Get Adobe Flash player

กราบเรียนมาด้วยความหวังดี โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

ขอเรียนว่า การเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาจากเนื้อหาสถานะการณ์บ้านเมือง แกว่งไปแกว่ง มา ส่วนผู้ที่ผลักและดันทำให้ “โตงเตง..ไปๆ มาๆ ”คือ หัวหน้าคณะ คสช.ไม่ต้องเอ่ยชื่อ ทุกคนก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าเป็นใคร

จริงอยู่การเข้ามายึดอำนาจ “บริหารประเทศ” จาก รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ด้วยอำนาจบาทใหญ่... (บาทใหญ่ ณ ที่นี้หมายถึง บาทา แปลว่าเท้าใหญ่ ) ใช้กำลังทหารที่มีหน้าที่ป้องกันปราบปรามสัตรูของประเทศชาติ  รวมทั้งยังมีหนอนบ่อนไส้ (ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง หรือคนในเครื่องแบบรวมหัวกัน ทำลายประเทศไทย ทั้งทางตรงทางโค้งหรือทางอ้อม ไม่ว่าจะเป็น ความต้องการยึดอำนาจโดยตรงคือ ใช้กำลังอาวุธสงคราม (  หรือการยึดประเทศไทยทางอ้อมคือการบ่อนทำลาย “ทางเศรษฐกิจ”) แต่ทว่า ..ส่วนใหญ่แล้วการยึดอำนาจรัฐบาล สามารถทำได้โดยทหารอย่างสบาย..สบาย.. ถามว่า ไม่ผิดกฏกมายหรือ..ผิดน่ะผิดอยู่ แต่ ”กลุ่มผู้กุมอำนาจรัฐไว้ได้”มีอำนาจเหนือกว่า (บางคนเรียกอย่างน่าเกลีดว่า “ข่มขู่) ด้วยอำนาจเผด็จการ  แม้จะเข้ามา นอกลู่นอกทางวิถีทางประชาธิปไตย ก็สามารถจะ “พอกเนื้อพองตัว” ให้ขาวสะอาดหมดจดไร้มลทินได้ ด้วยการออก “กฏหมายนิรโทษกรรม” ให้ตัวเองและพรรคพวกลบล้างมลทินลบ ลบรอย “ด่าง” ที่ทำไว้  (คือการยึดหรือแย่งชิงอำนาจรัฐ) ไม่รู้ว่า จะนับรวมผิดศิล ข้อ “เอาสิ่งของด้วยการขโมยหรือใช้อำนาจข่มขู่ เอาสังหาริมทรัพย์ หรือ อสังหาริมทรัพย์ ของผู้อื่น (คณะรัฐบาลของประชาชน)  ใช้อาวุธข่มขู่ยึดเอาไปเป็นของตน (ยึดอำนาจจากรัฐบาลที่กำลังบริหารบ้านเมืองอยู่ (คือนักการเมือง) ที่เข้าไปบริหารประเทศอย่างถูกต้อง “จากการเลือกตั้ง” ถือว่าได้อำนาจมาบริหารบ้านเมือง ด้วยความเห็นชอบจากฉันทามติจากประชาชน  ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งตามระบอบตาม “ประชาธิปไตยโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข” ถวายสัตย์ทำงานตามระบอบประชาธิปไตย อยู่ใต้กฏหมาย  ปฎิบัตภาระกิจตาม “ข้อให้” หรือ ข้อห้าม (ในการ “ปกครองบ้านเมืองตามกฏหมาย กำหนดไว้เป็นเอกฉันท์ ”การปฎิวัติหรือรัฐประหาร”  ผิด..ผิด..และผิด.. อย่างแน่นอน ไม่ต้องอ้าปากเอ่ยโต้แย้งตีคารมกันต่อไป เพราะว่า ผู้ทำการปฎิวัติ แม้ว่าจะเป็นฝ่ายชนะ คือเป็นฝ่ายยึดครอง (แย่ง ) อำนาจรัฐไปได้  ก็น่าจะตัวรู้ว่าผิด (กฏหมาย)  อย่างเต็มประตูไม่สามารถจะโยกโย้ โต้แย้งตะแบงให้ ผิดเป็นถูกไปได้อย่างไร ..เมื่อแย่งอำนาจรัฐ (จากประชาชน) ไปได้ รู้ตัวว่าผิดอย่างแน่นอน เพราะเมื่อยึดอำนาจสำเร็จเสร็จสมอาอารมณ์หมายแล้ว  แต่งตั้งตัวเองและพรรคพวกขึ้นมาเป็นรัฐบาล (แทนรัฐบาลเก่าที่ “ขับไล่ไส่ส่งออกไป” เก็บข้าวของใช้ (ในออฟฟิต) แทบจะไม่ทัน พวกที่เข้าไปยึดอำนาจ “รัฐบาล” ตัวแทนของประชาชนด้วยการ “ได้รับเลือกตั้งเข้าไปบริหารประเทศอยู่  รู้ว่าผิดอยู่เต็มอกกับการกระทำเช่นนั้น อย่างนั้น อย่างไรหรือ ก็อย่างคนทั่วโลก (ประเทศที่มีความศิวิไลย์แล้ว) แทบจะไม่เชื่อว่า จะยังมีเรื่องป่าเถื่อน ที่เรียกว่า “ปฎิวัติรัฐประหาร” อยู่อีก

