Get Adobe Flash player

สับขา..แหกตาหลอก.. โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

               นักการเมืองระดับผู้บริหารประเทศชาติบ้านเมือง..ใช้วิธี “สับขา” แล้ว  “แหกตาหลอก” ยังจะใช้ได้ผลอยู่เรื่อยมา.. น่ากังขายิ่งนัก..

               การกระทำของนักการเมือง ทั้งในสภาฯและนอกสภาฯ ของสยามประเทศ ยังคงใช้วิธีเรียกว่า “สับขาหลอก” หรือถ้ายังไม่เข้าใจคำๆ นั้น เพราะ(คุณ) เป็นคนดีเกินไป ที่จะนึกถึงเรื่องของคนโกหกหน้าตาย มีอยู่ไม่เคยขาดหายไปจากสภาฯ ถนัดอยู่กับการพูดอย่าง ทำอีกอย่างสวนทางกันไป  น่าจะพูดเสียใหม่ ให้เห็นเด่นชัดมากขึ้น คือนักการเมืองยุคนี้ ถนัด “แหกตา” ชาวประชาทั่วแคว้นแดนสยาม โกหกพกลม ตีไข่ใส่สีละเลงกันเละตุ้มเป๊ะเละตุ้มมง..เรื่อยๆ มาอย่างหนักหนาสาหัส สมควรจะให้คะแนน (เลว) เต็มร้อยมาตั้งแต่ยุค “เจ้าพระยามูลแม้ว” ขึ้นมานั่งหัวโต๊ะบริหารสยามประเทศ  ประมาณว่ากว่าแปดปีที่ผ่านมา  ยุคนั้นบรรยากาศการเมืองสยามมืดๆ มัวๆ ฟ้าครึ้มฝน บ้านเมืองวิปริตผิดธรรมชาติเพราะมีนักการเมืองหน้าใหม่ ”ชิงมาเกิด” (คำว่า “มา” อย่าเผลอใส่ ห.หีบ นำหน้า นะครับ) ทำให้ปวงประชาสะบักสะบอมช้ำเลือดช้ำหนอง นับแต่บัดนั้น จนถึงปัจจุบัน

               สังคมทุกชนชั้นทุกหมู่ทุกเหล่าเริ่มร้าว.. เพราะมีพวก “เขี้ยวลากดิน” “สันดานพิลึกกึกกือ..พิกล” ตกผลึกแน่นหนา มีประสบการณ์ด้านเลวล้วนๆ เลวหมดจดตั้งแต่หัวจรดหาง  ฝึกวิทยายุทธโกหกหน้าตาย ด้านได้อายอด มาจากต้นแบบต้นคิดระบอบทักษิณา  เจนจบขบวนการสามานย์ ศาสตราจารย์ของเหล่า  “เสือ สิงห์กระทิง แรต” ทั้งหลาเรียกพี่

               “สัตว์ประเสริฐ” คำพูดเคยใช้เรียกสามัญชน มาก่อน...ตกยุคตกสมัยไปหมด ไม่ตายก็เลี้ยงไม่โต  เหลืออยู่แต่ “มนุษย์ประสาท ” เขี้ยวลากดินพวกกินเมือง(กับขี้ข้า) รู้กันอยู่ว่าแต่ละตัวตนเป็นแค่คนครึ่งคนมีอยู่ค่อนสภาฯ  เรียกกันว่า “นักการเมือง” โดยเฉพาะอย่างยิ่งสังกัดพรรครองเมืองเป็นส่วนใหญ่ พวกครึ่งผีครึ่งคนส่วนนั้นจัดอยู่ในกลุ่ม “เสือ สิงห์ กระทิง แรต”

               อันที่จริง ...การจะพูด ถึงสารพัดสัตว์ใหญ่ๆ  รวมกันเป็นกลุ่ม เสือ สิงห์ กระทิง  แรต   จึงเป็นสุดยอดของขบวนการ ป่าเถื่อน เหมาะสมกับนักการเมืองสยามประเทศ  พวกเขี้ยวลากดินหลายๆ คนในสภาฯ  น่าจะมีชาติกำเนิดมาจาก “สัตว์พันธุ์ดุ” รวมหัวกันขึ้นมา “งาบ” ทรัพย์สินสมบัติสยาม  เกือบหมดประเทศ  แล้วยังจะกู้เงินอีกเป็นแสนแสนล้าน  มอบให้เป็นมรดกหนี้ตกทอดไปถึงชนรุ่นหลัง เป็นหนี้สินกันตั้งแต่เกิดใ ช้หนี้กันหัวโต..พุงโรก้นป่อง เรียกว่าใช้หนี้กันจนตาย ก็ยังไม่หมด

