Get Adobe Flash player

ความวิบากยากจะแก้ไข..หรือ?..โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

ชีวิตนี้ มีเรื่องให้คิดให้ติดอยู่เป็นรอยช้ำอยู่ในอกนรกอยู่ในใจ ติดต่อกันเรื่อยมา เมื่อมีประกาศทางวิทยุกระจายเสียงว่า “ขอให้ประชาชนอยู่ในความสงบ เพราะทหารทำการปฎิวัติ”

การปฎิวัติอ้างเรื่องการปกครองของประเทศ (เกิดขึ้นบ่อยมาก) ส่วนมากการปฎิวัติในประเทศไทยมักจะเกิดขึ้นจากน้ำมือทหาร (บก) เป็น “หัวหอก” ลงมือก่อนแล้วค่อยบอกกล่าวให้หน่วยที่มีกำลังรบ ทหารอากาศ ทหารเรือ ควรจะให้ความร่วมมือ หรืออยู่เฉยๆ ไม่ขัดขวาง ก็ได้ไม่ว่ากัน เรื่อง “ปฎิวัติ” เป็นเรื่อง ทีใครทีมัน ทีเอ็งข้าไม่ว่า ทีข้า..เอ็งอย่า (เสือก) ขัดขืน  ถ้าไม่ร่วมมือก็ขอให้ร่วมใจอยู่เฉยๆ อย่าขยับจับอาวุธ แล้วจะดีเอง ทนุถนอมยอมกันไว้.. ทีใครทีมัน ทีเอ็งข้าไม่ว่า ทีข้าเอ็งอย่าขัดขวาง   อย่าคิดแปลกแยกไปจากที่ขอร้อง ไม่มีช่องทางใดๆให้เลือก “รอไว้กินตามน้ำ” อย่าตั้งป้อมคัดต้านหรือต่อสู้ (กับผู้ที่มีความพร้อมมากว่า) ไม่มีทางหลีกเลี่ยง หรือจะเรียกว่าการปฎิวัติที่ผ่านมาเป็นการผลัดกัน มัดมือชก ก็ย่อมได้ ครั้งนี้ ทหารน้ำ ทหารฟ้า หน่วยอื่นไม่รู้ นอกจากทหารดิน (ขอเป็นเจ้าภาพหน่วยเดียว)  ต้อง “ขอโทษ”ที่ไม่กระตี๊กระต๊า แค่ให้รู้ระแคะระคายเอาไว้เป็นน้ำจิ้มบ้างเล็กๆ น้อยๆ  (ขอโทษที ที่ทำให้เดินหน้าก็ไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ดี) อยู่กันเฉยๆ ทำไม่รู้ไม่ชี้ น่ะดีแล้ว ถ้ารู้มาก่อน วันสองวันล่วงหน้าว่า จะมีการปฎิวัติ กอยู่เฉยๆ น่ะ ดีแล้ว  ว่ากันไปเรื่อยๆ มาเรียงๆ  ไม่ต้องถือสาไม่ว่ากัน เมื่อรู้กระทันหัน ว่าประเทศจะถูกปล้น (เอ้ย..ไม่ใช่ว่ะจะถูกปฎิวัติ)โดยคนในใกล้ชิดของรัฐบาลเอง  ทหารหน่วยอื่นๆ ไม่ต้องเข้ามาผสมโรงด้วย  (ไม่เป็นไร..ทำเองได้อยู่แล้ว) ถ้าอยากจะช่วยจริงๆ ขอเพียงให้ หยวนๆไปก่อน อาบน้ำแต่งตัวไปรายงานตัวที่หน่วยสังกัดของตัวเอง ขั้นตอนมีอยู่เท่านั้น จะได้ไม่ต้องให้ถึงกับเลือดตกยางออก  เลือดนองเหมือนเดือนสิบสองน้ำนองตลิ่ง ท่วมล้นปริ่มๆ อยู่ริมขอบถนน ไม่น่าจะถึงประมาณนั้น ถ้าหากไม่มีทหารน้ำ กับทหารฟ้าเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย (อย่าดีกว่า เดี๋ยวจะต้องไปขัดใจกันทีหหลัง)