บ้านเมืองกะเหรี่ยงของกระผม จนกระทั่งถึงวันนี้ ยังมี  “ทหาร” ตามหมายของคำๆ นั้นอยู่อีกหรือ..ขอรับท่าน เมือง”กะเหรี่ยง” บ้านเกิดเมืองนอนของกระผม มีผู้ถืออาวุธ (ถูกต้องตามกฏหมาย? ) มีอชื่อคล้ายๆ “ทหาร” (แต่ที่ได้ยินมาเขาเรียกกันว่า “ทะหอย”) โมเมเรียกกันขานกันมานานเรียกขานกันว่า“ทะหอย”  จนคำว่า ทหาร เลือนหายไป “ทะหอย” ก็คล้ายกับทหารของประเทศอื่นๆ  อย่าเรียกผิดนะครับว่าที่เคยเรียกผิดๆ กันมา ขอให้เข้าใจเรียกให้ถูกกับความเป็นจริงสักหน่อย เพราะว่า บ้านเมืองของกระผมที่มีอยู่คล้ายๆ “ทหาร” ตามที่ประเทศทั่วโลกเขามีกัน แต่ว่าประเทศหรือเมืองฟ้าอมรฯ ของ “กะเหรี่ยง” (อย่างผม)  จะเรียกว่า มี “ทหาร” หรือ ทำท่าว่าคล้ายๆ ทหาร น่ะมีก็มีอยู่จริง แต่เท่าที่มีอยู่ คือ “ ทะหอย” ตั้งยศฐากันสูงๆ เป็นถึง “พลเอก” ก็ยังมี)เรียกว่า“เห็นช้างขี้ ..ก็อยากจะ “ขี้ตามช้าง”  ก็ย่อมได้  อย่างงสส์ อยากจะถามว่า “ประเทศผมยังมี ทหาร หลงเหลืออยู่ในโลกนี้อีกหรือ? ขอยกมือตอบว่า “มีครับท่าน ในเมืองลี้ลับยังมีอยู่อีกแน่นอน  ขอยืนยันว่ามี “ขอรับ..ครับกระผม แล้ว ประเทศชื่อ  “กะเหรี่ยง” ของพวกชาติพันธุ์เผ่าเดียวกับกระผม ก็ยัง มีครับยังมีอยู่ จะถามว่าอยู่กันอย่างไร “สงสัยว่าจะ “ขุดรูอยู่กันหรือไม่” พระคุณท่านก็คิดไปไกล กะเหรี่ยง อย่างพวกผม ก็เป็น “มนุษย์” เหมือนกัน (ก็ยอมรับอีกว่า ยังไม่ศิวิไลย์อย่างที่ควรจะเป็น)  ถ้าท่าน จะมองว่า การปฎิวัติแต่ละครั้ง หมายความว่า ถอยหลังตกคูตกคลอง กันต่อไปอีกเรื่อยๆถ้าจะยังเป็นประเทศล้าหลัง ห่างจากประเทศศิวิไลย์โดยทั่วๆ ไป  อีกกี่ร้อย หรือ จะอีกกี่แสนล้านปีแสง ก็มิอาจจะคาดเดาได้  ถ้าถามว่า “ แล้วพวก “กะเหรี่ยง” อย่างพวกกระผม ที่มาเรียน มาศึกษาหาความรู้กันอยู่ในอเมริกา หรือ ทางประเทศที่เจริญแล้ว ทางยุโรป คิดจะกลับบ้านไปช่วยประเทศชาติ ให้ขยับขึ้นไปยืนเคียงบ่าเคียงไหล่ กับประเทศ ที่ “พัฒนา” แล้วหรือไม่