                 สยามประเทศ ถูกจัดอยู่ในกลุ่มกำลังพัฒนา ระดับเคียงบ่าเคียงไหล่กับประเทศที่ยังไม่พัฒนา ทั้งในอัฟริกาและเอเซีย..การที่ สยามประเทศ พัฒนาเชื่องช้า (ผู้บริหารประเทศ ณ วันนี้ ได้ “น้องเอ๋อ..ถูกแต่งหน้าแต่งตาเข้ามานั่งหัวโต๊ะ เมื่อมีการ บริหารการงานโดยบริหอย”  จึงขึ้นชื่อลือชาว่า เป็นประเทศติดอันดับ (ไม่เอาไหน) ต้นๆ ของประชาคมโลกประเทศด้อยพัฒนา สยามประเทศอ่อนแอ เพราะมีเชื้อ “คอร์รัปชั่น” จึงระบาดระเบิดเถิดเทิงระทมระทวยอย่างรุนแรง  ยอมรับว่า “ประเทศสยาม” ของเราชาวไทยไม่ใช่ประเทศที่กำลังพัฒนา แต่เป็นประเทศที่ ด้อยพัฒนา ทุกวันนี้ กำลังเสื่อมโทรมสุดขีด เพราะถูก “สัตว์การเมือง” โกงกินติดต่อกันมายาวนาน..

               ทุกวันนี้  อำนาจการบริหารสยามประเทศ อยู่ในมือ “ชายชาติแม้ว” (แซงหน้า ชายชาติเหมียว ทั้งหลายขึ้นมา) ตั้งเป้าหมายสูงสุดว่า จะต้อง  “นิรโทษกรรม” ตัวเอง  (ผ่านทางน้องสาว) ให้ได้ กำลังเดินมาเกือบสุดซอยแล้ว ออกกฎหมายเพื่อให้ตัวเองพ้นโทษ ทั้งลุ้น ทั้งดุน ทั้ง ดัน  “น้องสาว”ซึ่งเป็น นางยักษ์รัฐมนตรี  ให้  ออกกฏหมายกดดัน (ความจริงคือกดหัว) อำนาจอีกสองอย่าง  คือ นิติบัญญัติ (อยู่เต็มสองมือ) และ ตุลาการ (อยู่มือดเดียว)  ให้อยู่ภายใต้ คำสั่งของ อำนาจบริหาร ของ พวกตนที่ควบคุม “อำนาจรัฐ” ไว้ในอุ้งมือแต่กลุ่มเดียว  

