Get Adobe Flash player

ผิดฝา..ผิดตัว.. โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

การเมือง และ ศาสนา ทุกวันนี้เป็นเรื่องน่าเป็นห่วงมากยิ่งขึ้น คำว่า “ยิ่งขึ้น” นั้นหมายความว่า พอๆ กันทั้งการเมืองและศาสนาอยู่ทุกวันนี้น่าเป็นห่วงทั้งสองอย่าง ทั้งนี้ มีทั้งเรื่องการบ้านกับการเมือง เป็น”คนละเรื่องเดียวกัน” แทบจะหาคำจำกัดความทั้งการเมืองและศาสนา หาได้ไม่

ไม่ว่าจะเป็นการเมือง หรือ ศาสนา ก็ตาม ( ณ ที่นี้คำว่า “ศาสนา” หมายถึง พุทธศาสนาในประเทศไทย ที่ยังมีคำพูดอีกอย่างหนึ่งว่าส่วนใหญ่ของกลุ่มชนชาวไทย ยังน่าจะเรียกได้ว่า “มือถือสาก (ที่จริงถือบาตรพระให้เหมือนพระภิกษุจริง) ปากถือศีล” (มีสันดานโกหกหลอกลวงทั้งแต่เกิด) เป็นส่วนใหญ่

ไม่ว่าจะใน วัดวาอาราม”มีผู้ที่อ้างว่าเป็นผู้ ถิอศีล นุ่งเหลืองห่มเหลือง  บางคน เข้าไปบวชในโบสถ์วิหาร ปากก็กล่าว “วาจา” ว่า (ไปตามอุปัฌชาย์) ตามวิธีกรรมของศาสนา (แต่จิตใจหาได้มุ่งมั่นในการบวชเป็นภิกษุแต่อย่างไรไม่..ทั้งๆที่  โกนหัวเข้าโบสถ์เลียนแบบของจริง บวชจริง แต่จิตใจหาได้ตั้งใจบวชเป็นพระภิกษุจริงๆ แต่อย่างไรไม่ (รับจ้างบวช แก้บนก็มี)  นุ่งเหลืองห่มเหลือง ลวงตาผู้คนว่า “เป็นภิกษุ” แต่ความจริงจิตใจหาใช่ “ภิกษุสงฆ์” จะเรียกว่าเป็น “มนุษย์” ก็ยังไม่ได้ จัดได้ว่าเป็นอสูรร้าย.. “มารศาสนา” หรือ “เปรต ผีห่าซาตาน อสูรกาย” ในร่างมนุษย์ ที่ใช้เครื่องห่อหุ้ม8]6,ร่างกายเลียนแบบพระภิกษุ นั่นเชียว   เพื่อหลอกลวให้เห็นว่าเป็นภิกษุเท่านั้น

แต่ที่ชั่วช้าพอๆ กัน ยังมี ”เสือเหลือง” อีกหลายตัวหลายตน ที่ขาดจากการเป็นภิกษุมานานแล้ว เพราะกระทำเรื่องเลวร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เสพย์เมถุน”  ไม่ว่าจะต่อหน้าหรืลับหลังสาธุชน ใฝ่หาตัณหาราคะร่วมประเวณีกับสีกา เป็นข่าวเรื่อยๆ มา อย่างต่อเนื่อง ที่เห็นเป็นข่าวฉาวอยู่เมื่อเร็วๆ นี้ มีเด็กสาวนักศึกษา กำลังเรียนปริญญาเอกอยู่ ถูกสมภารวัด  (อายุเกินหกสิบปีไปมากแล้ว)  หลอกไปเสพย์เมถุน “เสือเหลือง” ตัวนั้น บวชมานานจนได้ตำแหน่งสมภารเจ้าวัด มีลูกศิษย์ลูกหา เป็นข้าราชการ ตำแหน่งใหญ่ๆ ในจังหวัดเป็นเส้นสายคุ้มครองปกปิดความชั่วให้  ปิดกันให้แซด เรื่องเสพย์เมถุน ของ เสือเหลือง ตัวนั้น คือสมภารวัดหนึ่งในจังหวัด (นั้นอีกน่ะแหละ) มีอิทธิพลเป็นทรชน หรือทรราชย์ ในจังหวัด (จัดได้ว่า เป็นหัวหน้าอันธพาลเลย ก็ว่าได้) มีกากระทำ “ข่มขืนชำเรา” ผู้หญิง ลูกศิษย์ลูกหาในหมู่บ้านมามากมายหลายต่อหลายคน  (รวมทั้งแม่ชี ที่อยู่ในวัดนั้นด้วย )

