Get Adobe Flash player

แก้ปัญหา ..ปฎิวัติ.. โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

ความหอมหวานปานน้ำผึ้งชวนให้กระสันต์ค้นหากลิ่นนั้นสูดดมคือ “กลิ่นอำนาจรัฐ” ตั้งแต่ อดีต ปัจจุบันมีให้เห็น แม้จะไม่ค่อยจะถี่นัก  เพิ่งมีให้รู้ให้เห็นเมื่อไม่นานมานี้  การแย่งสุดดม กลิ่น “อุบาทว์”ไม่หายไปไหน คงจะเวียนว่ายตายเกิดกันอีกต่อไปในอนาคต ในวันหนึ่งวันใดข้างหน้า ตราบใดที่สติปัญญาของมนุษย์ ยังสู้ “อำนาจผู้ถือาวุธสงครามไม่ได้”

ไม่ว่าจะอีกนานแสนานเท่าไร คนที่หลงไหลในกลิ่นอุบาทว์ “อำนาจรัฐ” ก็รอได้เพราะมีตัวตายตัวแทนอยู่ตลอดมา “กลุ่มที่ครอบครองอาวุธสงครามอยู่ แสดงความเป็นลูกผู้ชาย???? ทนความกระสันต์เก็บกดไว้ในใจไม่ได้ จะต้องมีการเปลี่ยนถ่ายอำนาจรัฐ “ ทีเอ็งข้าไม่ว่า ..ถึงทีข้าเอ็งอย่าหือ”  จะให้รออีกกี่ปี..ก็รอได้ แต่อย่าให้นานนักนะเพื่อนเอ๋ย .. (สมบัติผลัดกันชม) คนส่วนใหญ่เกิดในแผ่นดินไทย ย่อมจะรู้เช่นเห็นชาติ กลุ่มผู้คนที่แต่งเครื่องแบบ (ยูนิฟอร์ม) ไฝ่ฝันไฝ่คว้าอำนาจ การครองบ้านครองเมือง .. ทั้งนี้มีทรัพย์สมบัติที่มีคุณค่าสูงของชาติล่อตาจนน้ำหูน้ำตาไหล..

เท่าที่เคยเห็นมีการ ปฎิวัติ รัฐประหาร แปลไทยเป็นไทยว่า  “ยึดอำนาจรัฐ” (อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นการปล้น) ซ้ำๆ ซากๆ อยู่อย่างนั้น ทุกครั้งที่เกิดปฎิวัติใน “ไทยแลนด์”  ส่วนที่เรียนที่รู้มาก่อนว่า ประเทศสยาม มีการปกครอง แบบประชาธิปไตย ..ถูกก็ถูกอยู่ เรียกว่า มีการปกครองแบบประชาธิปไตยไทยๆ ( ต้องขอขอบคุณกันไหมกับการที่คณะปฎิวัติ ผ่อนผันหรือลดหย่อนความตึงเครียดให้บ้าง)  น่าสงสารไทยแลนด์ดินแดงไทยเรา แทนที่จะมีการปกครองประเทศชาติให้เป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ  ที่มาจากการเลือกตั้ง จะต้องตั้งหน้าตั้งตา ยืดคอแลซ้ายแลขวา จนคอยาวเหมือนคอยีราฟไปตามๆ กัน  