               “สยาม” จะสงบสุขหรือจะลุกเป็นไฟอยู่ในมือของ “นางยักษ์รัฐมนตรี” อย่างน้อยๆ ถ้ารัฐบาลหน้าบางกว่านี้ ควรจะรับฟังแก้ไขปัญหาให้ประชาชน (ขณะที่เขียนเรื่องนี้อยู่ ชาวสวนยางกำลังร้องขอให้รัฐบาลช่วยพยุงราคายางแต่ไม่ได้รับคำตอบ) ประชาชนชาวสยามทุกวันนี้ กลายเป็น “ขี้ข้า” ของ รัฐบาล ไปเสียแล้ว “คุณหญิงปู” เองก็เถอะ วางตัวเป็น “ผู้ดีแปดสาแหรก” แต่งตัวเริดเป็น “นางแบบ” ฆ่าเวลาเล่นไปวันๆ ตัวเองออกตะแล็ดแต๋นแต๋ (ทัวร์ต่างประเทศ) ทำลายสถิติผู้นำประเทศที่เคยมีมา   สั่งสมุนกระชับอำนาจกับประชาชน ให้อยู่ในโอวาทว่านอนสอนง่ายต้องเชื่อฟังรัฐบาลอย่างหลับหูหลับตได้เป็นดี  ถ้าขัดขืนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากรวมตัวกันเดินขบวนร้องทุกข์กับรัฐบาล (ตามกฏหมายอนุญาตให้ทำได้)  จะต้องเจอกับตำรวจ “ปราบจลาจล” เสมือนว่า ทุกวันนี้ รัฐบาลเห็นประชาชนเป็นผู้ร้าย จึงตั้งกองกำลังพิเศษ ตำรวจปราบจลาจล (เพื่อปราบประชาชนอย่างออกหน้าออกตา)  (เหมือนสมัยมีตำรวจชายแดนไว้สู้กับพวกคอมฯ แต่ทุกวันนี้ได้พวกคอมฯมาเป็นพวก)  พร้อมด้วยอาวุธปืน ระเบิดจริง ระเบิดน้ำตา ครบมือเตรียมไว้พร้อมลุย ประชาชนที่ถือป้ายเรียกร้องขอความเป็นธรรม  ถ้าต้องการมีชีวิตอยู่ในแผ่นดินต่อไป ต้องหุบปากวางป้ายไว้ อย่า เรียกร้องอ้อนวอนขอความเห็นใจ จากรัฐบาลอีกต่อไปอีก เพราะจะถูกลงมือลงตีน(ใช้อาวุธอาวุธตามธรรมชาติ) ที่มีในตัว”หมาต๋า”  เป็นการลงโทษสถานเบา ๆ เป็นกันเองไว้ก่อน ตักเตือนประชาชนผู้เดือดร้อน  อย่าได้ก่อม๊อบขอความเห็นใจจากรัฐบาลทำจุกจิกกวนใจจะ “กลายเป็นผู้ก่อการร้ายจลาจล” ถูกทุบถูกตี ถูก เตะ ต่อยเห็นกันอยู่แล้วมิใช่หรือ

               ต้นเหตุความวุ่นวายเป็น “ผลพวง” ผูกพันกันมา  จากความโกรธอย่างแรง  จากคนถูกแซะตกเก้าอี้กลายเป็นนักโทษถูกตัดสิน “จำคุก” หนีคดีอยู่ วันนี้มีอำนาจเหนือรัฐบาล  เจ็บแค้นที่ถูกคำพิพากษาของศาลถึงติดคุก  แยังทำเป็นโมโห โอหังหลงผิด คิดแก้แค้นศาล ให้ลบคำพิพากษาออกไป  (ยกเว้นความผิด ให้ เสียอีก..ตูละเบื่อ) โดยผ่านทาง (“หมวยจู”สุดเลิฟ) เดิน เรื่อง “นิรโทษกรรม” ให้ตัวเองและลูกน้องทโจรเผาเมือง  เผาจวนจังหวัด  เผาที่ราชการ ฆ่าทหาร ให้ยอม “ยกโทษ” คดีของตัวเองที่ก่อขึ้น  ไม่ยอมรับผิดหรือคิดว่าถ้ามี ก็ต้องยกโทษให้ ด้วย “การนิรโทษกรรม” แม้ว่า ในสายตาชาวโลก จะไม่เห็นด้วย กับการนิรโทษกรรมให้โจรเผาประเทศ แกนนำแดงสั่ง ” “เผาแม่ง..เลย ผมรับผิดชอบเอง” หัวหน้าและโจรเสื้อแดง “นิรโทษกรรม”ให้ไม่ได้

                 เรา ๆ (ที่ถูกเรียกว่ากะเหรี่ยง) จะรู้สึกขายหน้ากันบ้างไหม?  ...หรือถ้ารู้สึกอับอาย “หน้าร้อนผ่าว” ขึ้นมาบ้างเมื่อ ชาวต่างชาติ อยู่ในโลกที่เจริญแล้ว ทั้งหลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์การระดับโลก ยู.เอ็น.  “ไม่เห็นด้วยกับ เรื่อง”การนิรโทษกรรม” มีหรือที่เขาจะโง่เง่าไม่รู้ตื้นลึกหนาบาง ว่า การดื้อ ดึงดันต้องการให้ออกกฎหมายยกโทษให้ “เหล่าร้าย” ไม่ว่าจะเรียกชื่อว่าอะไรก็ตามของนักโทษที่เป็นพี่ชาย ของ นางยักษ์รัฐมนตรี ด้วย ส่วนโจรเสื้อแดงระดับ ปลาซิวปลาสร้อยพ่วงเข้ามา ให้ปลดปล่อยในครั้งนี้ด้วย ความจริงหาได้อยู่ในห้วงสำนึกหรือรู้สึกเวทนาสงสารใดๆ จากแกนนำหัวหน้าโจรทั้งหลาย  นอกจาก ต้องการให้”หัวหน้าโจร” พี่ชายนางยักษ์ หลุดพ้นคดี ใช้ปลาซิวปลาสร้อยอ่อยเหยื่อเท่านั้นเอง  

