Get Adobe Flash player

เรื่องจริงแอบอิงนิยาย ตอนที่ 2 โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

(ต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว) คุณๆ  รู้จักหน้าตาของ มีศักดิ์ นาครัตน์ บ้างไหม เขาเป็นคนน่าสนใจจริงๆ เคยเห็นเขา ตั้งแต่ตัวเอง ยังเป็นเด็กมัธยมอยู่เลย แต่จำเขาได้แม่นยำ ตัวเอง เป็นคนชอบไปดูการแข่งขันกีฬาโรงเรียนที่สนามกีฬา ปทุมวัน ถ้าจำไม่ผิด (อีกนั่นแหละ)มีศักดิ์ นาครัตน์เรียนอยู่ที่ โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวาย(ถ้าจำผิดก็ขออภัยเพราะนานนักหนามาแล้ว) ไม่คิดว่าจะมาพูดถึงเขาในวันนี้เขาเป็นคนแต่งตัวดีแม้จะอยู่ในเครื่องแบบนักเรียนอาชีวะ ช่างก่อสร้าง(นุ่งกางเกงขายาว แต่ไม่มีผ้าขะม้าคาดพุง)โรงเรียนช่างก่อสร้างอุเทนถวายอยู่ไม่ไกลจากสนามกีฬาแห่งชาติ ปทุมวัน มากนัก

ผมเคยเสียดายและเสียใจ ที่กลับบ้านไม่ทันไปเที่ยวเชียงใหม่ ขับรถยนต์ไปกันห้าคนหนีผู้ปกครองไปด้วยกันทั้งนั้นเที่ยวเพลินไปหลายจังหวัดค่ำไหนนอนนั่น เลยกลับมาไม่ทันสอบเข้าโรงเรียนที่ตั้งใจจะไปเรียน กลับมาสอบเข้าไม่ทัน ก็เลยเดินเข้าไปหาอาจารย์ใหญ่ โรงเรียนอาชีวะ ใกล้บ้าน แห่งหนึ่ง เอาผลการสอบ มอหก ไปให้อาจารย์ใหญ่ดูว่า เป็นเด็กเรียนอยู่ในเกรดเอ แต่มาสอบเข้าโรงเรียนชั้นมอเจ็ดมอแปดไม่ทัน เลยเปลี่ยนใจ อยากจะเรียนอาชีวะทางบัญชีแทน อาจารย์ใหญ่รับไว้ เพราะเห็นผลการเรียนดี อีกอย่างหนึ่งเล่นกีฬา (พอที่จะเป็นตัวสำรองได้)  ตั้งใจว่า จะเรียนฆ่าเวลาสักปี แล้วจะไปสอบเข้าโรงเรียนที่หมายตาเอาไว้ แล้วจะไปต่อมหาลัย..แต่ว่า แค่ปีเดียวให้หลังเรียนอาชีวะ สนุกสนานดีก็เลยปล่อยเลยตามเลย เรียนมั่งไม่เรียนมั่งจนจบ (อนาคตจบแค่เฉียดๆ จะสอบตก)สารภาพว่า เรียนบัญชีแต่ทำบัญชีไม่เป็น(หมายถึงไม่ถนัดไม่เก่ง) แต่พอถูไถสอบผ่านไปได้เฉียดฉิว เพราะไม่สนใจเรื่องบัญชีเอาเลยจริงๆ พอสอบผ่านไปได้อย่างใจหายใจคว่ำ.. ยังไม่รู้ผ่านมาได้ยังไง.. เท่าที่เรียนๆ มาแค่พอรู้เรื่องงูๆ ปลาๆ เท่านั้น อนาคตมันจึงสั้นจู๋ดิ้นไปไหนไม่รอด แต่ดันได้งานทางบัญชีกับบริษัทใหญ่ (บริษัทเอกชน) พอไหว..เพราะไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมากนัก

