Get Adobe Flash player

เรื่องจริงแอบอิงนิยาย ตอนที่ 1 โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

ขอเรียนว่า ถ้าจะพูดถึงเรื่องการเมือง ควรจะต้องบอกกล่าวกันไว้ก่อนว่า การเมืองในจินตนาการของผู้เขียนเป็นเรื่องมหัศจรรย์ คนเล่าเรื่องการเมืองส่วนใหญ่เเสกสรรค์ปั้นแต่งขึ้นมา ร้อยละเกือบร้อยเป็นเรื่อง “โกหก”ทั้งเพ.. (แปลว่าทั้งหมด)วันนี้ มาคุยกันเรื่องจริง..อิงนิยายกันดีว่า หาเรื่องเบาๆ มาเล่าสู่กันฟัง

ผู้ฟัง (คือผู้อ่าน) ได้ยินได้ฟังแล้ว อยากจะอุทานว่า “วุ้ย..ตาเถรตกใต้ถุน”เรื่องราวตามที่ได้อ่านผ่านสายตามาตั้งแต่ต้นจนจบ  ..อดจะ “วากเพ้ย”.ไม่ได้.ตะโกนโหวกเหวกว่า มัน (คนเขียน) เล่าเรื่องนิทาน (สำหรับผู้ใหญ่)  เรื่องทั้งเรื่องเป็นเรื่องโกหกนี่หว่า!!นิยายน้ำเน่าชัดๆๆ เรื่องยังงี้.. ไม่เคยมีไม่เคยเกิดขึ้นใน “ประเทศสยาม”ดินแดนของคนเคร่งศาสนา มีวัดวาอารามอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง เป็นศูนย์กลางของศาสนาใหญ่ทีเดียว (ขอประทานโทษอย่าโกรธเคืองเลย) ขอบอกว่า เป็นเรื่องเล่า “เอามันสส์”ไม่ได้รื่องได้ราวอะไรเลย.อ่านฆ่าเวลาเล่นๆ สลับกันไป แต่ครั้งนี้เป็นเรื่องจริงอิงนิยาย...ถ้าเล่าไม่ได้เรื่องแบบนิยาย ขอเปลี่ยนชื่อเสียใหม่ ว่า “เรื่องจริงอิงนิทาน”..ก็ได้เช่นกัน

เอาเป็นว่าการเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อคลายเครียด คิดถึงบ้าน  คิดผิดพูดผิด ขออภัย เพราะตัวเองไม่เคยมีบ้าน แม้กระทั่ง “กระต๊อบ”เรียกว่า เอาไว้คุ้มกะลาหัวกระโหลก ไม่เคยมีกระทั่งกระท่อมหลังคามุงใบจาก ในบ้านเกิด ตั้งแต่เกิดมามาเป็นตัวเป็นตน

