Get Adobe Flash player

ชีวิต..ที่ติดหล่ม โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

หรือ..เป็นเพราะว่า “ชะตาชีวิต…. ลิขิตหักเห” จะใช่หรือไม่ก็ตาม..เกิดความผันผวน รวนเรในชะตาชีวิตของตัวเอง ไม่เคยนึกไม่เคยคิด ว่าจะมาปักหลักอย่างหลวมๆ ชนิดที่เรียกว่า “รากงอกอยู่แอล.เอ.

ถึงแม้ว่ากาลเวลาที่ผ่านๆ มา  อยู่มะริกาอย่างเรื่อยๆ มาเรียงๆ ไม่เป็นแก่นสารหรือหาสาระอะไรไม่ได้  ไม่มีทั้งเงินทั้งกล่อง มีกล่องที่เห็นๆ อยู่ ก็แค่กล่องรองเท้า ที่เก็บกล่องเอาไว้ จะได้มั่นใจตัวเองว่า เคยมีรองเท้าดีๆ ใส่กดับเขามั่งเหมือนกันในชีวิตนี้ ส่วนอื่นๆ ไม่รู้จริงๆ ว่า ตัวเองต้องการอะไรในชีวิตหรือคิดจะต้องการอยากจะมีอะไร..อนาคตนั้นเลิกคิด เลิกฝันได้แล้ว ขอเพียงอย่างเดียว อย่าได้อดตาย เพราะอายหมา เท่านั้น ก็มากเกินพอแล้ว กับการชีวิตที่เหลืออยู่ม่นานนัก

การเกิดนานมีประโยชน์อะไหม รู้แต่ว่า เกิดมาผลาญข้าวสุก เท่านั้น ตั้งแต่ยังเป็นเด็กจนเติบใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ  ถ้าจะพูดตามพ่อแม่เคยสั่งสอนติเตียนว่า“โตจนหมาเลียตูดไม่ถึงแล้ว.. ยังไม่เป็นโล้ไม่เป็นพาอยากจะเป็น พ่อพวงมาลัย ลอยไปก็ลอยมายังงั้นหรือ  ยอมรับอยู่ในใจ.. ว่าน่าจะจริง เพราะตั้งแต่เกิดมาเป็นตัวเป็นตน หาแก่นสารหรือหาสาระอะไรไม่ได้เลย  เมื่อรู้สึกสำนึก ก็ยังคิดไม่ออก บอกไม่ถูกว่า จะใช้ชีวิตเฉาๆ แห้งเหี่ยวเกินวัย เหมือนที่ผ่านๆ มาอีกไหม ความเป็นอยู่คล้ายๆกับว่า “หายใจทิ้งไปวันๆ” สำนึกว่าน่าจะเลิกเสียทีดีไหม.. มีคำตอบอยู่ในใจว่า “ก็ย่อมได้” (คือยอมรับ)คิดอยู่ในใจเสียหน่อยก่อนว่า หนทางที่จะเดินต่อไปในวันข้างหน้า ขอเพียงมีความเป็นอยู่อย่างผู้อย่างคน มีกินมั่งไม่มีมั่ง ไม่ว่ากัน ยอมแพ้แล้ว ไม่ว่า จะอด หรือจะอยาก.. คิดได้แต่คงจะไม่ได้เหมือนใจ แต่จะเริ่มต้นอย่างไร เริ่มเมื่อไหร่ บอกตรงๆ ว่ายังคงค้างคาอยู่ในจิตคิดอยู่ในใจ.. แล้วจะตอบถูกหรือ ถ้าจะถามตัวเองว่า  ในวันและเวลา “ข้างหน้า” ที่เรียกว่า อนาคต นั้น จะเป็นอย่างไรต่อไป ยังมองไม่เห็น.คิดไม่เป็นว่าจะเลี้ยวลดคดเคี้ยวไปทางไหน . ความหวังข้างหน้าคือ หาอนาคตไม่เจอ..น่าจะเป็นอนาเคล็ดซะละมาก  หรือยิ่งว่านั้นควรจะเรียกว่า อนาถา  หรือน่าอนาจสมจริงๆ กับชีวิตความเป็นอยู่ในวันนั้น..และจะเป็นอยู่อย่างนั้นต่อๆ ไป อีกยาวนานในวันหน้า ก็ย่อมได้เช่นกัน  การมีชีวิตความเป็นไปและที่เคยเป็นมา ปล่อยให้วันเวลาผ่านไปอย่างเว้งว้างว่างเปล่า อีรุ่ยฉุยแฉกไป  “วัน..ต่อ วัน” จะเป็นอย่างนั้นอีกนานเท่าไร ก็ต้องถามตัวเองต่อไปอีกว่า “อนาคต” ที่มีเค้า (โครง)ให้เห็น? มีแต่ความมืดมิดดำสนิทถ้าจะเปรียบได้แค่เป็น “ก้อนถ่าน” เท่านั้นเอง อนาคตคงจะจู้ดจู๋ กำลังเร่งรีบลอยมาให้เห็นแล้วลางๆ แล้วแต่กรรมจะนำไป จะเบี่ยงจะเบนหันเหไปทางทิศไหนทางไหนอีกไม่รู้ ไม่มีอะไรแน่นอน..จนกว่าจะหลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี อยู่ไปวันๆ  อย่างทุกวันนี้ เรียกได้สนิทปากว่าเป็น “คนสิ้นคิด” ได้แล้วหรือไม่ อยู่อย่างหมาจนตรอก”ด้วยความจำเจ..จำใจ แล้วต้องจำยอม..น่ะ..ใช่เลย