ความไม่เอาไหน.. ชีวิตมันจึงได้ลุ่มๆ ดอนๆ เด้งหน้าเด้งหลัง มาจนถึงทุกวันนี้...คิดว่า น่าจะมาโตเป็นผู้เป็นคนกับเขาได้ก็เมื่อมาอยู่ที่นี่ “มะริกา”น่าจะพออยู่ได้ไม่ถึงกับอดตายหรือไร้ที่ซุกหัวนอน ชีวิตความเป็นอยู่ที่นี่สอนให้ไม่ต้องคิดอะไรมาก ภ้าจะต้องจำยอมหรือจำใจ ถ้าอยู่ที่นี่ไม่ได้..ไปไม่รอดก็ขอนอนรอความตายอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน อยู่ที่นี่มีทางรอดอย่างปลอดโปร่งและปลอดภัย.. ถ้าหากจะทำตัวให้ “อยู่รอด” ก็รอดได้ แต่ถ้าไม่อยากจะอยู่สู้ชีวิตต่อไป ไม่มีใครหรอกที่จะอยู่ที่นี่.. มะริกา ด้วยใจ “ปลาซิว”ต้องคิดว่าตัวเองเป็น “ปลากัด” โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาอยู่ลอส แองเจลิส. ที่มีคนไทยอยู่มากมาย เรียนรู้กับการ “ต้องอยู่ให้ได้” งานการอะไรที่ทำให้มีรายได้อยู่รอด “อย่าเกี่ยงงาน” อยู่อย่างรู้ตัวว่า เราจะต้องอยู่ได้อย่างไร.. ค่อยเรียนค่อยรู้กันไปเรื่อยๆ การเกิดมาเป็น “คน” ถือว่าโชคดี..ยิ่งมาอยู่ที่นี่ “มะริกา”เท่าเทียมกัน“กะเหรี่ยง” มาอยู่สู้ชีวิตกันอย่างสนุกสนาน เป็นหมื่นเป็นแสนคน เขาก็คือคน เราก็เป็นคนเหมือนเขา ทั้งเขาทั้งเรา ...ทุกคนต้องมาเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่จะเป็นไรไป ถ้าไม่นับหนึ่งเสียก่อนจะต่อจิ๊กซอเป็น สอง สาม สี่ห้า ได้อย่างไร  เขาอยู่กันได้เราก็อยู่ได้

จำกันไว้อย่าลืมว่า กะเหรี่ยงมีอยู่มากมาย เขายังอยู่กันได้..เราก็คน..เขาก็คนมีสิบนิ้วเหมือนกัน

.. คนเหล่านั้นไม่แตกต่างอะไรไปกว่าเรา..เราก็คนเขาก็คน เขาอยู่ได้ เราก็อยู่ได้...เช่นกัน..

วันนี้..ไม่ใช่ทีของเรา.. วันหน้ายังมีโอกาส.. อย่างเขาหรือไม่น้อยไปกว่าเขา..

ชีวิตต่อชีวิต.. อย่าท้อใจ.. เราคือผู้ลิขิตชีวิตของตัวเราเอง ถ้าเราไม่รู้ตัวเอง..ใครจะรู้ใจเรา..

ส่วนผู้ที่ทั้งผลักผลักทั้งดันทำให้ประเทศ“เสียศูนย์”อย่างไร้เดียงสา ต้องทำใจให้อภัย อายุอานามพวกเหล่านั้น เกินวัย “นอนแปล” มานานแล้ว ณ วันนี้ ก็กำลังหาที่นอนเช่นเดียว คือ จะย้ายกันไปนอน บ้านไม้สี่เหลี่ยนด้านไม่เท่าที่มีชื่อเรียกว่า “โลง” 

นักการเมืองหนุ่มใหญ่ “วัยหย่อนยาน” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “นักการเมืองไทย” ทุกวันนี้ อยู่ในอาการเด้งหน้าเด้งหลังไม่รู้ว่าจะเป็นจังหวะกัวราช่า แซมบ้า ช่า..ช่า..ช่า หรือจังหวะตะลุง แทมโป้ แบบไทยๆ เห็นกันทั่วมั่วไปหมด ที่เห็นหนวดเห็นหน้า เป็นอยู่ทุกวันนี้ค่อนข้างจะเป็นคน ประเภท “หลับไม่เต็มตื่น นอนไม่เต็มตา” เป็นดาราหน้าปกทั้งหนังสือพิมพ์ รายวัน รายสัปดาห์ ชอบกันนักกันหนา ชอบเป็นข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ เห็นแล้วอดสังเวชอยู่ในใจ กรวดน้ำคว่ำขัน ให้พรกันไปกล่าวคำอวยชัยให้พรว่า “สัตว์ทั้งหลายจงเป็นสุข เป็นสุขเป็นสุขเถิด.. อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย..

