Get Adobe Flash player

“ลุงตู่”ชะตาชีวิต..รุ่งสุดกู่.. โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

ยอมรับ..ละครับว่า เรื่องเจ้าบทเจ้ากลอนของ “ภาษาไทย” สละสลวยแบบว่าราบเรียบระรื่นหู ภาษาไทยของเรา แต่ละคำ แต่ละประโยค ทั้งร้อยแก้วร้อยกลอน เป็นดอกสร้อยร้อยเรียงกัน เป็นภาษาเรียกได้ว่า “ เป็นเจ้าแห่งภาษาสวยงาม”ไม่แพ้ภาษาหนึ่งภาษาใดในโลกมนุษย์ จะฟังทางหู หรือ อ่านดูทางตา ไม่ว่าจะเป็นภาษาของชาติไหนๆในโลกนี้ การออกเสียงภาษาไทย ถ่ายทอดออกไป เป็นคำพูดน่าจะสู้เขาได้ สบายมากทีเดียวเชียวละ...

ภาษาเขียนขึ้นมาเป็น โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน  เขียนสอดรับกันราบรื่นละมุนละไม มีสัมผัสลึกซึ้งได้ความรู้สึก ทั้งวลีหรือทั้งประโยค แบบว่า หวานหูไม่รู้หาย หรือ แสบสันต์เข้าไส้...ไปถึงทรวง  แถมทั้งยังมีลูกเล่น “หยิกแกมหยอก” ถ้าเรื่องของเรื่องเป็นเรื่องตักเตือนกัน จะถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดหรือภาษา เรียกได้ว่า “ตบหัวแล้วลูบหลัง” ถ้าจะใช้คำพูดเบาๆ หน่อย ก็น่าจะพูดว่า  “หยิกเล็บเจ็บเนื้อ” ไม่น่าจะถึงกับ “จิกหัวมาตีเข่า” เป็นการเตือนความจำ(ให้เข็ดหราบ)ด้วยความหวังดี เรื่องบางเรื่องบางที บางครั้งก็มีความประสงค์ร้ายผสมลงไปหน่อยๆ แบบเกิดหมั่นไส้ขึ้นมานิดๆ ใช้วลีถากถางกันบ้างเล็กน้อยปะปนอยู่ด้วย พร้อมๆ กันไปพอได้อรรถรส ทั้งยังเป็นการแนะนำ “คนปากพล่อย” ที่พูดอะไรไม่ค่อยจะคิดก่อนพูด (ประโยคที่พูดๆ ออกมาที่ไม่มีอรรถรสวาจาทั้งแบบว่า “ตบหัวแล้วลูบหลัง”) ถ้าป็นอาหารก็จะไม่มีรสชาด หวาน มันส์ เค็ม เผ็ด แซบๆ เป็นเครื่องปรุง  ก็คงจะเรียกได้ว่าพูดจา สุนักข์ไม่รับประทาน (ใช้ภาษาสวยเกินไปหน่อย น่าหวาดเสียว) ถ้าจะพูดแบบบ้าน ..