ความขัดสนที่เคยวิตกกังวลเรื่อง ชักหน้าไม่ถึงหลัง (ใช้สตังค์เปลือง)  ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายไม่เคยพอเป็นสันดาน  (แบมือขอจากผู้ปกครอง) เหมือนย่ำเท้าอยู่กับที่ตลอดมา ไม่ต่างกับที่เคยประสบพบผ่านมานานเป็นระยะๆ ที่จริงควรจะพูดว่า น่าจะไม่น้อยกว่าสิบปีที่ผ่าน ๆ เคยคิดอยากจะมีความเป็นอยู่อย่างผู้อย่างคนเหมือนคนอื่นบ้าง..รู้จักการใช้เงินอย่างประหยัด  หรือว่า ฟ้าดินจะดลบรรดาลให้อยู่อย่างดักดาน สบายตัวหรือ  ที่ผ่านๆมาสบายตัวพอประมาณแต่หาความสบายใจ ไม่ได้ลย (โธ่เอ๋ย..กรรมของโก๋แก่)

พอเงินหมดก็อดๆ อยากๆ อยู่อย่างนั้นเรื่อยมา (ตั้งแต่มาอยู่แอลเอ.ใหม่ๆ) เป็นเวลายาวนานพอสมควร เคยถามตัวเองบ้างเหมือนกันว่า (ความเป็นอยู่ที่เคยอยู่สบายๆ) กลับกลายต้องอยู่อย่างกระเบียดกระเสียด กระเสือกกระสนมายาวนานน่าจะพอกันทีได้ไหม?  (ถ้ากลับเมืองไทยเสียทีดีกว่าไหม..กลับไปเป็น แมงดาเฒ่า เกาะพ่อแม่กินต่อไป)) หรือยังจะต้องอยู่ที่นี่ยาวต่อไปมากกว่านี้อีกนานเท่าไร เสียงแว่วมาก้องหูต้องก้มหน้าก้มตา เพราะน่าจะ“อายหมา” หรือเพราะเวรกรรมถูกฟ้าดินลงโทษ ที่เกิดมาเป็น “คน" ได้ เพราะ ชิงหมาเกิด (น่าจะใช่) หรือว่าที่อยู่มาได้ทุกวันนี้ จำจะต้องยอมรับว่า ตัวเองเกิดมาใช้กรรมเก่า  ไม่รู้ว่าทำกรรมเวรทำกรรมไว้กับใครตั้งแต่เมื่อไร..ชาติไหน.? ชาตินี้จึงสาหัสนักหนา . ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าน่าจะพอ “มีบุญ”(ค้ำกบาล) อยู่บ้างแต่ถูกกรรมบังเรื่อยมา

อยากจะคิด อยากจะพูด เรื่องของเรื่องที่รู้ก็รู้อยู่กับใจว่า ตัวเองเป็นคนไม่เอาไหน ..(หนักไม่เอา..เบาไม่สู้) คิดอย่างนั้นมานานแล้วว่า ที่ต้อง “ทนอยู่” (แอลเอ.) เพราะอยากจะอยู่อย่างผู้อย่างคนสักครั้งในชีวิต ขณะที่ยังมีลมหายใจอยู่ก็จะสู้ๆ (ถอยๆ) สู้มาแล้วแบบ ปากกัด..ตีนถีบ . ยังนึกฉงนอยู่ในใจตนเอง..อยู่ไม่รู้หายว่า อยู่มาได้ยังไง..ทั้งอดทั้งอยาก..ฝ่าฟันวิบากกรรมมาพอสมควรแล้ว  จนกระทั่งถึงทุกวันนี้..ทำไมจะต้องมาใช้เวรใช้กรรม ที่ “มะริกา” ด้วย  หรือว่า เคยทำเวรทำกรรมเอาไว้ในดินแดนแห่งนี้มาก่อน เวรกรรมจึงจิกหัวเอาตัวมาไว้ (ที่นี่) เพื่อรับกรรม..