ในที่สุด เด็กสาวนักศึกษาปริญญาเอก เมื่อเสียตัวถูกข่มขืนครั้งแรก ก็ยอมเสียตัวอีกครั้ง  เพื่อสร้างหลักฐานมัด “เสือเหลืองกระหายกาม” ที่กำลังย่ามใจ ปะ ฉะ ดะ  ผู้หญิงในหมู่บ้าน   ต้องการถ่ายเทปเก็บไว้ เป็นพยานหลักฐาน ยอมเสียตัวอีกครั้ง (ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว)  แต่ด้วยความตั้งใจว่า จะใช้เทปที่บันทึก ความบัดสีบัดเถลิงของ ”เสือเหลือง” (สมภารวัดบ้ากาม)ตัวนั้น เมื่อถ่ายเทปเป็นหลักฐานได้แล้ว ก็บอกให้สมภารเฒ่าเจ้าเล่ห์ รู้ว่า มีหลักฐาน ความชั่วช้าทำอนาจาร” ถ้ายังไม่เลิก “ข่มขืนกระทำชำเรา” ผู้หญิงในหมู่บ้านอีก จะเปิดเทปที่ถ่ายทำไว้ แจ้งตำรวจ  (แล้วคงจะเรียกร้องให้ “สึก” เสียด้วยให้) ออกไปไกลๆ จากจังหวัดที่อยู่  ถ้าไม่เช่นนั้น จะไม่รีรอเปิดเผยความ “อนาจาร” ของเสือเหลือง ตัวนั้นด้วย พร้อมกับส่งหลักฐาน “การร่วมเพศ” ไปให้ ”เสือเหลือง” ดูด้วย ..(ในภานเห็น “เสือเหลืองเปลีอยกาย “ด้านข้าง” และมีผู้หญิงเปลือยกายด้านหลังด้วย

แต่ทว่า ..ความหน้ามืดหน้าด้านของสือเหลือง ผยองลำพองว่าเป็นผู้ที่มีอิทธิพล ลูกศิษย์ลูกหาเป็นคนใหญ่คนโต ในจังหวัด (ส่วนที่เป็นข้าราชการ) หาได้เกรงต่อบาป หรือเกรงเรื่อง “ติดคคุกติดตะรางแต่อย่างไรไม่ ทำเรื่องน่าบัดสี “ซ้ำ” เข้าไปอีก คือ แจ้งข้อหา (ไม่รฦว่าแจ้งด้วยตัวเอง หรือให้พวกข้าราชการ ลูกศิษย์ลูกหา แจ้งความให้) อ้างว่า  เด็กสาวที่ถูกทำอนาจาร ถ่ายเทปเอาไว้แบล็กเมล์  เรียกร้องค่าเสียหาย  (จากสมภารวัด) สามสิบล้านบาท  (ในเทปน่าจะเห็นชัดเจน ในข้อกล่าวหาว่า เสือเหลืองเสพย์ประเวณี ( ผิดศีลผิดข้อห้ามทางพุทธศาสนา)  และผิดกฏหมายอาญาของบ้านเมืองด้วย ข้อหาข่มขืนกระทำชำเรา (ตามตัวบทกฏหมาย ก็ตาม) ในเทปปฎิเสธไม่ได้ว่า เสือเหลืองสมภารเจ้าวัด เสพย์เมถุนจริง เจ้าคณะสงฆ์จังหวัดนั้น ควรมีคำสั่งให้ “สึก” หมดจากความเป็นสงฆ์ได้ทันที ไม่ต้องรีรอห่วงใยว่า นักศึกษาสาว จะอายุเกินความเป็นเด็ก(หญิง) ตามกฏหมายไปแล้วก็ตาม หรืออ้างว่า “นักศึกษาหญิง “ระดับปริญญาเอก จะแบล็ดเมล์เสือเหลือง เรียกงินค่าเสียหาย จะอางอย่างำรกำด้ แต่ประจักษ์พยานในเทปชัดเจนอยู่แล้ว  เรื่องนั้นตัดไปได้เลย (ไม่ว่าจะจริงหรือไม่ แต่ผู้เขียนเองไม่เชื่อว่า จะเป็นการแบล็คเมล์) แล้วอ้างว่า “เสือเหลือง” ถูกขู่เอาเงินถึงสามสิบล้าน (เขียนบทผิดเขียนใหม่ได้นะ สักล้านเดียว ล้านที่อยู่บนหัวของเสือเหลืองนั่นแหละ(เอาโซ่คล้องคอไว้ ก่อนจะเอาไปตัดหัว (ล้าน) 