บ้าน (นอก) เอื้อนเอ่ยวาจาแบบสุนักข์ไม่รับประทาน คน “พื้นบ้าน”เขาจะพูดว่า “พูดจาหมาไม่แด็กส์”  คนที่ชอบพูดจาประชดประชัน  คงจะเป็นเพราะว่า สมองน่าจะติดหล่มอยู่ในน้ำครำ สมองช้า ปัญญาสกปรก อีกต่างหาก หรือเพราะว่ามีมันสมองน้อยกว่าปกติชน ทั่วๆ ไป ความคิดความอ่านช้ากว่าปากพูด (พล่อยๆ) เรียกว่า “พูดก่อนคิด” แต่เท่าที่เห็นๆ มา โดยเฉพาะจากปาก “นักการเมืองไทย” มักจะเป็นคนที่ถูกเปรียบเทียบว่ามักจะพูดอะไร แบบว่าไม่มีหูรูด  “พูดก่อนคิด”จนมีคำเตือนเอาไว้ล่วงหน้าว่ า  น่าจะคิดก่อนพูด หรือตักเตือนให้รู้ไว้บ้างว่า  พูดดีเป็นศรีแก่ปาก พูดมากปาก (อาจจะ) มีสี ยิ่งพูดถึง บางสิ่งบางอย่างที่ไม่สมควร ไม่ว่าจะเป็นการพูดเรื่องจริง หรือเรื่องอิงนิยาย หลุดจากปากออกมาแล้วต้องถือว่า“คำพูดเป็นนาย” (ตัวผู้พูดอาจจะถึงกาลบรรลัย ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต (เหลืออยู่อย่างเดียว “หัวโต”)  ยิ่งถ้าพูดในที่สาธารณะ พูดพล่ามเลยเถิดมากขึ้น เรื่องที่พูดไม่เข้ารูหูใคร มักจะถูกกระจายเรื่องที่พูดไปไกลๆ ให้รับรู้ต่อๆ กันไป  อย่างเป็นข่าว (เรื่องเล่า) ที่ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา “จ้อ” (แต่ไม่ฮ้อ) กับนักข่าว ไม่ว่าจะเป็นทางวิทยุ หรือ ที.วี. เคยติดตามดูอยู่บ้าง แต่เลิกดูแล้ว เพราะรู้ตัวดีว่า ทนไม่ได้ หรืออดสงสารไม่ได้ ที่นักข่าวถามอะไรขึ้นมาบ้าง แม้ว่าบางเรื่อง นักข่าวถามแบบ “ขี้หมูราขี้หมาแห้ง..” ก็รู้ๆ อยู่ว่า เป็นเรื่อง “หยิกแกมหยอก”  เพื่อไม่ให้บรรยากาศขึงขังมากนัก (นายกฯ) หน้าดำคร่ำเครียดกับคำถาม “จี้ใจดำ” ผู้ถูกถาม “พูดไม่ออก บอกไม่ถูก” เลยเล่นบทเครียดเข้มขึ้น พูดจากแบบ (อย่าให้เซดเลย) เก็บอาการไว้ไม่อยู่ ออกงิ้ว..(ตวาดแว๊ด)ทำท่าขึงขัง) “หน้าสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน” กลายเป็นหน้าสามเหลี่ยมคางแหลมตาเหลือก (ที่จริงตาโปน) ไปในทันที (หรือจะเรียกว่า “หน้าเหลือสองนิ้ว ก็ไม่น่าจะใช้ได้ .. ..) ขอโทษที..(เพราะผม) ไม่รู้ว่า “หน้าสิ่ว..หน้าขวาน” (เป็นยังไง)..ก็เลยจินตนาการไม่ออก.. ถ้าคิดมากเดี๋ยวจะเกิดประสาท(แด็กส์) ประสาทรับประทานไปซะเปล่าๆ ยาปราสาทนอแรต ที่ว่ากันว่าช่วย “ระงับโรคประสาท” ได้ผล ..เมืองที่ผมอยู่นี่ ไม่มีขายเสียด้วย    