 สมัยที่ “คณะราษฎร์ ยึดอำนาจรัฐ” มาใหม่ๆ หลังจากนั้นจึงค่อยมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งโดย ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ เลือกเข้ามา มีวาระอยู่บริหารแผ่นดินตามกำหนด จะกี่ปีก็ตาม (ส่วนใหญ่จะกำหนดให้ไว้ 4 ปี) เมื่อครบกำหนดหมดเวลาแล้ว จะมีการเลือกตั้ง ผู้แทนฯ)กันใหม่ (ตามกฏหมายรัฐธรรมนูญ)  แต่รัฐบาลส่วนใหญ่ที่มาจากการเลือกตั้ง “ไปไม่รอด..อยู่ได้ไม่นานถึงสี่ปี” ก็มีเรื่องตื่นเต้นให้ดูให้ชมกันโดยไม่ต้องเรียกร้อง คือ มีการไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ออกไปไกลๆ กองทัพสักหน่อย อย่าอยู่ต่อไปมันขวางหูขวางตา  ปัจจุบันก็ยัง”ทำเท่ห์”  (หมายถึงกะเท่เร่) หนักเข้าไปใหญ่  แม้จะต้องขับไล่ นายกฯ ที่เป็นผู้หญิง (สาวสวย”)  ความสวยช่วยยับยั้งอะไรไม่ได้ (ความหื่นกระหายความต้องการอำนาจรัฐของ “ตู (ไม่ใช่ตู่..นะครับ)  ส่วนคนชื่อ“ตู่”อยากจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน  คนชื่อตู่ ในที่นี้ชื่อเต็มๆ ว่า “ตุ๊ดตู่”ที่มีคำต่อท้ายว่า ในเรี่ยวในรูก็อยู่ได้ อึดอัดกับการอยู่ในรู (กองทัพ) ไม่เห็นเดือนเห็นตะวันมานานอยากจะเป็นใหญ่..เป็นโต  ณ บัดดลถ้ายังไม่ดิ้นรนไขว่ขว้า..จะได้หรือ จึง “ยกทัพโยธาเวลาดึก” (อย่างไม่อึกทึก)เข้าไปยึดอำนาจรัฐ ง่ายดาย ยิ่งกว่าปอกกล้วย (กล้วยนะครับท่าน) เข้าปาก จะให้รอไปนานๆ ถึงชาติหน้าตอนบ่ายๆ....ไม่ไหวแล้ว  

สาเหตุที่จะต้องปฎิวัติประเทศมาจากความรู้สึก  “เหม็นหน้าว่ะ”.......เหม็นหน้ารัฐบาล ก็เหม็นไป ทำไมจะต้องใช้คำว่า ว่ะ หรือ วะ (แปลไม่ออกเลยบอกไม่ถูกว่า วะ..หรือ ว่ะ.. แปลว่าอะไรไม่รู้ (หาคำแปลที่ไหนก็ยังค้นหาไม่เจอ..งงส์ว่ะ)  คำว่า วะ หรือ ว่ะ น่าจะเป็นคำสมัยโบราณ เลิกใช้กันไปแล้วในสมัยนี้ ที่ใช้ๆ กันอยู่ น่าจะเป็นพวกอนุรักษ์นิยม..  อ้าว.. เพิ่งจะรู้ว่า “ตุ๊ดตุ่” “เป็นนักอนุรักษ์นิยมภาษาไทย” ( ซะด้วย) พูดภาษาไทย แบบไทยแท้..  จะต้องมีคำว่า “วะ” หรือ “ว่ะ” เน้นต่อท้ายประโยคที่พูดอยู่บ่อยๆ  ออกจากปากของ นายกรัฐมนตรี..อย่าว่ากันในเรื่องนั้น  เคยได้ยินคำพังเพยว่า “สันดอนขุดง่าย” แต่สัน..อะไรนะ.นึกไม่ออกถ้าจะต้องให้ตอบในเวลานี้ ก็คงจะต้องพูดว่า “ สันขวานขุดยากสส์...  เด็กๆ เพิ่งโต เริ่มเรียนภาษาไทยจะได้จดจำถ้อยคำเหล่านั้น เอาไว้สนทนากันเอง  ไม่รู้ว่า จะใช้กับครูบาอาจารย์ หรือ พ่อแม่หรือเปล่า?.. ถ้าเป็นลูกหลานของผู้ปกครองส่วนใหญ่ จะต้องถูกตีก้นสองสามที .แต่นี่เป็นคำพูดออกจากปาก “นายกรัฐมนตรี”  จะต้องให้ก้มลงรูปภาพท่านนายกฯ “กราบสาที”  ในเรื่องภาษาว่า คำไหนควรจะพูดคำไหนไม่ควรพูด (ต่อหน้าสาธารณชน) ไม่ว่าจะอ้างว่าเป็นคนอนุรักษ์นิยมภาษาไทยหรือไม่ก็ตาม .. ครั้งนี้ (ถ้าผู้อ่านนิยมชมชื่นไปด้วย จะขอใช้คำพูดว่า..วะ.หรือ ว่ะ ในโอกาสต่อไป ”เชื่อผู้นำชาติเจริญว่ะ”     

