Get Adobe Flash player

อยู่อย่าง...สับสน โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

คำให้พรของผู้ใหญ่ได้ยินบ่อยๆ ที่ชอบอวยชัยให้พรกับเด็กๆ รุ่นลูก รุ่นหลาน ตัวเองสมัยเมื่อยังเป็นเด็ก เคยได้ยิน “ผู้หลักผู้ใหญ่” อวยชัยให้พร ยามเมื่อผู้ปกครองพาไปหาญาติผู้ใหญ่ พรที่ได้รับมาบ่อยๆ ว่า “อายุมั่นขวัญยืน”นะลูก

เป็นความปรารถนาดี ตามความคิดความเห็นของ “ผู้ใหญ่” ที่เคารพนับถือ ยิ่งเป็น ปู่ ย่า ตา ทวด ก็รู้สึกปลาบปลื้มใจ คิดอยู่เสมอว่า ท่านให้พรมาด้วยความความรักความเอ็นดู โดยไม่มีคำว่าประสงค์ร้าย พ่วงท้ายมาด้วยแต่อย่างไร มั่นใจว่า เป็นอย่างนั้น คำอวยชัยให้พรที่ได้รับมา ความเป็นไปในภายภาคหน้าจะสมพรปากหรือไม่ จะเป็นอย่างไร จริงหรือไม่จริง สมหวังหรือผิดหวัง  ถึงเวลาโตพอจะต้องรับผิดชอบด้วยตัวเองก็รู้ว่า คำอวยพร ที่รับมา “ขอให้สมพรปาก”  จะเป็นไปตามที่อยากเรียกว่าขอให้เป็น “วาจาสิทธิ” น้อยคนนัก ที่จะเป็นไปได้ตามคำอวยพรที่ได้รับมา.. ใครหรือจะเป็นคนลิขิตเส้นทางเดินของชีวิตให้กับเรา ที่เห็นๆ คือส่วนที่พ่อแม่ให้เรามามากมาย   คือความรัก ลูกเของใครก็รัก พ่อแม่ก็ต้องการให้บุตรธิดา เป็นคนดี มีฐานะอยู่อย่างสุขสบายๆ  ยิ่งถ้าหากว่า ถ้าบิดามารดามีสตุ้งสตังค์ เหลือกินเหลือใช้ ให้ลูกๆ ถลุงเล่น อย่างสบายอกสบายใจ ทำให้ความต้องการของบุตรธิดา มีความสุขในการดำรงชีวิตอย่างสบายๆ ไม่ขัดสน มีกินมีใช้จากเงินที่พ่อแม่สะสมเอาไว้ อาจจะมีมากเกินพอ เรียกว่าเหลือกินเหลือใช้ หรือมีพอท้วมๆ ไม่ยากไม่จน แต่ไม่ถึงกับร่ำรวยเกินไป พอที่จะส่งเสียเลี้ยงดูลูกๆ ได้เป็นอย่างดี พ่อแม่เองก็คงจะสบายใจได้ว่า ลูกๆ คงจะมีความสุขสบายในชีวิตของแต่ละคน (แต่คงจะสมหวังไปได้ทุกคน ทุกครอบครัว)

ลูกๆ มีความสุขสบายพ่อแม่ก็จะได้พลอยโล่งอกโล่งใจคลายความห่วงใยลงไปได้ด้วย  แต่ว่าความจริงที่เห็นๆ อยู่ รู้แจ้งเห็นจริงกันมาบ้างแล้ว ว่า การเกิดมาเป็นมนุษย์ทุกวันนี้ จะอยู่ดีกินดี  มีที่อาศัย อย่างสุโขสโมสร (ส่วนใหญ่) ไม่ง่ายอย่างที่คิดกัน  ที่พูดๆ มานั้น เก็บเล็กผสมน้อย จากประสบการณ์ที่ผ่านมา รวมทั้งประสบการณ์ของ “กะเหรี่ยงคนหนึ่ง” มาอยู่มะริกา จนเคยตัวกับ ความเป็นอยู่ที่ผ่านมากว่าครึ่งกว่าค่อนชีวิต อยู่อย่างหงิกหงอย คุดคู้เหมือนเป็น “คนรู” อีกต่างหาก