อย่าไปโทษเวรโทษกรรมเลย  เพราะความจริงตั้งใจมาเอง เมื่อหลาสิบปีที่ผ่านไป (สมัยเมื่อเนื้อหนังยังไม่เหี่ยว) ทำท่าว่า “ข้านี่แหละ..พระเอก มาคนเดียว” บอกพรรคพวกเพื่อนพ้องน้องพี่ที่เคยคบหากันมาว่า (กรู) จะไปมะริกา เพื่อนๆ ต่างยิ้มกริ่มบนใบหน้าชนิดที่ว่าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง บางคนทำหน้าฉงน เตรียมคำตอบไว้ล่วงหน้า ถึงจะไม่มีใครถามตรงๆ ว่า หน้าหยั่งเม็งน่ะหรือ อยากจะดิ้นรนไปมะริกา.. อยู่ที่นี่ไม่เคยเห็นว่า เคยมีความอดทน..ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร..ไม่เคยสำแดงให้เห็นสักอย่าง ถ้าไปอยู่ที่นั่น จะอยู่ได้ยังไง.. (อยู่ยังงาย..วะเม็ง).. มันน่าจะถึงคราวตายหยั่งเขียด (ซะแล้วมั้ง) ถ้าไม่มีความอดทนอย่างที่เห็นๆ กันอยู่.. แถมยัง “ทนอด” ไม่ได้อีกต่างหาก  ไม่เอาไหนทั้งนั้น ไปมะริกาก็น่าจะพอรู้ว่า ต้องมีความอดทน แต่เรื่องทนอด” น่ะ ไม่รู้เหมียนกัลล์ว่าจะทนไปได้สักกี่น้ำ  

..เพื่อนเลยต้องอธิบายให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า “ความทนอด.ณ ที่นี้.หมายถึง “มิมีจะแด๊กส์” เข้าใจไหม.. ก่อนจะไปมะริกา น่าจะฝึกฝนตัวเองอดกินอดนอนเอาไว้ก่อน ไม่ใช่ว่าคิดจะไปสู้กับความมิมีจะแด็กส์ แค่คิดย่างเดียวเท่านั้นไม่ได้ ต้องไปสู้กับเรื่อง “แบกจ๊อบ” (แบกถาด) “ไหวมั้ย.”  (หรือรู้แล้วว่า “เตี่ยเอ็ง” กำลังจะล้มละลาย รอให้เตี่ยตายก่อนไม่ได้รึยังไง ..ก็ว่ามา..

หรือเห็นว่าเรื่อง “แบกถาด” (งานกล้วยๆ) ไม่น่าจะเป็นปัญหา แต่อยากจะให้รู้ไว้เพื่อความไม่ประมาท  “กันไว้ดีกว่าแก้”  เพื่อนอธิบายให้เห็นชนิด ค่อนข้างจะน่ากลัวอยู่สักหน่อยๆ ว่า “แบกถาด” เป็นงานที่(เอ็ง)พอจะหาได้ ถ้าไปมะริกาใหม่ๆ คือทำงานในร้านอาหาร (ค๊อฟฟี่   ช็อป) มีหน้าที่นำอาหารใส่ถาดไปให้ลูกค้า ที่นั่งรออยู่ที่โต๊ะ หลังจากที่สั่งอาหารจากเว็ตเตร็ส (ผู้รับออเด้อร์)  “คนแบกถาด” คือตัวเอ็งน่ะแหละ” จะต้องเอาอาหารตามสั่งใส่ถาดไปให้ลูกค้า ไปวางบนโต๊ะอาหารที่เขานั่งรออยู่ เข้าใจไหม ? มีประสบการณ์ในมะริกามาก่อน อธิบายต่อไปว่า ถ้าหากไม่มีลูกค้ามาก มีเวลาเหลือพอ “บอส” (นายจ้างหรือผู้จัดการ) จะจัดการให้ ไปช่วย ล้างถ้วยล้างจาน ในครัวหรือ ถ้าเป็นคนเข้าไปทำงานใหม่ๆเป็นบัสบอยส์. นอกจากจะทำหน้าที่ทั้งแบกถาดและทำความสะอาดในครัว แต่ยังจะต้องช่วย ดูแลขัดถูส้วมให้สะอาดอีกด้วย

เพื่อนอธิบายว่า งานที่กล่าวมาอย่างคร่าวๆ พอรับได้ไหม..เดี๋ยวจะหาว่า “หล่อ” ไม่เตือน  

ยังไง ..ยังไง..ก็ยังอยากจะบินไปมะริกา  ทั้งๆ ที่มีงานค่อนข้างดีทำอยู่แล้ว ในเมืองไทย (เป็นเด็กฝาก)  ทำงานอยู่กับบริษัทฯ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการบิน มีหน้าที่การงานแผนกบัญชีเกี่ยวกับตั๋วเครื่องบิน  ดูแลรับผิดชอบเรื่องนั้น เป็นหลัก งานไม่หนักแต่น่าเบื่อ..