คำแหน่งทางการเมืองทั้งหลายที่ท่านๆ ได้รับอนิสงฆ์ในการเป็น “นักการเมือง”เมิ่อถึงเวลาสมควรกับการลาโรงหรือจะปล่อยไว้ให้ถึงเวลาหายใจทางปากอยากจะบอกว่า “ขอลาตาย”พูดไม่ออกบอกไม่ถูก แค่พูดคำเดียวยว่า “ขอโทษ” ต่างคนค่างไปก็ไม่ว่ากัน อภัยให้กันและกันเถิด จะได้เกิดคนละทิศคนละทางห่างกันคนละทิศคนละทาง  ไม่ต้องโคจรมาพบกันอีกในชาติหน้า ยังไงๆก็ไม่ว่ากัน ไม่มีอะไรที่จะปลด “บาปกรรม” ที่ทำๆ เอาไว้ กับบ้านเมือง ประเทศชาติ แม้กระทั่ง ประชาชนร่วมชาติ(เป็นสิ่งที่นักการเมืองส่วนใหญ่ได้กระทำไว้ต่อแผ่นดินถิ่นเกิด ก็ให้อภัยกับผู้ที่สำนึกถึงความเป็นผู้เป็นคนได้ ตอนแก่ใกล้ตายแล้ว ก็อภัยกันไปส่วนกรมดี..กรรมเลว เวรกรรมใครก่อใครทำ ก็รับกรรมกันไปกำกันไปคนละกำสองกำ อวยพรให้อีกครั้ง สัตว์ทั้งหลาย.. จงเป็นสุข เป็นสุข..เถิด อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย (ถ้าชาติหน้ามีจริง)

เราชาว กระเหรี่ยง (ในมะริกา) เคยอยู่อยู่กับนักการเมืองมาอยู่ที่นี่ซุ่มเสียงแปร่งๆ ไป กันมาคนละนานๆ อะไรที่ได้รู้ได้เห็น ก็เอามาเล่าสู่กันฟังดังคำพูดหลายๆ ประโยคข้างต้น จนกระทั่งถึง “ทีเอ็งข้าไม่ว่า ..ทีข้าเอ็งอย่าขวาง”คำพูดที่ว่าไว้น่าจะเป็นคำพูดของคนที่อยู่ใต้บารมีของนักการเมืองรุ่นลายครามขึ้นมาข่มขย่มบารมีของ “นักการเมือง..รุ่นเดอะ” จนถึงเละตุ้มเป๊ะไปตามๆ กัน การเมืองทุกวันนี้ (ชี้นิ้วไปยังประเทศที่อยู่ใกล้ ลาว ใกล้ เขมร

งานที่ทหารควรทำมีหน้าที่ป้องกันปราบปรามสัตรูของประเทศชาติ หาใช่ว่า หัวหน้าคณะปฎิวัติต้องการยึดประเทศเอาไว้ ตั้งตัวเองเป็น นายกรัฐมนตรี (ซะเมื่อไหร่หน้าตาบอกว่า รู้ยังงี้ไม่ปฎิวัติ ดีกว่า) ออกอาการกระอักกระอ่วนกับเรื่องที่จะต้องถูกสื่อฯ ซักไซร้ไต่ถามตามสัมภาษณ์ตลอดเวลา  ตามข่าวแทบทุกระยะ ถึงยามกินก็ไม่ได้นอน ยามนอนก็ไม่ได้กิน สื่อฯ “เกาะติด”ซักถามหัวหน้าปฎิวัติจะ เหนียมอาย”บ้างหรือไม่กับการ”แต่งตั้งตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรี”คิดว่าท่านนายกฯจะไม่ยึกยักที่จะตอบคำถาม (โง่ๆ) นั้นไปทำไม ถ้าจะถามว่า ..ไปไหนมา..ก็จะได้รับคำตอบว่า “สามวา..สองศอก” ตอกกลับไป

หรือว่า..อย่างน้อยก็ขอภูมิใจเอาไว้ก่อน แม้ว่าจะเป็นนายกฯมาจาการ “ลากตั้ง” หาใช่เป็นนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งแต่อย่างไรไม่ แม้จะคิดว่าไม่เหมือนกัน คิดผิดคิดใหม่ด่า เหมือนกับจริงๆ ราวกับ”ฝาแฝด” นั่นเชียวนะเชียว)  ช่างย้ำกันนักหนา เดี๋ยวก็จะถูกย้อนถามว่า “มีอะไร..อ่ะปล่าว..) ถ้าเป็นกระผมเอง ก็อึกอักที่จะตอบคำถามนั้น แต่จะตอบกลับไปว่า “เรื่องของคน..หมาไม่เกี่ยว” (ถูกใจไหมขอรับท่าน)