สังเกตกันบ้างไหม จากการถ่ายทอดหรือถ่ายทำรายงานจากทีวี. (เผยแพร่ไปทั่วโลก) เห็นว่ามีแต่ทหารดิน เท่านั้น ที่คุมหน่วยงานสำคัญๆ อยู่ เมื่อ “ยึดอำนาจบริหารแผ่นดิน” ครั้งหลังสุดรวบรัดรวดเร็วถึงอกถึงใจ ถึงลูกถึงคน อย่างไม่น่าเชื่อตา ว่าจะมีการปฎิวัติขึ้น เงียบเชียบเรียบร้อย ดูจากข่าวของสื่อมวลชนฯ ก่อนหน้านั้นไม่มีข่าวมากมายอะไร เมื่อไม่นานมานี้  ยังเคยเห็น ผู้บัญชากการทหารบก (หัวหน้าคณะ คสช.) เดินประกบเป็นคนรักษาความปลอดภัยให้กับ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อครั้งไปเยือนประเทศเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงประเทศไทย  (ถ้าจำไม่ผิด คือ ประเทศสิงคโปร) ด้วยอาการนอบน้อมถ่อมตน เดินกระหนาบอารักขานายกฯ อย่างใกล้ชิด แสดงถึงความสนิทสนมจงรักภักดีต่อ นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ประมาณว่า “มดไม่ให้ต่าย..ไรไม่ให้ตอม” ท่าทีแสดงให้ใครต่อใครเห็นเป็นประจักษ์ ประชาชนก็เป็นปลื้ม..ที่เห็นผู้  บัญการทหารบก แสดงออกด้วยท่าที ที่ไม่ต้องอธิบาย เห็นปุ๊ปก็รู้ปัป ว่า “มีความจงรักภักดีกับนายกรัฐมนตรีอยู่ท่วมล้นหัวใจ” ต่อมาจึงเห็นชัดๆ ว่า (จากภาพข่าว) ณ วันนั้น เมื่อผู้บัญการทหารบก แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดี.. ต่อนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์  ไม่ว่าใครต่อใคร ก็ต้องเชื่ออย่างสนิทใจได้เลยว่า ผบ.ทบ. แสดงให้เห็นกันแล้วอย่างชัดเจน จะแจ้งประจักษ์ตาคนทั่วโลก น่าจะเชื่อใจได้ว่า  เรื่องปฎิวัติในประเทศไทย “ไม่น่าจะเกิดขึ้นอีกต่อไป” (อย่างน้อยๆ ก็ในสมัย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่)  ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศเชื่อขึ้นเรื่อยๆว่า การบริหารงานในตำแหน่งผู้นำของประเทศ คือตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  จะนำประเทศไทยให้เดินหน้าไปในทางที่ถูกที่ควรเรื่องเศรษฐกิจ เป็นหลัก  (อย่าเอาไปเปรียบเทียบกับเศรษฐกิจ เมืองไทยในวันนี้) ด้วยความหวังว่า “รัฐบาลก่อนหน้านั้น คือรัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ตระเตรียมนโยบายทางเศรษฐกิจไว้เป็น “โร้ดแม็บ” เอาไว้แล้ว เหมือนเป็น “แผนที่” ทำไว้ให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้สบายมากๆ

รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนชาวไทยทั่วทุกมุมเมือง จะได้ไม่ต้องคลำทาง เหมือนกับ “คนตาบอดคลำช้าง” อีกต่อไปไม่ต้องเดินเหมือนคน “ตาบอด” เดินคลำทางกระโดกกระเดก กระดกหน้ากระดกหลัง  เป๋ไปเป๋มาจนตกบ่อตกท่อ หกล้มคลุกคลานหัวปักหัวปำ หัวคมำหัวโน ไปตามๆ กัน ถ้ายังไม่ปล่อยมือ? “มือไหนหรือ”  (มือที่คนนตาบอดคลำช้าง ไปจับปลายหางช้างเข้า ปลายหางช้างมีขนขึ้นเป็นเส้นๆ ยาวๆ กระจุกใหญ่ (จะเรียกว่าขนหรือผม ก็ได้ตามใจ)ขนหรือผม ยาวกว่าผมหรือขนส่วนอื่นๆ ของช้าง)  น่าจะเหมาะกับช้าง สัดส่วนอื่นๆ แต่สำหรับผมยาวเป็นกระจุกนั้น คนตาบอดกำลังคลำช้างอยู่น่าจะคิดว่าเป็น “หนวดช้าง” เหมาะเหม็งกับช้างที่น่าจะมีหัวโตน่าดูถ้าผมกระจุกนั้นคือ “หนวดช้าง” น่าจะเหมาะสมกว่าส่วนอื่นๆ  “แสดงว่าความเชื่อของคนตาบอดคนนั้นจาการที่ได้สัมผัสมากับมือ เชื่อสนิทใจว่า มือที่ “คนตาบอดคลำช้าง”ได้สัมผัสกับขนยาวๆที่ลูบคลำอยู่นาน ทั้งยังคลำอยู่นั้น ฟันธงลงไปได้เลยว่าเป็น “หนวดช้าง” ส่วนเนื้อ ที่อยู่ใกล้ๆ เนื้อตัวช้าง อยู่ใกล้ๆ กับตัวช้าง เป็นวงกลมๆ นั่นคือ ปากช้าง ทำให้มั่นใจว่าขนช้างส่วนที่ยาวๆ เป็นกระจุกน่าจะเป็นทั้ง “หนวดบนปากช้าง”   แน่ ๆ  ยืนยันได้ ประกอบกับที่คลำผ่านไปแล้วด้านที่ติดอยู่กับโคนหางช้าง นั้นก็เป็น “ปากช้าง” รู้มาก่อนแล้วว่า ปากช้างนั้นเป็นรูปกลมๆ ริมฝีปาก มีเนื้อล้วนๆยื่นออกมาไม่มีขน  (ถ้าเป็นคนเรียกว่า “ปากจู๋” คลำดูก็น่าจะเป็นปากช้าง ที่เคยเห็นจากจินตนาการ เนื้อล้วนๆ เป็นวงรี ที่กำลังคลำๆ อยู่..ใต้หนวดช้าง นั่นคือ “ปากช้างอย่างแน่นอน”