ด้วยความตั้งใจว่า จะไปเป็นโรบินฮู้ดในมะริกาด้วยอีกคน ตามอย่างที่พนักงานบริษัทรุ่นพี่ๆ ทำไว้ให้ดูเป็นตัวอย่าง ไปหางานทำไปด้วย เรียนหนังสือไปด้วย ที่ต้องเรียนด้วยเหตุผลอีกอย่างคือ เพื่อต่อวีซ่า.. แต่ด้วยความซ่าส์(ของตัวเอง) ทำงานด้วยเรียนไปด้วยไม่ไหว   ส่วนใหญ่ผู้ที่มาด้วยวีซ่านักเรียนจึงกลายเป็นโรบินฮู้ด ยอมทิ้งให้วีซ่าขาด เล่นซ่อนหากับ “ท่านเกร์”(อิมมิเกรชั่น)อยู่กันคนละนานๆ นับเป็นปีๆ ถ้าโชคดีก็ยังมีสิทธิอยู่มะริกาได้ถาวร (แล้วแต่เล่ห์เหลี่ยมของใคร..จะใช้ยังไง.ก็ว่ากันไป). ใช่หรือไม่ สิ่งนั้นเองทำให้อยู่ทน หรือทนอยู่ได้กับกาลเวลาที่ผ่านไป จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี หลายๆ ปีเข้าก็เคยชินออกอาการ “รากงอก” อยากจะอยู่ต่อกันคนละนานๆ ไม่รู้ว่า จะกลับเมืองไทยไปเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ได้อย่างไรดี.(นั่นแหละเป็นเรื่องใหญ่).หมดวัยกระตือรือล้นในการแบกจ๊อบต่อในเมืองไทยไปแล้ว (ละเม็ง)

มองดูหน้าดูตา ตัวเอง (ส่องกระจกในห้องน้ำ) คลำต้นคอดูก็รู้ว่า “เหนียงยาน” แล้ว จะกลับไปทำงานอะไร (ให้เหมาะสมกับอายุ จะอ้างประสบการณ์ทำงานในมะริกา มันก็แตกต่างกว่าการงานที่เมืองไทย ..ทั้ง อายุยาวขึ้น (คล้ายผู้เฒ่า) เกินกว่าจะลากสังขารไปแข่งขันเรื่องการทำงานทำการกับวัยรุ่น ที่จบ “มหาลัย”ใหม่ๆ มีความรู้วิทยาการทันสมัย ทั้งยังกระชุ่มกระชวยเป็นชายหนุ่มเป็นหญิงสาวไฟแรง มีความกระตือรือล้น มีความรู้ความสามารถ ทันสมัยใหม่กว่า(คนสูงอายุ)    มันคนละศตวรรษกันแล้ว คือคนมีอายุมาก เรียกได้ว่า “แก่เกินแกง” หาได้มีน้ำยาอะไรอีกต่อไป เรื่องที่จะไปทำงานแข่งกับเด็กจบใหม่ๆ.. ความแคล่วคล่องว่องไว ม้าแก่อย่างตจะไปวิ่งแข่งกับม้าหนุ่มสาววัยคนองได้อย่างไร คนรุ่นเราลองเบนสายตาไปมองที่คอตัวเองในกระจก จะเห็นเหนียงยาน..บอกสังขารว่ายานหย่อนยับยู่ยี่ถนัดชัดเจน เห็นแล้วควรจะต้อง “ทำใจปลงสังขาร”

คนเคยผ่านวันรุ่น มาจนถึงวัยร่วง อยู่มะริกามานานอยากจะหอบสังขาร“ไปตายรัง” ก็ได้แค่นั้น  ส่วนตัวเอง ขอตายหยั่งเขียด.อยู่ในมะริกา อย่างผู้พ่าย” ไร้ราคา ไม่เรียกร้องไม่โหยหา..สิ่งใดๆ..อีกต่อไปกับชีวิตที่ยังมีลมหายใจแผ่วๆลงทุกที.

อยู่ทุกวันนี้..เพื่อรอวันนั้น.วันที่ลมหายใจแผ่วเบาจะขาดหายไป..นิ่งสนิท..

.คงอีกไม่นาน....เกินรอ..พร้อมที่จะคืนลมหายใจ.

กลับคืนให้ธรรมชาติอย่างไม่ควรจะเสียดาย..พร้อมแล้ว..ขอรับครับกระผม...