อย่างไรก็ตามหน.คณะปฎิวัติอาจจะรู้สึกผิดหวังที่เป็นนายกตามหลัง นายิกรัฐมนตรี (นายกฯที่เป็นผู้หญิง)ต้องเสี่ยงและเสียวอย่างสุด..สุด  แต่อย่างน้อยตำแน่งที่ท่านได้มาจาการปฎิวัติสำเร็จเสร็จสมสมตามหวังที่ตั้งใจไว้น่าจะเรียกว่าเป็นคุณงามความดีสุดยอดสุดเสียว)ก็ย่อมได้ แม้ว่าจะมาจากการยึดอำนาจรัฐ จากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ทำได้สำเร็จเสร็จสมอารมณ์หมายแล้ว  ถ้ากระผมอยู่ในคณะ คสช.กระผมจะยกมือทั้งสองข้างชูขึ้นเหนือหัว เสนอให้ท่านเป็น “นายกรัฐมนโท”ทันที ในวันที่ท่านประกาศว่า “ จะเป็นหัวหน้ารัฐบาลที่มาจากการปฎิวัติ”ตำแหน่ง นายก

ตัวเอง)..ท่านจะเป็นนายกฯ ยศสูงว่า อดีตนายิกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรนะข                                              ไว่าจะทำสงครามโดยตรง หรือ การเข้ามากุมอำนาจทาง เศรษฐกิจ วางแผนมาเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ ทางการเงินและการค้า เป็นนายทุนผูกขาด การทำมาหากินและความเป็นอยู่ของประชากรไทยนั้น ต่างชาติที่มีทั้งกำลังอาวุธ (ทำสงคราม)  หรือยึดด้านเศรษฐกิจ (อาหารการกิจที่อยู่อาศัย)  คือเป็น “เจ้าหนี้ใหญ่” ในการค้าขายสารพัดอย่างตั้งแต่เรื่องอาหารปากท้อง อาหารใจและกาย (สิ่งที่เสพย์ได้แต่กิประเภทของฟุ่มเฟือฟุ้งเฟ้อ การจับจ่ายใช้สอยเกินตัว ชอบกินชอบใช้ ของนอกทั้งอาหารการกิน ทั้งความเป็นอยู่ของใช้ต่างๆ (ทุกอย่าง) ที่ส่งเข้ามาจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสิ่งของอำนวยความสะดสำหรับคนต่างชาติ ไม่ว่าจะเป็น อเมริกาหรือ ยุโรป นิยมกันนักกันหนา ประหนึ่งว่า เห็น “ช้างขี้..อยากจะขี้ตามช้าง” โดยไม่มองว่าตัวเองนั้นเป็น แค่ในช่วงเวลาอยู่ในความนิยมระยะสั้นๆ  เท่านั้น            

สิ่งที่กล่าวมานั้นคือ “ตัวหลอก (หรือแฟชั่น)” ของ ประเทศที่เรียกว่า เป็นผู้นำแฟชั่นของโลก ไม่กี่ประเทศ เช่น อเมริกา ฝรั่งเศส เป็นต้น   ด้วยความเคารพและความหวังดีกับพี่น้องชาวไทยและประเทศไทย ตัวเกล้ากระผมเองอยู่ต่างประเทศมานาน เข้าใจรู้ใจคนมะริกันค่อนข้างดีว่า เขาเห็นว่า คนเอเซีย “หลอกง่าย” โดย เฉพาะอย่างยิ่งกับสินค้าที่มีตราประทับว่า “ผลิตในยู.เอส.เอ. “

ความที่ได้รู้ได้เห็นได้ยินได้ฟัง รวมทั้งที่คลุกคลีตีโมงกับมะริกันชนมาบ้างอย่างเคยชิน แม้จะอยู่นานยังควานหาทางกลับบ้านไม่ถูก) กลายเป็นกระเหรี่ยงพเนจรที่เรียกได้ว่า เป็น “มะริกันข้างถนน” คนหนึ่ง ไม่ต่างจากเป็น”นก” นกขมิ้นเหลืองอ่อนค่ำแล้วจะนอนที่ไหนเอยระเหเร่ร่อนอยู่นาน ส่วนใหญแล้วแโยกย้ายไปอยู่กับเพื่อนๆ ที่พอจะรู้จักคุ้นเคยกันมาก่อนจากเมืองไทย ไม่ค่อยจะขัดสนเท่าไรนักกับที่อยู่ แต่ที่กินนี่ซิยากส์ เลยต้องล่อ “จั๊งฟู้ด” (แฮมเบอร์เกอร์) อยู่พักใหญ่ เป็นบทเรียนที่ยิ่งใหญ่ได้จากการมาอยู่อเมริกา แล้วก็เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ว่าจะทำอย่างไรจะอยู่อย่างไร จนมีชีวิตอยู่ได้แบบ “มะริกันชนคนข้างถนนคนหนึ่ง ณ ประเทศนี้