ท่านนายกฯ ลุงตู่  ของใครต่อใคร. ..(ผมไม่เคยรู้จัก..ไม่เคยเห็นตัวจริง ทั้ง “เสียงหล่อ” ก็ไม่ค่อยจะได้ฟังถนัดนัก จะเป็นเพราะว่าผม “หูตึง” ก็ไม่น่าจะใช่ จะหาว่าผมไม่ค่อยจะมีปัญญา   เรื่องที่ใครๆพูด ก็แค่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง  ยิ่งเป็นเสียงพูดของ “ลุงตู่” ที่บังเอิ้น..บังเอิญได้รับฟังมาบ้าง รู้อยู่อย่างเดียวว่า “เสียงหล่อ” แต่ฟังไม่ค่อยจะรู้เรื่องรู้ราวที่ ”ลุงตู่” กำลังถูลู่ถูกัง กรอก “รูหู” คนฟังอยู่ก่อน  ฟังแล้วเคลิ้มไปจนถึงหลับๆ ตื่นๆ เลยไม่รู้เรื่องว่า “ลุงตู่” พูดอะไรมั่ง..  ) ขอถามหน่อยว่า ที่พูดๆ ถึง “ลุงตู่” น่ะ.”ลุงตู่”..เป็นใคร ได้ยินใครๆ พูดถึงอยู่นั่นแหละ คนที่ใครเขาเรียกเขารู้จักทั้งบ้านทั้งเมือง ใช้คำนำหน้าว่า “ลุง” มีอยู่คนเดียว พูดคำว่า “ลุงตู่” ที่ใครๆ แต่ (ตัวเอง)  รู้จักแต่ชื่อ “ลุง” ที่มีอารมณ์ขันอยู่คนหนึ่ง(จากหนังสือ) ชื่อ“ลุงเชย”  ท่านโด่งดังยิ่งกว่า คนรุ่นลูกรุ่นหลาน (ในนิยายเรื่องเดียวกัน) ที่มีชื่อ พล. นิกร. กิมหงวน.. เอ๊ะ ..นึกขึ้นมาได้ว่า ตอนเด็กๆ รู้จักชื่อที่คนรุ่นราวคราวเดียวกับผม เรียกชื่อลุงท่านนั้นว่า “ลุงถิง” ก็เลยรู้ว่า คนเฒ่าชะแร..แก่ชรา ที่เรียกๆ ชื่อคำนำหน้าว่า “ลุง” มีอยู่สามคน คนแรก ชื่อ “ลุงถิง”.. คนที่สองชื่อ “ลุงเชย” คนที่สามชื่อ  “ลุงตู่” เลยแอบถามเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันว่า “รู้จักชื่อเสียงเรียงนามของทั้ง “สามลุง ไม๊..” นิสัยใจคอแต่ละคนหรือสรรพคุณเป็นยังไงมั่ง. เพื่อนเลยบอกว่า ถ้าเอา “ลุงถิง” ผสมกันเข้ากับ “ลุงเชย”   ทั้งสองลุงนั้น ผสมกันเข้าด้วยกัน .. นั่นแหละ..จะกลายเป็น “ลุงตู่” ได้ผสมกลมกลืนเป็นเนื้อดียวกันแล้ว  นั่นคือสรพพคุณของ “ลุงตู่” ชื่อเสียงของ “ลุงตู่” น่าจะถูกบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ประเทศไทย เมื่อ “ลุงตู่” สิ้นบทบาทลงเมื่อไร ชื่อเสียงจะคงอยู่ ไม่ต่างกับ “ลุงแซม” ของมะริกาเลยทีเดียวเชียวละ..

ผมรู้ว่าชื่อ“ลุงแซม” กับ มะริกา แยกกันไม่ออก พูดถึง “ลุงแซม” ใครๆก็เห็นภาพใหญ่ “เมืองลุงแซม” หมายถึง ประเทศมะริกา..

แต่ถ้าจะถามผมว่าถ้าเอ่ยุถึงชื่อ“ลุงตู่”จะนึกถึงประเทศไทย. หรือไม่

ตอบได้ทันทีว่าคนชื่อ “ลุงตู่”จะได้ชื่อว่าเป็นตัวตลกที่สุดในโลก

ถ้าเอา”ลุงถิง”“ลุงเชย” ผสมกับ“ลุงตู่”เข้าด้วยกัน

จะกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันใช้ชื่อเดียวกันจะกลายเป็น.“ลุงตู่.

ชาวโลกจะได้นักการเมืองอินเตอร์ “ตลกที่สุดในโลก” ชื่อ “ลุงตู่” ใช่เลย