มาจะกล่าวบทไปถึงคณะบุคคล ที่ทำปฎิวัติหรือรัฐประหาร (สดวกปากอยากจะเรียกอย่างไรก็ได้เหมือนกัน) เป็นความไฝ่ฝันของ คณะรัฐประหาร หรือ คณะปฎิวัติ (ทุกคณะที่ผ่านมาส่วนใหญ่ละล้วนแต่เป็นคนในเครื่องแบบตะหาน)   จุดหมายปลายทางมีคำจำกัดความ มีความต้องการอยู่อย่างเดียวคล้ายๆ กันเหมือนพี่ๆ น้องๆ คลอดมาจากท้องเดียวกัน หลักใหญ่ใจ (ไม่ได้) ความ เข้ามารวบตำแหน่งต่างๆในการบริหารประเทศ  ยึดอำนาจจากรัฐบาลเก่า (ไม่ว่าจะแก่หรือสาว) ที่มาจากการเลือกตั้ง หรือจะเรียกว่ามาจากการเห็นชอบจาก “ประชาชนชาวไทย” ผู้มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เลือกบุคคลหรือพรรคการเมืองที่เขาชื่นชมอยู่ในใจให้เป็นคณะผู้บริหารประเทศ  เรียกได้ว่าเป็นคณะรัฐบาลของประชาชน.. ถ้าเลือกคนผิด รอหน่อยถึงวันเลือกตั้งครั้งต่อไป ดูให้ดีก่อนก่อนจะหย่อมบัตรลงคะแนนเสียง ให้ใคร  รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง จึงมีสิทธิที่ใช้คำพูดว่า “เป็นรัฐบาลของประชาชน” ก็ย่อมได้ รัฐบาลของ “สาวสวยหมวยปู” ก็น่าจะอยู่ในข่ายนั้น แต่ไม่พ้นถูกปฎิวัติรัฐประหาร ไปได้

การปฎิวัติ..หรือรัฐประหาร ความหมายอย่างที่รู้ๆ กันอยู่ในอก (เหมือนมีนรกอยู่ในใจ) ว่าผู้ที่จะเข้ามาใช้อำนาจแทนผู้ที่มาจากการ “การเลือกตั้ง” เรียกกันว่าเป็น “ผู้แทนราษฎร” เป็นคนของ ประชาชน คือปวงชนชาวไทย” (ขอทำความเข้าใจกับ “คณะปฎิวัติ” คิดกันบ้าง ก่อนจะมีการทปฎิวัติ เกิดในโอกาสต่อๆ ไป

ผู้แทนราษฎรที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา ไม่ว่าจะเลือกผิดเลือกถูกอย่างไรก็ตาม ประชาชนจะต้องกล้ำกลืนฝืนทนจนกว่าจะมี การเลือกตั้งครั้งใหม่ แม้จะกลายเป็นการเลือกเหมือนเสี่ยงทายจะได้ “ลูกผี..ลูกคน”หรือไม่ก็ ตามสันดานของแต่ละคนคิดกันบ้างหรือไม่ว่า การจะหย่อนบัตรเลือกตั้งให้กับใคร เขาหล่านั้น เคยเป็นลูกคนหลานคน..จริงหรือไม่ แต่เมื่อ (พวกนั้น) ได้เป็นผู้แทนราษฎรแล้ว กลายเป็น “ลูกผี”  มาผสมกับ “ลูกผี” อยู่เสมอๆ ไม่ค่อยจะมีส่วนผสม ลูกผีกับลูกคน เท่าไรนัก แต่จะมีแต่ “ลูกผี” ล้วนๆ ไม่มีลูกผสม ลูกผีกับลูกคน ขอให้คิดว่า ถ้าเลือกคนผิด “ต้องคิดต้องจำ” ครั้งต่อไปอย่าได้เลือกคนมีปัญหาน่าสงสัยว่า จะเป็น ครึ่งผีครึ่งคน หรือไม่ เข้าสภาฯ ไปเป็นผู้แทนราษฎร  เท่าที่ผ่านๆ มาในระหว่างเวลาที่พวก “เปรต”  (ลูกผีลูกคน) ยังเข้าๆ ออกๆ อยู่ในสภาฯ ก็ช่วยกัน “ด่ายกโครต” พวกเปรตพวกผีกระสือเหล่านั้น ให้พร้อมเพรียงกัน