ขอย้อนระลึกถึงสิ่งที่ติดตามมาด้วยมีความสนใจอยู่เรื่อยมา (ตั้งแต่อยู่เมืองไทยแล้ว) คือเรื่องการเมือง ขอประทานโทษที่อยากจะพูดตรงๆ ว่า คิดถึงเรื่องการเมืองประเทศที่เป็นถิ่นกำเนิดเกิดที่นั่น แม้ตัวเองจะต่ำต้อย แต่ดันมองสูงไม่เจียมสังขาร การเมืองเป็นเรื่องของผู้มากบารมี คือ นักการเมืองมองไกลไปถึงโน่นแน่ะ เรื่อง ที่เขาเรียกกันว่า “เหลือบมีชืวิตอยู่ได้ด้วยอาศัยดูดเลือดชาวประชากินเป็นนิจสิน แต่ว่า ที่ผ่านมานานพอสมควร ประชาชนชักรู้จะรู้เรื่อง “การบ้านการเมือง” ก็ค่อยๆ จะเรียนรู้ “รู้เช่น..เห็นชาติ” นัการเมืองไทยมากขึ้น โรคระบาดที่อยู่ในหมู่นักการเมืองที“เรื้อรัง” ของนักการเมืองเป็นโรคเรื้อรังแก้ไม่หาย เป็นตรายใดที่นักการเมืองไทย “ที่นั่งสุมหัวกันอยู่ในสภาฯ” แหล่างเพาะเชื้อชั่ว ตามภาษาฝรั่งเรียกว่า “คอร์รัปชั่น” นัการเมืองคใดเข้าไป ในตึกนั้นฐานะผู้แทนราษฎร  ต่างก็มุ่งหน้าทำงาน (ถอนทุน) ที่แจกจ่ายล่วงหน้าไปแล้วสำหรับการทำประชาสัมพันธุ์ กับการเลือกตั้ง คน ที่เข้าสภาฯๆปได้ ก็จะทอนทุนคืนได้ไม่นานนักโดยเฉฑาะอย่างยิ่งฝ่ายที่ได้บริหารงานแผ่นดิน ส่วนฝ่ายที่ไม่ได้รับเลือกตั้ง ก็ตกเป็น “ลูกหนี้”ท่วมหัวท่วมหูก็ต้องทนทู่ซี้กันไป ผลัดผ่อนหนี้ไม่ส่งต้นก็ส่งดอกไปเรื่อยๆ  ส่วนใหญ่จะเป็นอย่างนั้น คือคิดการใหญ่ ประเภทที่ว่า “เห็นช้างขี้..อยากจะขี้ตามช้างบ้าง”ถ้าไม่ถึงกับบ้า ก็เมาตลอดเวลาจนกว่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ เราละ..ไม่ว่ากันอยากจะเล่นการเมือง ก็ต้องทำใจ เหมือนเล่นตบแปะ มีให้เลือกอยู่สามทาง มีหัว มีก้อย มีกลาง แค่สามทางเท่านั้นเอง แต่คนมีทุนน้อย  เล่น”ตบแปะ”เห็นว่า เจ้ามือ เป็นต่อ สองต่อหนึ่ง ไม่ออกหัว ก็ก้อย ไม่ออกก้อยก็ออกกลาง แต่ว่า  “คนแทง” เห็นว่าน่าจะถูกง่าย แต่ยากส์ ..พ่ะ.ย่..ค่ะ..