สมัยเมื่อมาใหม่ๆ มีผ้าห่มหนึ่งผืน หมอนหนึ่งใบ จะกินจะนอน (ซุกหัว) ตรงไหนก็ได้  (ยกเว้นห้องนอนเท่านั้น) นอนระเกะระกะไปทุกแห่งกระทั่งห้องครัว (ยกเว้นห้องส้วม) อยู่มานาน (แบบหะมาจนตรอก) ไร้ทางหนีทีไล่ ทั้งจนปัญญาและสิ้นคิดในมะริกา  (เมื่อครานั้น) เรียกว่ามีชีวิตติดลบ ลำบากกว่าอยู่เมืองไทยบ้านเกิดเมืองนอน ( “คิดผิด”แต่ขอสู้ต่อไปอีกสักระยหนึ่ง) แต่ยังปลอบใจตัวเองว่า นี่คือการ เรียนรู้ ควรจะจดจำใส่กระโหลกเอาไว้ “ชีวิต” ที่ผ่านมาเนิ่นนานพอสมควร อยู่อย่างสลดหดหู่ (ใจคอหดเหี่ยว) อยู่ไปวันๆ หงอยเหงา (ในป่าคอนกรีตแห่งนี้..มาแล้วนานแสนนาน)

อัน “ตัวเราของเรา” (ตัวกูของกู) มันจะเป็นยังไง..ก็ช่าง.. “ลี้หน้า” (ไม่ใช่หนีหนี้มา ขอบอกว่า อาจจะหนี้ความชอกช้ำ เจ็บอก..เหมือนตก (ต้น) ตาล  สะเออะ มาไกลถึงเพียงนี้แล้ว จะใจเสาะกลับไปตาย รัง (บ้านเก่า) อย่าง “หมาหงอย” กระนั้นหรือ ในเมื่อมัน “จนตรอก” ถึงขั้นไม่มีอะไรจะยากส์ลำบากมากกว่าความเป็นอยู่ถูๆ ไถๆ จนชิน  ก็อยู่มันเสียตรงนี้.. อยู่เสียที่นี่..ให้ “สะใจ” ตัวเอง หรือมาสุดซอยแล้ว สิ่งที่เห็นอยูข้างหน้า คือ “ทางตัน” .(ทั้งที่นั่นเมืองไทย และที่นี่ มะริกา) . จะดิ้นรน (หารูรอด)ไปไหนอีก.. อยู่ที่นี่ ยังไม่ค่อยจะอายใครเท่าไหร่นัก.. กลับบ้านคนรู้จักบ้านช่อง พี่ๆ น้องๆ ญาติๆ ของตัวเอง น่าจะทำความพะอึดพะอม.. ให้ใครต่อใคร ..ถ้าจะกลับไปทำงานที่เดิมอีก..คงจะไม่เอาแน่..”อายหมา” อยู่ทุกวันนี้ตั้งแต่ครั้งกระโน้นก็น่าอายเพื่อนร่วมงานพอแล้ว ..จะกลับบ้าน (กรุงเทพฯ) อย่างผู้แพ้ตลอดกาล ก็ให้อับอายขายหน้า (ทุกผู้ทุกคนที่รู้จัก) คลำหน้าคลำตาตัวเองแล้วยังรู้สึกว่า “หน้ายังไม่หนาไม่ด้านพอ”  อยู่ๆ ไปก่อนให้ “หน้าด้าน” กว่านี้อีกสักหน่อย..ค่อยกลับ “ยอมรับว่า เป็นผู้แพ้ชะตาชีวิต  ” อย่างไร้ทางสู้  ทั้งยังตั้งความหวังไว้ว่า  “สักวันบุญมา..ชะตาคงดี” ถ้ายังมี ลมหายใจอยู่ไม่สูญหายไปไหน.. ชีวิต..ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน อยู่ที่นั่น ( เมืองไทย) กับอยู่ที่นี่ (ลอส แองเจลิส) ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น..เหมือนกัน  อย่างเพิ่งรีบร้อนกลับไปน่าจะดีกว่า อยู่ดูตัวเอง อีกสักหน่อยก่อนกว่า มันจะตกต่ำไปถึงไหนอีก

อยู่ที่นี่ (แอล.เอ) อย่างสงบเสงี่ยมเจียมตน.. เป็นแค่ “คน”  (เพราะรูปร่างหน้าตาก็เหมือนคน) ไม่มีใครเขามาสนอกสนใจอะไรหรอก.. เป็น “กระเหรี่ยง”(เหงาหงอย) อีกคนหนึ่งในมะริกา ..จะเป็นไรไป ไม่มีใครจะมาถามถึง “โคตรเหง้าเหล่ากอ” หรอก  ไม่ว่าใคร..ต่อใคร.. ต่างก็เอาตัวเองให้รอด..กันเสียก่อน ไม่ต้องไปสอดรู้สอดเห็นว่าใครเป็นใคร.. “ตัวใคร..ตัวมัน.”. ไม่ต้องสนใจใคร.จะทำตัวพองหยิ่งผยองยะโส   (เพราะมีฐานะดี )ไม่มีใคร”สน” หรอกเอ็งเอ๋ย. จะบอกให้ว่าถ้าจะ ทำเป็น “คางคกขึ้นวอ” กับกะเหรี่ยงด้วยกันนั้น มันจะได้อะไรขึ้นมา..เหรอ..เม็ง” อยู่กันคนละทิศคนละทางต่างตนต่างอยู่ ตัวใครตัวมัน อย่าเหยียบตีนกันดีกว่า..(เพระคนที่ถูกเหยียบ.. อาจจะโต้ตอบด้วยการ “เหยียบหน้า” คนที่มาเหยียบตีนก็ย่อมจะเป็นไปได้