พวกนักการเมืองเลวๆ ทั้งหลาย ถ้าตายแล้วขอให้เป็น “ผีกระสือ” กันทั่วทุกตัวทุกตน.. ผีกระสือ ตามตำรากล่าวขานของคนโบราณ ให้คำจำกัดความไว้ว่า วิญญาณที่เคยเกิดเป็นคน เมื่อทำความเลวไว้มากมายก่ายกอง เมื่อตายไปจะเป็น “ผีกระสือ” อาหารการกินของ “ผีกระสือ” คือ “อุจจาระ” คนที่เคยมีชีวิตอยู่เมื่อเกิดมาเป็นมนุษย์ แม้ว่าตายแล้วกลายเป็น “ผีกระสือ”แต่ยัง มีพวก “หนีนรก” หนีมาหรือพลัดมาอยู่ในเมืองมนุษย์ก็น่าจะมีอยู่ไม่น้อย  สิ่งที่ “ผีกระสือ” กินได้อยู่อย่างเดียวคือ อุจจจาระ (ผีก็ผีเถอะกลืนกินลงคอได้ ก็ให้มันรู้ไป)

การปฏิวัติหรือรัฐประหาร..ที่เคยเป็นมาและจะเป็นไปในประเทศไทย อีกครั้ง ที่ผ่านมาไม่ใช่ครั้งสุดท้ายแน่นอน  การปฎิวัติ หรือ รัฐประหาร จะมีต่อๆ ไปอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เพราะตะหานไทย สุภาพเรียบร้อยเกินไป (ถึงขนาดหน่อมแน้ม) จะให้ปสู้รบปรบบมือกับ สัตรู (ที่ไม่ใช่คนไทยกันเอง..ยากส์มาก) แม้กระทั่งโจรผู้ร้ายตามตะเข็บชายแดน เฉพาะอย่าง ยิ่ง”โจรสี่จังหวัดภาคใต้” มีติดต่อกันมากี่ปีแล้ว ถามว่าน่าจะเรียกว่า “เลี้ยงไข้” เพื่อเบิกเงินจากกองทัพ..ใช่หรือไม่ ...

คณะปฎิวัติหรือคณะรัฐประหารมาจากไหนหรือ.. ส่วนใหญ่มาจากการ หักพร้าด้วยเข่า..เอาแต่ได้ สำหรับตะหานทำเอง เรียกว่าอะไรไม่รู้แต่ถ้าเป็นประชาชนพลเมืองทั่วๆ ไป เรียกว่า ปล้นสิทธิปล้นเสียงจากประชาชนทั่วประเทศ พวกเหล่านั้น ถ้าทำงานไม่สำเร็จ จุดหมายปลายทางของชีวิต ก็น่าจะนับได้ว่า“ถึงเวลาตาย..จะกลายเป็นศพ..จบไม่สวย” (อีกต่างหาก) มีตัวอย่างให้เห็นกันชัดๆมามากต่อมากแล้ว

 อยากจะพูดว่า รัฐบาลที่มาจากกการทำรัฐประหาร มีผู้นำที่เรียกว่า หัวหน้าคณะปฎิวัติ นับวันเวลาที่ผ่านๆมาหลายๆ สิบปี พอที่จะจำได้ ตั้งแต่ สมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนรัตน์ เคยเป็นหัวหน้าคณะปฎิวัติผู้หนึ่งคณะปฏิวัติส่วนใหญ่ สมัยเก่า จะเป็นทหารเรือ ต่อๆ มา จะกลายเป็นทหารบกเสียส่วนมาก ครั้งท้ายสุด..คือไม่น่าจะเป็นครั้งสุดท้าย กลับกลายเป็น อดีตผู้บัญชาการกองทัพบก  ที่สานต่อ “ตำนานเรื่องการปฎิวัติ” สืบสานตำรา (น่าจะเรียกว่าทีใครทีมัน) เรียกว่า “ปฎิวัติ” ครั้งหลังสุด (ขอย้ำว่าไม่น่าจะเป็นครั้งสุดท้าย)

คาดคะเนว่า การที่ทหารไม่ค่อยจะได้ “ออกศึก” (เพื่อความเหมาะสม ควรเรียกว่า ตะหาน)  ถ้าหากจะมีสัตรูเข้ามารุกราน เกรงกันว่า ตะหานจะลืมเรื่อง การทำศึกสงครามปกป้องประเทศ..ไม่รู้จะอย่างไรดี เมื่อตะหานส่วนมากไม่มีประสบการณ์ “ในการสู้รบ .เท่าที่เห็นมีการจับปืนผาหน้าไม้บ้าง ก็ตามตะเข็บชายแดนเท่านั้น น่าจะเป็นสาเหตุใหญ่ “คิดการณ์ไกล” ด้วยการซ้อม (รบ) ไว้ก่อน ออกงานจริงๆ จังๆ กับการทำปฎิวัติ หรือรัฐประหาร เผื่อๆ เอาไว้ได้ประสบการณ์ เรียกว่าไม่ประมาท ช่างรอบคอบและรอบรู้ อะไรถึงปานนั้น

