา “เป็นใหญ่ในแผ่นดิน” เหล่า คือ คณะผู้ที่เป็นเสาหลักในการปฎิวัติ เป็นกลุ่มที่จะเข้ามายึดอำนาจการบริหารปกครองแผ่นดิน เรียกตัวเองอย่างไม่กระดากปากว่า“คณะรัฐบาล”  แทนที่พระมหากษัตริย์ไทยคือ “สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”(แต่ละพระองค์) เป็นประมุขของแผ่นดิน

หาใช่ หัวหน้าปฎิวัติ ทำรัฐประหาร ขึ้นมา กุมอำนาจรัฐ เป็นใหญ่ในแผ่นดิน (แทน)  ควรจะรู้เรื่อง ประชาธิปไตย อย่างแท้จริงเสียก่อน คำจำกัดความสั้นๆ ที่เข้าใจง่าย ประชาธิปไตยไทยทุกวันนี้ “คือการปกครองด้วยประชาชน เพื่อประชาชน” แต่ยังพูดอย่างเต็มปากเต็มคำไม่ได้ว่า “ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย.”. ในบริบทคำจำกัดความ “โดยประชาชน..เพื่อประชาชน”

ผู้นำของประเทศไทยอ้างกันต่อๆมาหลายยุคหลายสมัยตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ ว่า “ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย แต่ความเป็นจริงนั้น ประชาธิปไตย “ตาย” ไปแล้วตั้งแต่ยังไม่ทันได้เกิด จะเห็นได้ จาก “อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย”.. ที่ตั้งอยู่กลางถนนราชดำเนิน (สี่แยกคอกวัว) บอกไว้เป็นนัยๆ ตั้งแต่เริ่มสร้างอนุเสาวรีย์ มาตั้งแต่ครั้งกระโน้น

การสร้างอนุสาวรีย์ทั่วๆ ไป  สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงบุคคลที่ประชาชนยอมรับกันว่า บุคคลที่ทำคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวงให้กับประเทศชาติบ้านเมือง การสร้างอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตยในประเทศไทย มีความหมายอยู่อย่างเดียวว่า “อนุเสาวรีย์” ถ้าไม่ใช่สิ่งของที่ไม่มีชีวิตแล้ว.. ก็หมายความว่า เริ่มก่อตัวเป็นชีวิตทารกที่ยังอยู่ในท้อง..ตั้งแต่ยังไม่เป็นตัวเป็นตน ตั้งชื่อกันไว้ล่วงหน้าก่อนว่า “ประชาธิปไตย” แต่ “แท้ง” ไปแล้วตั้งแต่ยังไม่ทันเกิด

ด้วยความอาลัยของคนปั้นเรื่องขึ้นมา จึงสร้างอนุเสาวรีย์เอาไว้ยืนยัน ล่อตาให้ดูให้เห็นว่า “ประชาธิปไตย.” เกิดแล้วในประเทศไทย  (มีอนุสาวรีย์ยืนยัน) ว่าเป็นเรื่องจริง ที่จริงเป็นเพียงความคิด..ความฝัน ของผู้ที่สร้างเรื่องขึ้นมาว่า “ประชาธิปไตย”  (เคย) มีจริง มีให้เห็น จับต้องได้ ถ้าใครไม่เชื่อ ไปดูได้ที่ อนุเสาวรีย์ ประชาธิปไตย บนถนนราชดำเนิน  (ที่สี่แยกคอกวัว)

ประชาธิปไตย ในประเทศไทยทุกวันนี้  มีแต่ “ทายาทอสูร” ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับความหมายว่าเป็น ”ประชาธิปไตย” แต่อย่างไรเลย ตั้งแต่ผู้ที่ชิงอำนาจของประเทศได้สืบต่อกันเรื่อยมา เริ่มจาก “คณะราษฎร์” จนถึงทุกวันนี้ มีแต่ ผลัดกันขี้นมาบริหารประเทศ (แต่จะต้องอยู่ภายใต้คำสั่งบังคับบัญชาของผู้กุมประเทศ (ตัวจริงสียงจริง) ภ้าขัดขืนแข็งข้อ จะอยู่ได้ไม่นาน

ใคร..หน้าไหนหรือ? จะเข้ามากุมอำนาจรัฐเสียเอง ...

อย่างที่รู้ๆ เห็นๆ กันอยู่ในปัจจุบัน..เอวัง...ก็มีด้วยประการฉนี้แล......