มาเห็นความเหลื่อมล้ำต่ำสูง ค่าของคนอยู่ที่ใครจะ “มีเงินมีทอง” มากน้อยกว่ากัน คิดอย่างนั้นก็ย่อมได้ “ตัวใคร..ตัวมัน” อยู่แล้ว.. แต่อย่าแสดงออกให้ “เว่อร์” มากนัก  เพราะยังมีคนที่เรียกว่า “ ผ้าขี้ริ้ว..ห่อทอง” ในหมู่ของกลุ่มชนชาว “กระเหรี่ยง” ตามสายพันธุ์ และถิ่นกำเนิดอีกมากมายที่เขามี “จิตสำนึก” กว่าเหล่า “คางคกขึ้นวอ” แต่ละตัวที่เคยเห็นมา  เพราะด้วยเหตุนั้นกระมัง ใน “กลุ่ม” ของผู้นำในสังคม จึงได้ยินเสียงบ่นอย่างนหนื่อยหน่าย น่าเห็นใจว่า  “เรา “ (กระเหรี่ยง) ไม่รักกันมันก็น่าคิด ความเป็นคนนั้น เหมือนกันโดยรูปพรรณสันฐาน จะสูง ต่ำ ดำ ขาว มันก็เป็น “คน”  มีคำพูดประโยคหนึ่ง ที่น่าฟังว่า “คนเห็นคน..เป็นคน.. นั่นแหละคน คนเห็นคนไม่ใช่ “คน” (ก็คนนั้นแหละ) หาใช่คนไม่

ทุกวันนี้.. กระเหรี่ยงที่นี่ (แอล.เอ.)  เรื่องการกระทบกระแทกกันค่อยเบาบางลงบ้าง (เพราะจับกลุ่มกันไม่ติด) กลุ่มใครกลุ่มมัน ชุมชน (ชาวกระเหรี่ยง) แยกย้ายกันไป (ตามเหตุผลของแต่ละคน)  เมื่อหลายสิบปีก่อน ส่วนใหญ่ (กระเหรี่ยง) รวมตัวกันอยู่ พบปะกันในเขตฮอลลิวู้ด โรงโบว์ลิ่ง  พบหน้าค่าตา อย่างมีไมตรีต่อกัน  อาจะเป็นเพราะว่า ไม่ค่อยจะเห็นหน้าค่าตา “กระเหรี่ยง”ด้วยกัน บ่อยๆ อย่างจำเจ   สมัยเมื่อยังไม่ค่อยจะมีร้านอาหารไทย (หรือยังไม่มีเลย)  เหมือนวันนี้ เมื่อไม่นานนัก ไม่กี่สิบปีที่ผ่านไป เท่านั้นเอง 