หญิงสาวทีมีวัยเกินเด็ก (หญิง) แล้ว มีการศึกษาและมีความผู้ ความกล้า ทีคิดกำจัด “เสือเหลือง” ล่อลวงเสพย์เมถุน ( ครั้งแรกเข้าใจว่า เป็นการข่มขืน รวมทั้งครั้งที่สอง เพื่อหาหลักฐานมัดตัว “เสือเหลือง”   ตั้งแต่ครั้งแรก “เสือเหลือง” ก็ยากที่จะหนีข้อหากระทำชำเราได้พ้นผิดไปได้   ถ้า “เสือเหลือง” ยังคงสภาพเป็น “สมภารเจ้าวัด” อยู่อีกละก้อ ..ความเสื่อมของศาสนา.. ก็น่าจะถึง”ล่มสลาย” ถ้ายังไม่ช่วยศาสนาให้พ้นจาก “พวกบ้ากาม” ที่แปลงตัวเข้ามาเป็น “เสือเหลือง” ไม่ว่าจะมีพรรษาหรือบวชมานานเท่าไรก๊ตาม

กระผม..คิดไม่ออกบอกไม่ถูกแล้วละว่า เมืองไทยจะก้าวหน้า..หรือถอยหลังอย่างไรในอนาคต จะเปิดเป็นเมือง “ฟรีเซ็กซ์”ก็เข้าท่าเข้าทีดี (ให้มัยอิ๊บอ๋าย ไปตามๆ กันประชาชนชาวไทยที่อ้างว่า นับถือศาสนาจะต้อง “อับอาย ขายหน้า”กันไปหมดทั้งประเทศ โดยเฉพาะผู้แต่งเครื่องแบบข้าราชการที่รับผิดชอบ ด้านกฏหมายเกี่ยวกับความอยู่รอดปลอดภัยของประชาชน จากพวกผู้ร้ายไม่ว่าจะบ้ากาม ฉกชิงวิ่งราว..ถึงกระทั่งปล้น..ฆ่าเจ้าทรัพย์ 

ส่วนผู้ที่ทำหน้าที่รับราชการ โดยเฉพาะด้านการปกครอง

เปลี่ยนโลโก้ (น่าจะแปลว่า เครื่องหมายการทำงาน “ราชการโดยเฉพาะอย่างยิ่ง  “ตำรวจ” ช่วยกัน ตรวจ จับพวกข้าราชการที่ถือ “โลโก้

มือหนึ่งถือตำรา “กฏหมาย” ที่ไม่เคยเรียนรู้ (ถึงจะเรียนก็ยังไม่รู้เพราะทิ้งอำไว้ในห้องอบรมเรียนรู้ ..นั่นแหละ”เขาละ)

“มือหนึ่งถือคันไถทั้งๆ ที่ยังแต่ง “เครื่องแบบ” อยู่อย่างเท่ห์ๆ อยากจะเรียกว่า มันเป็นเรื่อง “ผิดฝา..ผิดตัว” ไปกันใหญ่แล้ว 