การเมืองเป็นเรื่อง “ของคน (อยากจะ)ตาย..น้ำตื้น” ตลอดมา

การเมืองของประชาชน (เครื่องมือเล่น มีแต่เหรียญสองด้าน หัว กับ ก้อย (แล้วก็มีกลาง คือเหรียญอันหนึ่งหงายหัว อีกเหรียญหนึ่งหงายก้อย เรียกว่ากลาง)  หรือจะสู้ การเมืองทุกวันนี้ เลิกใช้เหรียญสองอัน ด้านหนึ่งเป็นหัวอีกด้านหนึ่งเป็นก้อย เดี๋ยวนี้เรื่องการเมือง เปลี่ยนไปเล่นกันได้เฉพาะ”คนแต่งเครื่องแบบ(สีเขียว)” เท่านั้น เครื่องเล่นเปลี่ยนจากเหรียญ(เพื่อเอามาเล่นตบแปะ) เปลี่ยนเป็นใช้ปืน พร้อมๆ กับ”รถถัง” เป็นตัวช่วย ตะโกนขู่ลั่นว่า“นักเลงปืน” เท่านั้นที่จะเป็นเจ้ามือตบแปะได้.. แล้วก็ตบได้จริงๆ ชนิดที่เจ้ามือตบแปะ (เจ้าเก่า) หงายหลังลงไปคลุกฝุ่น ทั้งเจ้ามือและผู้เล่นรวมทั้งผู้ดูทามาเป็นกองเชียร์ด้วย

ทุกวันนี้ .. เจ้ามือคนใหม่ เข้าไปกินรวบเรื่องตบแปะ..อยู่ “เจ้าเดียว”  ไม่มีใครอยากจะเล่นด้วยแล้ว แม้แต่คนดูคนเชียร์ที่มาดูการเล่นตบแปะ เป็นประจำ ก็ลี้หน้าหายวับไปกับตาปล่อยให้ “เจ้ามือ” คนใหม่สำแดงฤทธิ์เดชเอาตามชอบใจ คนมาดูมาเชียร์ “วงตบแปะ” ( ไม่กล้าจะเข้ามามุงดูกันอยู่เหมือนเดิม ไม่กล้าเสี่ยงเพราะ“เจ้ามือพกปืน” อยู่ตลอดเวลา น่าหวาดเสียว  ทุกวันนี้เจ้ามือตบแปะตัวจริงแต่งชุดสี เขียว ยังนั่งคุมบ่อนอยู่อย่างไม่ยอมเลิกรา ไม่มีท่าทีจะวางมือง่ายๆ   ไม่มีคนนอกเข้ามาร่วมวงด้วย ทั้งยังไม่มีท่าทีจะเลิกเป็นเจ้ามือ “ตบแปะ” ง่ายๆ ไม่ว่าเจ้ามือคนเก่าจะทวงถามอยู่เสมอว่า จะ “คุมบ่อนตบแปะ ไปอีกนานเท่าไร? ปล่อยให้มืออาชีพเขาทำกันตามเดิมไม่ดีกว่าหรือ

เรื่องการพนันขันต่อ (เล่นตบแปะ) ในตึกใหญ่ครั้งกระนั้นจนถึงวันนี้ ไม่มีนักเล่นตบแปะเดินเข้าเดินออกทั้งวันสองสามคน   ไม่ว่าจะเป็นลูกค้าที่มีมาเล่นหรือมาดูเฉยๆ.. ต่างก็หายหน้าค่าตาไปกันหมด  เหลือแต่เจ้ามือหน้าใหม่ (ในชุดยูนิฟอร์ม สีเขียว) กับลูกน้องมานั่ง “ตบยุง” คุมบ่อนอยู่เท่านั้น เสียงสรวลเสเฮฮา ตามประสาบ่อนตบแปะ”เคยส่งเสียงเอะอะมะเทิ่ง ก็สิ้นเสียงลงไป เพราะไม่ใครอยากจะไปเล่น “ตบแปะ” ในบ่อนนั้น จนกระทั่งวันนี้

เล่าเรื่อง “บ่อนตบแปะ” มานานแล้ว น่าเบื่อ มีคำถามว่า “ทำไม่คนใส่ชุดเขียว ที่ใช้ปืนไล่นักเล่นและเจ้ามือตบแปะ..ออกไป” แล้วเข้ามาเป็น “เจ้ามือตบแปะ” กับลูกน้อง“นักเลงคุมบ่อน” ไม่มีนักเล่นพนัน เข้ามาเล่นด้วย ไม่คึกคักเท่าที่ควรมีแต่ (นักเลงโต) วางท่าว่าเป็น”นายบ่อน”คนใหม่เท่านั้นเอง

อ้างว่าเป็นตะหานทั้น ก็น่ากลัว..กลัวว่าทำท่าดีทีเหลวเต๊ะท่า..ว่าข้าแน่  “เป็นนักเลงใหญ่”

แค่ให้มา”คุมบ่อนตบแปะ”..ยังทำไม่ได้

คืนบ่อนให้”เจ้ามือตบแปะ”คนเก่าไปดีกว่าไหมจะได้ไม่เสียหน้า..ยิ่งไปกว่านี้..