เคยพบปะ (ไม่ถึงกับสังสรร) กับมะริกันชนบางคนในเขตฮอลลีวู้ด  พวกเขาเคยไปเมืองไทย หรือบางคนเคยไป เคยอยู่ในเมืองไทยมาบ้าง เดินสวนทางกันเขาก็ได้ยินเสียงทักทาย “สวัสดี” มาก่อน เราต้องละล่ำละลักตอบเขา อย่างกุลีกุจอว่า “สวัสดีครับ” ด้วยความรู้สึกดีใจอย่างไรบอกไม่ถูก อยากจะเอาคำว่า “สวัสดีครับ” ไปทักทายกระเหรี่ยงด้วยกันบ้าง มองหน้ามองตา เห็นอากัปกริยาของ กระเหรี่ยง (ลืมตัว) บางคนก็อ้าปากไม่ขึ้น รู้สึกว่า (ตัวเอง) น่าจะกลายเป็น “ตัวประหลาด”  รู้สกได้จากหน้าตาและกริยาท่าทาง อ้าปากพูดไม่ออก แต่อยากจะยกมือไหว้ “ขออภัย” ที่ไปมองหน้าท่าน (เพราะคิดว่า ต่างก็ควรจะมีน้ำใจทักทายซึ่งกันและกัน) แล้วก็เลย “อึ้งกิมกี่” พูดไม่ออกบอกไม่ถูกว่า “ อะไรกันนี่”อย่างงงๆ พร้อมกับอยากจะพูดต่อไปว่า “ ผมกลัวแล้วครับ” หรือเป็นเพราะว่าการที่เราจะอ้าปากกล่าวคำว่า “สวัสดี” ด้วยความรู้สึกว่าต่างก็เป็นกระเหรี่ยงด้วยกัน แต่ทำไมเขากลัวเหมือนว่า เรา “อ้าปาก..จะกัดเขา” ยังงั้นแหละ เอาละครับเพราะความ “กลัว” ว่าถ้าไม่เคยเห็นหน้าเห็นตาและไม่เคยทักทายกันมาก่อนก็ไม่จำเป็นที่จะต้องกล่าวคำว่า “สวัสดี” หรือว่า  น่าจะเป็นธรรมเนียมของ “กระเหรี่ยง” ที่นี่ไม่รู้ว่าเป็นธรรมเนียมใหม่ของกระเหรี่ยงใน มะริกา ทั่วๆ ไปหรือไม่?  เพราะกลัวจะได้รับคำตอบว่า “ เป็นธรรมเนียมของ กระหรี่ยงที่นี่”  แต่ละท่าน  (หรือแต่พระองค์ท่าน) ไม่ชินกับคำทักทาย  หรืออยากจะให้ทักตามภาษามะริกัน..มันก็ยังกระดากปากอยู่..พูดไม่ค่อยออกเหมือนกัน ก็เลยเป็นอันว่า เอาไว้เจอกันที่เมืองไทย..ถ้ายังจำหน้าจำตากันได้ ก็จะทักท่านๆ ว่า “กู้ดมอร์นิ่ง” กันล่ะครับ

ทุกวันนี้สังคมไทยแทบจะชินหน้าชินตากันมากข้นมี   “กระเหรี่ยง” อยู่มากมาย  แทบจะกระทบไหล่กันในงานต่างๆ ที่จัดกันข้นมา  “กระโดดโลดเต้น เป็นแร้งเป็นกา” จนล้นฟลอร์เต้นรำอย่างน่าสนุก แต่สำหรับ “วัยร่วง” (แถมรุ่ง      ริ่งรุงรัง (อย่างตัวเรา) ความเป็นกระเหรี่ยงในตัวเอง .ยังอยู่ครบเช่นเดียวกันเกับ “กระเหรี่ยง” ส่วนใหญ่ผู้ที่ยังไม่อยากหนีเผ่าพันธุ์ ของตัวเองที่เรียกว่า               “กระเหรี่ยง” ) มีความรู้สึกภูมิใจที่ได้รับรับธรรมเนียมปฎิบัติของบรรพบุรุษถ่ายทอดมาให้โดยสายเลือด ยังคงมีอยู่ ทั้งศิลป และวัฒนธรม

ขอกราบเรียนด้วยความมีคารวะกับผู้หลักผู้ใหญ่ “กระเหรี่ยงชน” ใน มะริกา ที่สืบสานประเพณีวัฒนะธรรมกันมา อย่างต่อเนื่องน่านิยม ช่วยกันปกป้องรักษาความ ศิลปวัฒนธรรมประเพณี กันไว้เท่าที่จะทำได้ ถือว่า เป็นการทดแทนบุญคุณของ บรรพบุรุษให้คงเส้นคงวาไว้  (เท่าที่จะทำได้)

อย่างน้อยๆ เราก็จะเห็นว่า “วัดไทย” ในมะริกา (ทุกวัด) เห็นๆ กันอยู่ น่าจะเป็นศูนย์รวมของความเป็น “กระหรี่ยง” เอาไว้ได้ อย่างน้อยๆ ก็”ศาสนา” ประจำชาติเช่วยกัน “บูรณาการทะนุบำรุง “ รากเง่า” (อย่าเข้าใจผิดว่าเป็น “งี่เง่า” นะขอรับ)รากเง่าของบรรพบุรุษเอาไว้ ตราบที่เราๆ ยังมีลมหายใจกันอยู่

ยังจดจำเนื้อเพลง (กระเหรี่ยง) เพลงหนึ่ง มีวรรคหนึ่งยังฝังลึกอยู่ในใจว่า

“ชาติประเทศเหมือนชีวา ราษฎร์ประชาเหมือนร่างกาย

ถ้าแม้ชีวิตมลาย..ร่างกายก็เป็นปฎิกูล”

ชีวิตคนเราทุกวันนี้..กระโดดโลดเต้นกันไปตามบทเพลงของธรรมชาติ

ในที่สุด....ถ้าชีวิตมลาย..ร่างกายก็เป็นปฎิกูล.. เท่านั้น...เท่านั้นเอง.

เป็นสัจจธรรมของชีวิต ...ที่ยังหนี “กรรม”ไม่พ้นด้วยกันทั้งสิ้น..