               ส่วน “นักโทษต้องคดีติดคุกสองปี”  “หนีคุก” ไปนั่ง “บัญชาป่วนสยามประเทศ”อยู่นอกอาณาจักร  กลุ่มผู้มีอำนาจในปัจจุบัน เตรียมความสะดวกสบายไว้ให้ หากจะยอมๆ ประณีปรานอม  ถ้าจัยอมเข้ามารับโทษนิดๆ หน่อยๆ ก่อน “นิรโทษกรรม” (จะได้ดูว่าไม่น่าเกลียด)รับประกันให้ว่ามีบริการห้าดาวให้ในคุก อยู่อย่างสบายๆ ทั้ง อบ อาบ นาบ นวด โดย น้องๆ หมอสาวมือทองมีคุณสมบัติตามความประสงค์สนองกามคุณใมห้ตามความต้องการ จะคัดสั่งมาบริการให้เป็นพิเศษ ไม่ให้ระคายเคืองใจ  มีห้องนอนติดแอร์แน่นอน มีคนรับใช้ มีอาหารการกินพรั่งพร้อม จะสั่งจากเหลาชั้นดีในประเทศ หรือต่างประเทศย่อมได้ทั้งสิ้น

               อันที่จริง “เจ้ามูลแม้ว” (เต้านิทานโกหกให้สาวกสวามิภักดิ์ จงรักภักดี)) จะบินกลับ (ด้วยเครื่องบินส่วนตัว) วันนี้ พรุ่งนี้ ก็ย่อมได้ เพราะเมืองไทยอยู่ในระหว่างถือศีลกินเจเคร่งครัด  ตำรวจ ทหาร เข้ากรมกองวางอาวุธสวดมนต์ จำศีลกันหมด ขณะนี้ทุกๆ ข้าราชการทั้งตำรวจ ทหาร “จำศีล” อย่างจริงจัง  การจะทำบาปจับตัว คนมีบารมีในกลุ่มรากหญ้า “คนหน้าเหลี่ยม” ในวันนี้ผิดศีล  ทำเรื่องง่ายไ ให้เป็นเรื่องยากส์ ยิ่งจับเข้าคุกยากส์มาก ณ วันที่ดินแดนสยาม “แดงเถือกสาดแสง แดงจ้า”ไปเกือบทุกตารางนี้วของแผ่นดินเข้าไปแล้ว  (ขนาดยังยึดประเทศได้ไม่เต็มมือ..นะเนี่ย) ยังมี “โจรเสื้อแดง” ยกโขยงเข้าไปคุมงานระดับบริหารประเทศ  ทั้ง รัฐมนตรีว่าการฯ รัฐมนตรีช่วย ที่ปรึกษารัฐมนตรี ส.ส. และส.ว. ชูป้ายตีนตบหน้าสลอนค่อนสภาฯ

               ถ้ายังชักช้ากลัวกัน”จนขี้ขึ้นสมอง” อยู่อย่างทุกวันนี้ ..กเหมือนกับยินยอมยกประเทศให้พวกเขาไปแล้ว?....

               ไม่มีใครกล้าแหยม..แม้แต่ ผบ.เหล่าทัพทั้งหลายยังหัวหด ...( ซุกหน้าลงรูปู ) รอกันไปเรื่อย ๆ

               ..เอาไว้ชาติหน้าตอนบ่ายๆ ค่อยมาว่ากันใหม่ .. เมื่อรู้สึกตัวก็สายเสียแล้วละ..ต๋อย.....

               ยินยอมอยู่กันอย่าง“คนโซ” ยอม “ตายหยั่งเขียด” ใช่ไหม..หรือถือว่า ..ที่ตายก็ตายไป.... ที่อยู่ก็เอากันไป...ฝังเสีย...