อีกประการหนึ่งงที่น่าคิด คือเมื่อจะ “ปลดเกษียณ”อายุข้าราชการ (คือ 60 ขวบ) ไม่มีการยกเว้น คือปลดเกษียณ (ออกไป)  ไม่ว่าใครจะอยู่ตำแหน่งใหญ่โตในกองทัพเพียงไร จะหายวับไปกับตา ถ้าจะต่ออายุราชการก็ยากส์ เพราะมีผู้ “รอคิว” จี้ตูดมาติดๆ คิดแล้วคิดอีกว่าน่าจะเลือนลาง กับเรื่องการต่ออายุ “ราชการ” สิ่งที่ง่ายกว่า คือ  “การต่ออายุอำนาจ” ใช้กำลังทหารที่ตนเองเคยควบคุมได้อยู่ ไปยึดอำนาจที่ใหญ่กว่า “แม่ทัพ”หรือ ผบ.เหล่าทัพ  ไหนๆ ก็ไหนๆ เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายกันทั้งที ก็น่าจะเลื่อนตำแหน่ง (ด้วยความเห็นชอบของตัวเอง) ขึ้นไปให้ยิ่งใหญ่มากกว่า “แม่ทัพ” ไม่มีตำแหน่งใดควรจะ “ฮุบ” เอาไว้ให้ตัวเองมากกว่า ตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี”  ที่ยังมีเก้าอี้ว่าง (หลังจากนายิกฯคนเดิมถูกปฎิวัติ) เท่าที่เห็นมาก่อนปฎิวัติคึรั้งหลังสุด มีแต่ นายิกรัฐมนตรี คือมีผู้หญิงขึ้นมานั่งเก้าอี้ นายกรัฐมนตรี แทนผู้ชายจองที่นั่งมานานพอสมควรแล้ว ทะหานจะเอา “แม่ทัพ” ที่กำลังจะหมดอายุทางราชการ   (อันที่จริงคำว่า “แม่” หมายถึง ผู้หญิง) เลยรู้สึกกระดากใจจำจะต้องลบรอยด่างพร้อยที่อยู่ในใจไปเป็นนายกรัฐมนตรีคนล่าสุด ณ วันนี้ เป็นผู้ชาย อีกครั้ง ที่จริงตำแหน่งนั้นน่าจะเรียกว่า นาย ก. (เรียกว่า นาย ก. จะเหมาะสมดีกว่ามั้ย) เปิดทางให้ลูกน้องให้ไปเป็น “แม่ทัพ” (แม่คือผู้หญิง ฟังๆ ดูจะเห็นว่า มันวุ่นวาย..อะไร.ต่อมิ.อะไร ดูมันสับสนไปหมด..จับต้นชนปลายไม่ค่อยถูก