ไปรู้ว่าว่า เป็นยังไง ทำไมถึงไปพูดเรื่องช้าง ช้าง ช้าง เข้าก็ไม่รู้.

ถ้าหากว่า นายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ณ วันนี้ มึความรู้ทางเศรษฐกิจ เรื่องราวรากฐานทางเศรษฐกิจของประเทศไทย น่าจะเน้นให้เห็นว่าจะไปทิศทางไหน ? เพื่อความอยู่รอดของประเทศ นั่นก็เหมือนเป็นทางออกของประชาชนพลเมือง  ในยามนี้.. ที่จะต้องดิ้นรนกันตัวเป็นเกลียว หัวเป็นน๊อต ระอาใจกับรัฐบาลปัจจุบัน คันๆ ปากอยากจะพูดว่า ที่ไปยึดอำนาจเขามา แล้วก็เกิดวิเวกวังเวงใจปวดหัวตัวร้อน อยู่ทุกวี่ทุกวัน รู้อยู่กับใจว่าเศรษฐกิจของประเทศไทย ณ วันนี้ เป็นอย่างไร ทั้งด้านเศรฐกิจ ตกสะเก็ด ทั้งความเป็นอยู่ อาหารการกิน   ทั้งยังน่าเป็นห่วงด้าน “พุทธศาสนา” ศาสนา  เข้าไปอยู่ภายใต้ “อำนาจบริหาร” ทั้งตี (ข่าว) และต้อน “ภิกษุสงฆ์ ให้เป็นแค่ปุถุชน เป็นคน..คนหนึ่งเท่าเทียมกัน ใช้กฏหมายเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป (พร้อมๆกันไปกับ “กฏข้อบังคับสงฆ” อีกต่างหาก)

เรื่องทั้งหมดต้องทำใจกันไว้บ้างสำหรับชาวพุทธ..

คิดอย่างหวาดหวั่นว่า “อำนาจรัฐ จะล้วงลูกลึก ไปถึงภายในจีวรพระสงฆ์เดียวเชียวหรือ..

การที่”อาณาจักร จะตั้งกฏเข้มบังคับใช้กับศาสนาจักร (ภิกษุสงฆ์)

จะตั้ง “กฏ”เอาไว้ว่า “ภิกษุสงฆ์จะต้องยกมือไหว้ “ข้าราชการ” ก่อน ??????

ในทางตรงกันข้ามกับภาพที่เห็นๆ กันอยู่ เข้าใจกันว่ารัฐ กำลัง “จัดระเบียบ”ให้ พุทธศาสนา..เข้าไปอยู่ใน”ปีก” การบริหารของรัฐบาลด้วยหรือ (สติแตกไปแล้วหรืออย่างไร)  

ไม่อยากจะคิดแต่ต้องคิดต้องทำใจไว้ด้วยว่า “นั่นคือการจัดฉาก” (ไม่แตกต่างกับการเล่นยี่เก เท่าไรนัก)  อยากจะโชว์ (ความกร่าง) ให้ประชาชนเห็นเท่านั้นเองหรือ  พยายามกันเสียจริง  “มโน” กันไปกับภาพหลอน (หลอก) ต้องการจะขย่ม ขย่ำขยี้..  (หัวใจชาวพุทธกันไปถึงไหน)

รัฐบาลไทย ในวันนี้ ทำไม่รู้ไม่ชี้ ไม่ออกตัวปกป้อง ศาสนาประจำชาติกันบ้างเลย?

แต่กับ”พระสงฆ์”ในวัดธรรมกาย มีเจ้าหน้าที่ ที่มีหน้าที่ข้องกับทางศาสนา เที่ยวไล่ปลด ไล่ขยี้ กันทุกด้าน จากบุคคลที่ไม่ใช่พุทธศาสนิกชน (แท้ๆ)

แต่มีบทบาทในอำนาจรัฐมาก..เอาเรื่อง “นิกาย” ของชาวพุทธ สร้างความแตกแยกจนกลายเป็นปัญหา  ทั้งๆ ที่มี “พระศาสดา พระองค์เดียวกัน”

ที่ตั้งข้อกังขาเหล่านั้น เชื่อว่าหาใช่พุทธแท้แต่อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นนิกายไหน.ก็ตาม.