การเมืองและศาสนาก็เช่นเดียวกัน จึงเกิดสิ่งที่เรียกว่า “ผิดฝาผิดตัว”  พูดง่ายๆ ว่า ชื่อไปอย่าง การกระทำ ไปอีกอย่าง

อย่างที่พูดๆ กันว่า “ศาสนาเสื่อม” พูดถึงเรื่องบัดสีบัดเถลิงชนิดที่เรียกว่า พอให้เข้าใจกันไว้บ้าง ..หรือ เพื่อทำความเข้าใจกันไว้จะได้คิด..ให้ถูกต้องว่า ศาสนา หาได้เสื่อมลง แต่ประการใดไม่ “พระธรรม” คำลั่งสองของ สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  ทีนก็ยังคงเหมือนเดิม ที่เปลี่ยนไป คือ “จิตมนุษย์” ต่างหากที่เปลี่ยนไป  กลายเป็นคน จิตใจแข็งกระด้าง (ทำแต่เรื่องสัปดนใครเป็นคนสั่งสอน ?)  ไม่เชื่อฟังพระธรรมำสั่งสอนของพระองค์ (สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า)  อ้างว่า เป็นคนนับถือศาสนา(พุทธ) แค่เอาไว้ ตอบคำถามในสมัครต่างๆ ว่านับถือศาสนาอะไร อ้างกันนักกันหนาว่า “นับถือพุทธศาสนา”  (เป็นส่วนใหญ่) เพราะประเทศไทย มีศาสนาพุทธ เป็นศาสนาประจำชาติ

ทุกวันนี้ มีพอๆ กันทั้งสองอย่าง ทั้งแหลกเหลกทั้งเหลกแหลว.. ยากส์ที่จะฟันธงลงไปได้ทั้งสอง ถ้าอยากจะให้”ฟันธง”ลงไปพอให้เข้าใจคำจำกัดความ

ศาสนาเสื่อม (เพราะคน) การเมืองทราม (เพราะคน เช่นเดียวกัน)

การบ้านการเมือง การปกครอง เรียนกันมา ก็ไขว้เขว..กันหมด.. เป๋..ไปคนละทิศคนละทาง ตำหรับตำราที่เรียนๆ กันอยู่ เอาไปใช้ให้เหมาะสมกับการที่เรียนรู้มา กว่าจะจบปริญญาตรีก็ประมาณว่า จะต้องใช้เวลาเรียน แต่ละสาขาวิชา จบมา ทำงานรับเงินค่าจ้าง เท่าที่กำหนดราคาเอาไว้ เหมือนสินค้าตาม ตลาด ร้านค้าทั่ว ๆไป จบตรี โท เอก ก็ว่ากันไปตามอัตราว่าจ้าง ความรู้ความสามารถ ก็ดูเอาเองว่า จบมาสาขาไหน มีความรู้ในสาขานั้นๆ แน่นะ..

จะเล่าให้ฟังเรื่องจริงที่ประสบกับตัวเองมีอยู่ว่า เคยทำงานแผนกบัญชี เกี่ยวกับเรื่องการโดยสารเครื่องบินทำอยู่ในตัวเมือง ไม่ใช่ที่แอร์พอร์ท ทำงานอยู่ในบริษั ที่สำนักงานใหญ่ (สี่พระยา) เรื่องเกี่ยวกับเก็บและจ่ายตั๋วโดยสารให้พนักงานออกตั๋วโดยสารเป้นคนทำ  และเรื่องการรับจ่ายเงิน การบัญชีรายงาน ที่จะต้องผ่านสำนักงานใหญ่ก่อน ผมไม่จบปริญญาเหมือนพนักงานส่วนใหญ่ แต่ก็ทำหน้าที่รับผิดชอบเรื่องงาน “บัญชี”ได้ ตามแนวทางออกแบบที่บริษัทวางหลักการทำบัญชีไว้  ใครจะรับผิดชอบมากน้อยกว่ากันเท่าไร อยู่ที่ต้องเข้าใจวิธีทำงานซึ่งบริษัทออกแบบไห้ จะให้ทำอะไรที่จะต้องทำก่อน อะไรที่จะทำทีหลัง  ส่วนไหนที่จะต้องส่งให้ ผู้รับผิดชอบที่เหนือขึ้นไป และส่วนไหญ่จะต้องติดต่อ กับใครบ้าง คนในบริษัท ด้วยกันเอง หรือ กับสำนักงานของสายการบินแต่ละบริษัท อหรือหน่วยงานอื่นๆ ที่ไม่ใช่กับคนทำงานอยู่ในสำนักงานเดียวกัน