ต่างกับพรรคพวกที่ปฎิวัติมาด้วยกัน มีการเปรยๆ (หรือรำพึงรำเพย) ว่า การจะปฎิรูปประเทศไทยให้เป็น “ไทยแท้” คือความเป็นไท ( ไทย..หมายความว่ามีอิสสระในตัวเอง) ประมาณนั้น น่าจะตีความหมาย ว่า ระบอบการปกครองของประเทศไทย เท่าที่ผ่านๆ มา ประกาศตั้ง “ประเทศไทย” เปลี่ยนชื่อเป็น “สยาม”ยกเลิก ระบอบ “สมบูรณาญาสิทธิราช”  คือ ภาพที่วาดไว้ในใจอกในใจของ “ คณะปฎิวัติ” หรือ “คณะรัฐประหาร”  ผ่านมาจนถึง รัฐบาล “น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ที่เคยเรียกว่ายุค ประชาธิปไตย ไม่ว่าจะต่อท้ายด้วยว่า เต็มใบ หรือ ครึ่งใบ ก็ตาม ถ้าหากพลิกประวัติศาสตร์ย้อนหลังดู  กับการเรียงถ้อยร้อยคำหรูๆ น่า “ขนลุก” (ไม่ว่าจะเป็น ขนแขนขนขา ขนตา ขนคิ้ว .. ก็ตาม)  คำว่า ปฎิวัติ หรือ รัฐประหาร หลังสุด ประชาชนก็ออกอาการ “ขนลุกขนชัน”เช่นเดียวกันความหมาย  “ขนหัวลุก” คืออาการของ “ขนตั้งชัน” ออกอาการหวาดกลัว ผสมกับความอิดหนาระอาใจ ในการปฎิวัติครั้งนี้ (ของคณะ คสช) ( ตัวเอง) เกิดอาการผวา “พะอืดพะอม” น่าจะเรียกว่า อาการไม่ต่างกันกับเกิดความมึนงงอย่างจับต้นชนปลายไม่ถูก ถามไถ่ใครต่อใครก็มีคำตอบแบบกล้าๆ กลัวๆ แต่เชื่อว่า การทำ-ปฎิวัติหรือรัฐประหาร คำจำกัดความก็น่าจะเพียงแค่ “สมบัติ..ผลัดกันชม”  แต่ว่า การจะผลัดกันชมสมบัติ คนใจร้อนที่มีอาวุธถืออยู่ในมือข่มขู่ ร้อนใจเกินไปหน่อย  เมื่อถามถึง “กูรู” มาเกี่ยวข้องกับเรื่องการทำปฎิวัติ รัฐประหารได้ยังไง เรื่องปฎิวัติที่เคยได้ยินมาแปลว่าตัวตั้งตัวตีนั้นได้ชื่อว่าเป็น “กูรู” หมายถึง “กูรู้” ตรงตัว “กู” น่าจะเป็นผู้ “รู้” รู้เรื่องอะไรหรือ เพื่อนผู้ที่ความเป็นเอกเก่งในเรื่องภาษา “แปลไทยเป็นไทย” ขยายความให้ฟังว่า การปฎิวัติ หรือ รัฐประหาร ทุกครั้ง หัวหน้าคณะผู้ทำรัฐประหารส่วนใหญ่ (แทบจะเรียกได้ว่า ร้อยทั้งร้อย) จะป็นผู้ที่ถือ”อาวุธสงคราม” อยู่ในมือ เป็นผู้กล้าหาญในการพ๊ะบู้ ทั้งที่ไม่เคยออกรบ แต่ได้เลื่อนยศและเป็นผู้ควบคุมกองกำลังรบไว้ในมือ 

น่าจะย้อนถามว่า คณะบุคคลที่บริหารประเทศอยู่ ณ เวลานี้ หรือผู้ถือ “อำนาจรัฐ” หรือเรียกว่“รัฐบาล” ยึดอำนาจไปจากผู้หญิงที่เป็นนายิกรัฐมนตรี (หัวหน้ารัฐบาล) ถูกรัฐประหารครั้งล่าสุด  จะเอาอะไรไปสู้รบตบมือกับผู้ที่ถืออาวุธสงครามได้ (ทั้งนี้เห็นมีแต่บุคคลที่มีเครื่องแบบที่เรียกกันว่าตะหาน หรือ จะรวมเข้ากับตำรวจด้วยก็ได้) แต่ไม่เคยเห็นมีตำรวจคนไหนที่ “ออกตัว” ว่าเคยร่วมมือร่วมใจด้วย (อย่างเต็มใจ) ไม่ว่าจะเป็นการปฎิวัติ หรือ รัฐประหารครั้งไหนๆ ก็ตาม ( น่าจะเห็นใจตำรวจที่เป็น “กลุ่มบุคคลถืออาวุธกับเขาด้วย” (ไม่มีทั้งรถถัง หรือระเบิดมือ) คำว่า “ตำรวจ” มีไว้ทำไม ต้องรู้กันเสียก่อนว่า ตำรวจ ก็คือโปลิศ โปลิศ ทำหน้าที่อะไร .. (โปลิศจะต้องคิดจับแต่ขโมยที่กอบโกบทรัพย์ราษฎร สร้างความเดือดร้อนอยู่ทั่วไป..ไง)  ก่อนหน้านั้นหลายสิบปี โปลิศเขาแจกกระบองให้แทนปืน  (น่าอาย..น่าขัน จริงนะจันทร์เจ้าขา.). จะไปว่าตำรวจก็ไม่ได้ เมื่อผู้ร้ายชักปืนยิง โปลิศ ก็ต้องวิ่งทันที.. เพราะเขามีก็แต่กระบอก..

เรื่องปฎิวัติ รัฐประหาร เป็นตำนาน (เถื่อน) เกิดมาเป็นไทย ย่อมจะได้เห็นกันอีก..(ไม่นานเกินรอ)

ไม่ว่าจะเป็นวันหนึ่งวันใด..ตราบใดที่ยังมีคำว่า “สมบัติผลัด (แย่ง) กันชม” (สวัสดี)