ความคิดที่ติดอยู่ในสมองเห็นดีเห็นงาม เหมือนอย่างภาพ (ฝันๆ เพ้อๆ)  ที่ รัฐบาล จัดแต่ละฉากสวยๆ งามๆ มาให้ดูกัน (ตามลมปากหวานหู ไม่รู้หาย)   ทำให้ชื่นอกชื่นใจสิ่งที่รัฐบาลนำ (ภาพลวงตา) มาให้ดูให้ชมนั้น เชื่อกัน (ไว้ก่อน) ว่าผู้ที่ครองอำนาจรัฐเคยทดลองทำมาแล้วได้ผล แต่ยังไม่ทั่วถึง ขอให้ราษฎร อดใจไว้กันหน่อย ความสวยสดงดงามที่เห็นในภาพ จะต้องเข้าถึงประชาชนพลเมือง ทั้งเมืองใหญ่ๆ และในชนบททั่วๆ ไป แต่อยากจะตอกย้ำด้วยปากเปล่าต่อไปว่า  “จะได้เห็นเป็นความจริง ในชาตินี้แน่นอน”(ถ้าไม่ตายจากกันไปเสียก่อน) จะได้เห็นได้รับรู้ว่าใครกันแน่ เป็นหัวขบวนต้องการ “ล้ม”พระพุทธศาสนา”(วัดธรรมกาย)  ตั้งอยู่อย่างสง่างามในใจกลางของพุทธศาสนา คือ ประเทศไทย จะมีหนอนบ่อนไส้ด้วยหรือไม่..ท้งคนที่ห่มเหลืองหรือ (และ) คนห่มขาว

มีนะมีอยู่แน่นอน..ไม่ว่าจะห่มเหลืองห่มขาว หาได้ปิดบังตัวตนที่แท้จริง ของตนแต่อย่างไรไม่

แปลกใจที่ยังมี มนุษย์มนา ตนหนึ่ง

โกนหัวห่มผ้าเหลืองทั้งๆ ที่เคย “ปราชิก” ไปแล้ว  ถูกขับไล่ไสส่งจนจีวรปลิว

ยังลอยหน้าลอยตา นุ่งสบงห่มเหลืองอยู่.. (รู้ๆ กันอยู่ว่า หาใช่พระสงฆ์องคเจ้า แท้ๆ แต่อย่างไรไม่ ยุยงให้ผู้มีอำนาจรัฐ คล้อยตามไปกับ “ความระยำ” ของคนที่ทำว่า “ตัวเลียนแบบพระ แต่ใจเป็นเปรต ) ก่อกรรมทำเวรอยู่เรื่อยมา ไม่มีที่สิ้นสุดไม่สำนึกถึง “บาปกรรม”ที่กระทำความอัปยศอดสู อยู่ในดินแดนที่เป็นศูนย์กลางพุทธศาสนา คือประเทศไทย

ผีห่าตาซานตนนั้น ระรานพระสงฆ์องคเจ้า ..ตลอดมา กระทั่งกระทุ้งกระแทก “ยุแหย่”ให้อาณาจักรกับพุทธจักร..ไม่ลงรอยกัน มากขึ้น ..มากขึ้น.. อกยู่ทุวี่ทุกวัน แต่ผู้ที่มีอำนาจรัฐ ที่ได้มาอย่างไม่ถูกต้องตามทำนองครองธรรม  “ดวงตา”ไม่มีวันจะเห็นธรรมเชียวหรือ ทุกวันนี้ก็ยังมองไม่เห็นความเสื่อมทรามของ “อสูร” ที่พรางตาผู้คนอยู่ในคราบ “นักบวช” อย่างเปิดเผย

น่าเกลียดน่าชังยิ่งนัก..จนกระทั่งทุกวันนี้.. อลัชชี..ผีบ้าตนนั้น..ยังคงอยู่

บ่อนทำลาย “พระพุทธศาสนา” อย่างหน้าด้านคงทน จนถึงทุกวันนี้...  

ไม่รู้ว่า “ความวิบัติที่เกิดขึ้นมาพร้อมๆ กัน ทั้งการบ้านการเมืองและศาสนา..

แต่ละอย่าง..ไม่รู้ว่าจะจบหรือไม่จบไม่ลง อย่างไร.. ขออย่างเดียวก่อน

ควรจะจัดการกวาดล้าง ผีเปรต “ห่มเหลือง”ออกจากดินแดนไทยไปเสียที..