ก่อนอื่นอยากจะบอกว่า (ตัวเอง) เกาะปีก “นกเหล็กมามะริกา.”มาได้อย่างไรเล่าให้ฟังแล้วอย่าบอกใครเชียวว่า ถ้าเห็นตัวจริงเสียงจริงของคน “หน้าตาเสร่อๆ” (คนนี้) ไม่ต้องตอกย้ำถามกันอีกว่ามันเป็น “ซัมเหมา”หรือไม่ความเป็นมาเป็นไปของ “ซัมเหมา” ที่เราๆ เคยเอาเรื่องเหล่านั้นมาเล่าสู่กันฟัง โชคดีที่ได้ดูหนังเรื่อง ซัมเหมา” เมื่อยังเป็นเด็กอยู่ ดูแล้ว “น้ำตาไหล”อันตัวเรานั้น จำลองชีวิตความเป็นอยู่มาไม่ต่างกว่าเรื่องจริงเสียงจริงของ“ซัมเหมา” ที่ถ่ายทำเป็นหนังราวกับเคยเป็นคู่แฝดมาก่อน ไม่รู้ว่าเป็นแฝดกันหรือไม่ ตั้งแต่ชาติไหน ชีวิตจึงได้คล้ายคลึงหรือคล้ายเคียงกัน ชนิดที่ว่า “น่าจะหล่อหลอม” มาจากเบ้าเดียวกัน หรือว่า “ซัมเหมา” คือเรา ..อย่างหนึ่งละ..หรืออีกอย่างหนึ่งตัว เราคือ “ซัมเหมา” ไม่รู้ว่า ตั้งแต่ชาติไหนที่ผ่านมา ดันมาเกิดใหม่พร้อมๆ กัน แต่เกิดคนละประเทศ ซำเหมา เกิดในเอเซียเหมือนกันเกิดในประเทศจีน รูปร่างสัดส่วร่างกาย หน้าตา โดยเฉลี่ยของทั้งเราทั้งเขา(ซัมเหมา) คล้ายกันมาก น่าจะพูดว่า “ซัมเหมา”( กับผมหน้าตาคล้ายฝาแฝดตอนเด็กๆ  เป็นแฝดคนละฝากัน) อายุก็น่าจะไล่เลี่ยกันเท่าที่จำได้