ก็ย่อมจะได้อยู่ แต่น่าจะรู้ว่า ความรู้ที่เรียนๆ ไป มันดันใช้ได้ในประเทศที่เขาเจริญแล้วทั้งทางด้านจิตใจและวัตถุ .. อีกอย่างแล้วจะให้ขึ้นต้นนับหนึ่ง “กันใหม่” ได้อย่างไรจากตรงไหน ..”.. ก็ยังไม่รู้ว่า จะถูกถามกลับมาอีกหรือไม่ว่า “เห็นช้างขี้..อยากจะขี้ตามช้าง ..บ้างหรือไรยกเอาเรื่อง “ขี้ๆ” ขึ้นมาพูดกันอยู่เรื่อยๆ ก็เลยไม่มีใครอยากจะร่วมวงถากถาง กันต่อไป

 “กะเหรี่ยง” ที่ได้มารู้มาเห็นความเจริญความเป็นอยู่ การบริหารประเทศของประเทศที่พัฒนาแล้ว ก็จะยากส์ลำบากมากยิ่งขึ้น กว่าจะปรับตัวเข้ากับ ศิลปะ วัฒนธรรม การเมือง การปกครองได้  กะเหรี่ยง มีคนอยู่ กระจุกเดียว” กำมือเดียว (ไม่เหมือนกับประเทศสยาม) เมืองกะเหรี่ยง เหมือน “ไม้ซีกจะไปงัดไม้ซุง” ไม่น่าจะเป็นไปได้  ท่านๆ ยอมรับไหมว่า จะต้องใช้เวลา และจะต้องใช้เวลานาน เท่าไร.. หรือจะต้องแก่ตายไปก่อนในชาตินี้.. แล้วเกิดใหม่อีกทีในชาติหน้า เวียนว่ายตายเกิดอีกกี่สิบปี จึงจะได้เห็นเมืองกะเหรี่ยงเป็น “ประเทศกะเหรี่ยง”   เป็นประเทศศิวิไลย์ดารกา กับเขาบ้าง ความคิดเช่นนั้น เรียกว่า  “แพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้ขยับตัว”  ก็ยอมรับ แต่อยากจะขอแก้ไขใช้คำพูดใหม่ ที่น่าคิดกันใหม่ว่า “ แพ้มาตั้งแต่เกิด” เพราะเข้าใจกันว่า บ้านเกิดเมืองนอนของพวกเราชาว กะเหรี่ยงมีความเป็นมาอย่างนั้น ก็อยู่กันไปเรื่อยๆ  รักษาความเป็นอยู่เดิมๆ มาหลายรุ่นหลายสมัยแล้ว ก็ยังอยู่กันได้ ก็น่าจะอยู่กันต่อๆไป  เป็นการรักษาประเพณีวัฒนธรรม เรื่องของ “ความคดในข้อ..งอในกระดูก”  ที่นานาประเทศเขารับรองกันอยู่ในใจ แม้ว่า จะไม่ได้สัญยิงสัญญากันอย่างไร.. ก็ว่ากันต่อๆไปเรื่อย ๆ เหนื่อนัก เมื่อยนักค่อย “ละวาง” ทิ้งปัญหา “โลกแตก”ไปพลางๆ ก่อน  เพื่อรักษา “สุภาพจิต” กันไว้ น่าจะดีกว่า. การที่จะตกเป็นปัญหา “โรคจิต”  ที่อาจจะเป็นกันง่ายๆ ตามเหตุการณ์บ้านเมืองเป็นมาและน่าจะเป็นไป เรื่อยๆ ถ้ายังแก้ไขปัญหา การโกงกิน ที่เรียกว่า “คอรัปชั่น”ในวงราชการ และข้าราชการชั้นสูงไม่ได้ “ประชาชนทั่วๆไปก็เป็นแค่ “มดน้อย” มดน้อยธรรมดา ..(น่าจะดีกว่าหมาน้อยหมาน้อยธรรมดา  ย้ำว่า เป็น “มดน้อย..มดน้อยธรรมดา.. อย่าได้แสดงความกล้า” ออกตัวเพื่อแก้ปัญหาใหญ่ ที่เป็นปัญหาหลัหก.. “ของคณะผู้ที่มีอำนาจรัฐ  ที่มิได้มาด้วยเสียงของประชาชน เป็นอันขาด เพราะพวกเหล่านั้นคือ “เผด็จการ”  ตราบใดที่ผู้บริหารประเทศไม่ได้มาจากความเห็นดีเห็นชอบจากประชาชนส่วนใหญ่  จากการเลือกตั้ง