สำนักงานใหญ่บริษัทฯ  ต่างๆที่เราเข้าไปทำงานเป็นขี้ข้าเขา .. ผลการทำงานที่ได้รับคือเงินเดือน ถ้าทำงานผิดพลาดบ่อยๆ แต่ “เป็นเด็กฝาก” เส้นแข็ง..ก็ย้ายตำแหน่งหน้าที่ไปแหมะไกลหูไกลตาหน่อย ถ้าจับพลัดจับผลูเข้ามาเอง มาง่าย..ก็ไปง่าย(ผิดนิดผิดหน่อย “ไล่ออก” ง่ายๆ  ผมเรียนเรื่องบัญชีมาพอสมควร รู้แต่เพียงรับซ้ายจ่ายขวาแล้วก็ทำงานตามแบบแผนที่บริษัทฯ ออกแบบมาให้ทำ เรียกว่าความรู้วิชาที่ติดตัวมาสมัยเรียน เก็บเข้าลิ้นชักโต๊ะเอาไว้ก่อน เปลี่ยนงานเมื่อไหร่ ค่อยมาทบทวนความรู้เบื้องต้นกันใหม่ ..อีกที

แล้วบริษัท ก็มีคนทำงานใหม่เข้ามมาอยู่แผนกเดียวกัน หมอนั่นหน้าตาบอกว่า “เป็นคนแก่เรียน” ไม่รู้ว่าจะเป็นความซวยของผม หรือของเขา คนข้ามาใหม่ๆ มาเป็นผู้ช่วยก่อน พื่อเรียนรู้การทำงาน  (ก็เขาละ) ทำงานไป..บ่นไป..ขัดคอกันไป.. บอกให้ทำยังงั้นยังงี้..เจ้าประคุณก็จะทำอย่างโง้นอย่างงั้น เป็นคนละเรื่องเดียวกันอยู่เสมอ.. ชอบบ่นว่า“นี่หรือเรียกว่าบัญชี..ไม่เคยเรียนไม่เคยรู้ จากที่เรียนมาจากมหาลัย” บอกชื่อมหาวิทยาลัยดังซะด้วย ผมเลยต้องขอร้องแทบจะต้องพนมมือกราบกรานว่า ขอให้ทำอย่างที่บริษัทฯ ทำกันมาเถิด อาจจะเป็นการทำบัญชีแบบโบราณเมื่อปีมะไว้.. "เอ็งคงจะไม่ได้เรียนมาหยั่งงั้น” เอ็งไปพูดกับสมุห์บัญชีที่นั่งหัวโด่อยู่นั่นเสียหน่อยนะว่า “เอ็งทำบัญชี ที่ผิดหลักวิชาที่เอ็งเรียนมา..ไม่ได้” ไปบอกเขาเถอะ อย่าลืมถามเขาด้วยว่า จ้างมาทำบัญชีหรือทำบันทึก เอาให้แน่..สักอย่าง

ได้ผล. ตามที่แนะนำให้ไว้.. สมุห์บัญชีหยิบกระดาษเปล่าส่งให้เขาแผนหนึ่ง ขอให้ช่วยไปพิมพ์ “ลาออก” สาเหตุ เพราะไม่สามารถจะทำบัญชีที่บริษัทฯ ออกแบบไว้ให้ได้ จึง “ขอลาออก” ลงชื่อไว้แล้วกลับบ้าน”ได้ทันที

ก็เพราะว่าสมุห์บัญชีไม่ได้เรียนจบบัญชีทางเมืองไทย  เขาไปเรียนและฝึกงานจาก “ต่างประเทศ” เอามาใช้ที่เมืองไทย..เท่านั้นเอง