ชีวิตซัมเหมาในหนังสะเทือนใจผมเป็นอย่างยิ่ง คุณๆ เคยเห็นพวกเด็กๆ (เร่ร่อน)ที่ช่วยเข็น “รถสามล้อใช้แรงคนถีบ” ปัจจุบันนี้ไม่มีแล้ว มีแต่สามล้อเครื่องเรียกว่า “ตุ๊กตุ๊ก”กลับมาต่อเรื่องราวของ “ซัมเหมา” ดีกว่า พวกเด็กๆ ที่ไปยืนออรอรถเข็นสามล้อขึ้นสะพานพุทธฯ ค่าจ้างครั้งละสลึง สองสลึง ไม่น่าจะถึงหนึ่งบาท (สมัยนั้น) อายุอานามของแต่ละคนอยู่ในระดับสิบกว่าขวบหรือน้อยกว่านั้นจับกลุ่มกันเป็นกลุ่มใหญ่อยู่ที่“ตีนสะพานพุทธ” (ยอดฟ้าจุฬาโลก..) ถ้ามาจากทางฝั่งธนฯ (ธนบุรี)ขึ้นสะพานพุทธ(ยอดฟ้าจุฬาโลกฯ) ทางด้านวงเวียนเล็ก  มาลง อีกฟากฝั่งตรงกันข้ามเป็นโรงไฟฟ้าวัดเลียบ  อีกด้าน(ถนน)ฝั่งตรงกันข้ามาเป็นโรงเรียนสวนกุหลาบฝั่งตรงข้าม เป็นโรงไฟฟ้าวัดเลียบ แต่ถ้ามาจากฝั่งพระนครฯ (คือกรุงเทพฯ) ตีสะพานพุทธฯด้ายฝั่งธน จะเป็น “วงเวียนเล็ก” ริมถนนตรงข้ามวงเวียนเล็ก จะเป็น โรงเรียนศึกษานารี(เคยคิดว่าโรงเรียนนั้น การคัดเลือกนักเรียนที่จะเข้าไปเรียนโรงเรียน ศึกษานารี ครูที่เป็นคนสอบสัมภาษณ์ จะให้ใครสอบผ่านเข้าเรียนได้ หรือสอบไม่ผ่าน นอกจากจะมีความรู้อยู่ในเกรดเอแล้ว ยังจะต้องมีรูปร่างดี หน้าตาดี เรียกว่า เป็นคนสวยได้ทุกคน ตั้งแต่เรียนมัธยม ไปถึง ม. แปด ถ้าเดินมาเป็นกลุ่มละก้อ ..ละลานตาอย่าบอกใครเชียวเหมือนกับว่า แต่ละคนเดินอย่าบนเวทีประกวดนางงาม ทีเดียวเชียวละ ตัวผมเองเรียนอยู่ ที่วงเวียนใหญ่ (คำขวัญของโรงเรียน คือ “ลูกเจ้าตากธนบุรี” (เพราะมีพระบรมรูปปั้นพระเจ้าตากสินประดิษฐานอยู่กลางเวียนใหญ่ หน้าโรงเรียน)หลังจากโรงเรียนเลิกแล้วควรจะเดินกลับบ้านที่อยู่ไม่ไกลกับโรงเรียนนัก แต่ดันขึ้นรถผิดทางได้แทบทุกวัน  ไปลงที่วงเวียนเล็ก .ทันเวลาได้ดูนักเรียนสาวงามตา ศึกษานารี เป็นอาหารตา อิ่มไปถึงใจได้ทุกวัน แม้จะไม่อิ่มท้อง ขอบอกว่าเพราะชะตาชีวิตที่ชอบสบตา (หาเหาใส่หัว) อ้อล้อกับนักเรียนสาวๆ เมื่อย้ายไปเรียนไปรียนแถวท่าวาสุกรี ..มีโรงเรียนตรงกันข้าม คือโรงเรียน (มัธยม)สวนสุนันทา.กับโรงเรียนฝึกหัดครูสวนสุนันทา คู่กันไป . ก็เลยเป็นบุญตา ได้พบได้เห็นนักเรียนสาวชั้นมัธยม โรงเรียนสวนสุนันทา เป็นอาหารตาได้ทุกวัน (การเรียนมัธยมปลายเกรดก็ตกไปอยู่ปลายแถว) แต่ไม่กล้าข้ามรุ่นไปสบตากับนักเรียน “ฝึกหัดครู”แต่ประการใด (ไม่บังอาจข้ามรุ่น) เพราะความที่เป็นคน “สนใจ”อะไรต่อมิอะไร ที่ผิดที่ผิดทางผิดกาละเทศะ ไม่ควรเทความสนใจให้กับนักเรียนสาวสวย..ทั้งศึกษานารี และสวนสุนันทา(มากกว่าการเรียน) สอบมัธยมปลายได้ แต่ไปสอบคัดเลือกโรงเรียนเตรียมชื่อดังที่พวกพี่ๆ เขาสอบเข้าเรียนกันได้ แน่นอนว่า (ตัวเอง) ผลการสอบออกมาอย่างที่คิดไว้ก่อน คือเข้าไม่ได้ ก็เลยเฉไฉไปเรียนโรงเรียนสอนวิชาชีพ ไปเลย แต่ก็ดีอย่าง เรียนแบบ “ผู้ใหญ่” ใส่กุงเกงขายาว นึกว่าหล่อเต็มที รูปร่างเหมือนไม้จิ้มฟันเพิ่งรู้ว่าการจะมาบุกจ๊อบ “แบกถาด” ในอเมริกาจึงเป็นเรื่องจิ๊บ..จิ๊บสบายมาก..แม้ว่าหน้าจะแก่กว่าอายุจริงๆ ก็เกือบครึ่งรอบ(หนึ่งรอบมีสิบสองปี)แต่ยังมั่นใจในตัวเองว่าถ้า“แก่กว่าอายุ”บางคนเรียกว่า “แก่แดด”แต่หัวใจ”หนุ่ม”เวลาที่ผ่านๆ ไปหลายปีนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาก็กลายเป็น “เด็กหน้าแก่แต่หัวใจหนุ่ม” ปลอบใจตัวเองอยู่ตลอดมาแต่วันนี้ได้เลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นหนุ่มใหญ่ หรือจะเรียกว่า “ชายชรา..หัวใจหนุ่ม”ก็ยังรับได้ แต่ไม่กล้า “เตะปีบ”ที่ไม่กล้า “เตะปีบ” เพราะกลัวเตะปีบไม่ดัง” เดี๋ยวจะได้ ชื่อว่า “ไม้แก่..ดัดยากส์ ไม่เจียมตัว”