ทุกวันนี้ เมือง“กะเหรี่ยง” และชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ ยังไม่เข้าใจว่า เรื่องการปกครองแผ่นดิน ที่ควรจะมาจาก ประชาชน..และ โดยประชาชน  ก็จะพูดกันได้ต่อๆไปว่า เมืองกะเหรี่ยงยังจะต้องเป็นไปเช่นนั้น เรื่อยๆ ไป ขอให้คิดในแง่ดีกันไว้ว่า เท่าที่รักษาเมืองไว้เป็นเอกราชได้ ก็น่าจะพอใจ (กันแล้วละหรือ)

ด้านเศรษฐกิจ การทำมาหากิน และความเป็นอยู่ของมวลเหล่ามนุษย์ที่ได้ชื่อว่า “กะเหรี่ยง”  มีความสำคัญไม่ต่างจากการปกครอง คือเรื่องปากเรื่องท้องของประชาชน ที่เรียกว่า “เศรษฐกิจ”  จริงๆ ตั้งแต่เรื่องการค้าขาย หรือ ซื้อขาย สินค้า และธุรกิจ ถามจริงๆ ว่า “ตกอยู่ในมือของ “กะเกรี่ยง”  จริงๆ มีสักกี่เปอร์เซ็นต์กัน แล้วจะไปหวังอะไรว่า กะเกรี่ยง ขนานแท้และดั้งเดิมจะปกครองตัวเองได้อย่างไร   ฝีมือด้านเศรษฐกิจ คือการค้า  (ทั้งซื้อและขายทั่วๆไปกระทั่งการค้าระหว่าประเทศ อยู่ที่ใคร. คงจะไม่ไถ่ถามกันถึงเรื่องนั้น เพราะ กะเหรี่ยง ไม่รู้ว่า การค้าขาย โดยเฉพาะอย่าง ค้าขายระหว่าประเทศ “เขาทำกันอย่างไร” แล้วก็ไม่รู้แจ้งเห็นจริงกันต่อไปว่า จะต้องทำอย่างไร เท่าที่รู้ รู้กันอยู่แค่คำขวัญว่า ชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ พุทโถ..พุทธัง สารณัง คัจฉามิ

อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร แก้ปัญหาคนปลูกข้าว ไม่มีข้าวจะกิน แม้จะเป็น “ผู้ผลิตข้าว” ก็ยังขายไม่ออก เพราะถูกลูกล่อลูกชน จาก “เถ้าแก่ใหญ่” โรงสีข้าว ไม่รับซื้อในราคายุติธรรม มีแค่จะกดราคา กดเอากดเอา จนชาวนาตาเหลือก “ลูกกระเดือกแห้ง” เพราะอดอยากแทบจะไม่มีจะกิน “ข้าวที่ปลูกจากมือของชาวนาเอง” เก็บไว้ขายเพื่อ “ใช้หนี้” ที่กู้ยืมมาจะขายได้ (ในราคาที่ถูกกดราคา) หรือจะขายไม่ได้ (ถูกเจ้าของโรงสีรวมหัวกันประวิงเวลาไว้ ไม่รับซื้อ)  ก็ยังจะต้องเป็นหนี้หัวโต.. สะสมไว้สำหรับลูกหลายนชาวนาโอนเป็นมรดก ให้กับลูกหลาน นั่นเป็น “วิถีทาง” ที่ยังเลือกไม่ได้ของชาวนาไทย

ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หาหนทางแก้ไข.. ปัญหา “ชาวนาถูกกด ราคาข้าว” ตั้งกองทุกขึ้นมา เพื่อให้ชาวนาเอาข้าวไปจำนำ คือ เอาข้าวเก็บไว้ เพื่อต่อรองราคาตาม “สมควร” อยากจะได้ราคาสมความเป็นจริง  (ขอพูดอีกหน่อยว่า) ตามราคาตลาดโลก)  ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คิดค้นการแก้ปัญหานั้นได้ ถ้าชาวนาขายข้าวราคาที่ไม่เหมาะสมไม่ได้ (ก็อย่าเพิ่งขาย) ถ้าผู้ซื้อ (เจ้าของโรงสี) ต้องการค้ากำไรเกินควร ก็อย่าหวังว่าจะขี่คอข่มขย่มชาวนา” ให้ตายไปกับมือ (ตายทั้งเป็น) กองทุนจำนำข้าว ของรัฐบาล ยิ่งลักษรณ์ ชินวัตร ไม่ได้ ซื้อ ไว้ “ปั่นราคา” อย่างเจ้าของโรงสีแต่อย่างไรไม่ เพื่อการแก้ไขปัญหา “เรื่องการจำนำ” ข้าวกองทุนข้าวของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ถูกปิดเบือนไปว่าเป็น “การล่อซื้อข้าวชาวนา” คือยื่นสายป่านให้ชาวนาสามารถแก้ปัญหา “การหักคอซื้อข้าวในราคาต่ำ”ของโรงสี ไม่คุ้มหรือแทบจะไม่คุ้ม กับเงินที่ชาวนา (ควรจะได้รับ) กลายเป็นการ “รับจำนำข้าวชาวนา” เพื่อต่อรองผลประโยชน์การค้าข้าว กับ โรงสี ที่รวมหัวกัน “กดราคาขาย” ของชาวนา ความเข้าใจของ “ รัฐบาล คสช.” ก็เหมือนการ”คล้องโซ่ล่ามตรวน” ผูกคอชาวนา เหมือนมี ความหวังดี (แต่ประสงค์ร้าย) ไม่ว่าจะโดยหวังดี (ไม่รู้ว่าจะดีตรงไหน)  หรือไม่ประสีประสากับเรื่องง่ายๆ แต่กลับกลาย ”ตีความ” ไปว่าเป็นเรื่องลึกลับซับซ้อน คือเรื่อง การรับจำนาข้าว ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  อันที่จริง รัฐบาล คสช. น่าจะสงวนเนื้อ สงวนตัว เอาไว้ (ถึงทีเจ๋ง..เจ๋งดีกว่า) คือการจัดหาซื้ออาวุธ  อย่างซื้อเรือดำน้ำ  (ลำเดียว กี่ร้อยล้าน สามร้อย หรือ ห้าร้อยล้าน) หรือ ซื้อรถถังทีเดียว 20คัน2,000 ล้าน ก่อนที่จะหมดวาระ “จำใจ” จำจากจำจร การเป็น ผู้นำรัฐบาล (จากการลากตั้งกันเข้ามา) ขออวยพรให้ได้ตามความต้องการ ตามการให้พรของคนโบราณว่า “ สัตว์ทั้งหลายจงเป็นสุข..เป็นสุขเถิด อย่าได้เบียดเบียน ซึ่งกันและกันเลย”

ท้ายสุดนี้.. ยังไม่ถึงกับ “สุดท้ายนี้..ขออวยพรให้ท่านนายกรัฐมนตรี “ปากกล้า” อย่างน่านับถือ  

แต่จะต้องเพิ่มความนับถือขึ้นอีก เพราะ “โดนใจ” ที่ท่านเปลี่ยนรถนั่งใหม่..ยี่ห้อชั้นหนึ่ง (ของโลก) แน่นอนว่า (หลายสิบล้าน)  จะต้องมี “กระจก” กันกระสุน คาดว่าน่าจะกันระเบิด ได้ด้วย เป็น ราคาเดียวกับมหาเศรษฐีของโลกเขาซื้อใช้กัน

อยากจะเรียนว่า “รถคันใหม่น่าจะเป็น “รางวัล” จากรัฐบาลที่ท่านเป็นนายกฯ

มอบให้ท่านเมื่อพ้นจากตำแหน่งนายกฯแล้ว..นะขอรับ ครับกระผม........