คนวัยทอง อย่างตัวเรานั่นเอง(ออกสำเนียงเรียกเป็นภาษาต่างด้าวว่า เหลาเหย่)อย่างเก่งก็เป็นได้แค่ ทองเหลืองหรือทองแดงเท่านั้น หาได้สดใสมีราคาเหมือน ทองคำ แต่อย่างไรไม่ มามะริกาอย่างคนมือเปล่า แล้วก็อยู่อย่างคน “มือเปล่า”ภาษาจีนเรียกว่า“บ่จี๊” ไม่มีกะตังค์ (คะเนว่าจะเป็นชั่วนิจนิรันตร)“ยังลืมตา..อ้าปากไม่ขึ้น”(เหมือนลูกแหง่) แต่ฟันฟาง (ที่เหลืออยู่) ยังแข็งแรงไม่ผุกร่อน ไม่เหมือนเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกันฟันฟางสวยงามขาววับจับตา ฟันดี..หุ่นดี..ก็เป็นการลดอายุอานามลงไปได้หลายปี แต่ตัวเราก็ยังดี ไปไหนมาไหนก็มีคนชมว่า ”ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าอายุ”พูดผิดก็พูดใหม่ได้ น่าจะพูดใหม่ว่า “ดูเด็กกว่าอายุ” รักกันตายทีเดียวเชียวละ.. ถ้าจะพูดว่า “ดูอ่อนกว่าอายุ”ยังน่าเคารพนับถือมากกว่าที่จะทักทายว่า “ดูเป็นผู้ใหญ่กว่าอายุ” เคยยินเพลงเสียงร้องของมีศักดิ์ นาครัตน์หรือไม่ มีอยู่เพลงท่อนหนึ่งร้องเพลงด้วยเสียออดอ้อนว่า “ เธอจ๋า..ถึงพี่ไม่หล่อ..ก็ขอให้ดูที่ใจนะจ๊ะ”เนื้อ เพลงที่ร้องได้ใจจริง ๆ มีวงดนตรีของนักเรียนแถวๆ นั้น น่าจะเป็นโรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวายมาตั้งวงบรรเลงกันอย่างครึกครื้น ที่อัศจรรย์ไม่มีหลังคา (อยู่ทางด้านขาเข้าสนามกีฬา)  ผมชอบไปนั่งที่นั่นทุกครั้งที่ไปดูการแข่งขันกีฬานักเรียน ถ้าได้ยินเสียงดนตรีและมีคนร้องเพลง ก็น่าจะมีคนชื่อ มีศักดิ์ นาครัตน์ ไปร้องเพลงร่วมวงยู่ด้วยแทบจะทุกครั้งที่ผมไปดูกีฬาโรงเรียน มักจะเห็นเขาร้องเพลงกับวงดนตรี ดีด สี ตี เป่า คณะนั้นมีนักร้องที่ อยากจะฟังเขาร้องเพลงมารู้ภายหลังว่าชื่อ มีศักด์ นาครัตน์ร้องเพลงสากล เสียงดีมาก เสียงค่อนข้างจะแหลมสูง หรือเป็นเพราะว่าสมัยนั้นชอบเสียงเพลงอย่างนั้น  เพลงที่เขาร้องน่าฟังตลอดมา จนเวลาผ่านไปนานพอสมควร (หลายปี) เขาไปเป็นนักร้องประจำ ที่ไน้ท์คลับ แห่งหนึ่งแถวสี่พระยาหรือสีลม ราวๆ นั้น (ลืมชื่อไปแล้ว) นอกจากเสียงเพลงแล้ว เขามีบุคคลิกร่าเริงสดใส ยิ้มง่ายเป็นกันเองรูปร่างดีเมื่อหนุ่มๆ มีที่ติอยู่นิดหนึ่ง ที่เขา “หัวล้าน”แต่พองามไม่ถึงกับโล้น เป็นเพราะผมบาง มากกว่า