Get Adobe Flash player

จากสภาปรองดองจนถึงคนสวย.. โดย วิจารณ์ จันทนะเวส

Font Size:

              สภาประชาชน หรือ สภาปรองดอง ใครหรือตั้งชื่อเอาไว้สุดเก๋ไก๋ ..  เหมาะสมซาบซึ้งซาบซ่ายิ่งนัก ซ่อนปริศนาธรรมไว้ว่า  “ใครตามไม่ทัน..เป็นคนหลงทาง..”

               การตั้ง “สภาประชาชน” ขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาของประเทศ ตั้งเป้าหมายปลายทางว่าต้องการ “ปรองดอง”  นักการเมือง (ฝ่ายรัฐบาล) ตั้งชื่อ “สภาปรองดอง” เอาไว้อย่างนั้นเอง..ตั้งขึ้นมาหรูๆ  ไม่มีใครรู้ชัดว่าจะเป็นเรื่อง “ปฎิรูป”(หรือปฎิลูบ) อะไรกัน ปรองดองเรื่องอะไร หรือ ใครดองกับใคร หรือเป็นเรื่องตั้งเป้าไว้โดยยุทธวิธี “ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ก็เอาด้วยคาถา” ตั้งชื่อ “ปรองดอง” เป็นจุดขาย.. จะขายอะไรกัน (ขาย ผักดอง?  ) รวบลัดตัดความให้ตรงความประสงค์เช่นเดียวกันกับการตั้งสภาประชาชนขึ้นมาหรือไม่  หรือเพียงแต่ต้องการเอาบุคคล ที่มีชื่อเสียงเข้าร่วมเป็น “ตัวหลอกขาย”(เรียกว่าขายหน้า)  ใช้ชื่อผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเป็นตัวประกันว่า “เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรม”ให้ ทักษิณ ชินวัตร กับพวกโจรเผาเมืองเลิกแล้วต่อกันไป ไม่ต้องรับโทษติดคุกติดตะราง พวกคอร์รัปชั่น กินบ้านผลาญเมืองอยู่ทุกวันนี้ จะเอาไปพ่วงเป็นพวงเดียวกันด้วยไหม..

               เมืองไทยเกิดความวุ่นวายไปทุกจุด เปรียบได้ว่า ตั้งแต่เส้นผมบนหัวหลิม หัวโต หัวล้าน หัวเหน่ง  เส้นผมน้อยลงมาเรื่อยๆ ไปจนถึง “กระจุกผม” ขึ้นอยู่บนหัวแม่เท้า พูดอย่างนั้นอาจจะ “งง” ได้ เรียกกันธรรมดาๆ ดีกว่าว่า กระจุกผมตรงนั้น คือ “ขนที่ขึ้นบนหัวแม่ตีน” (พูดภาษาชาวบ้านน่าจะเข้าใจกันแล้วจริงไหม)  อยากจะให้รับรู้ เข้าใจการพูดจา “ภาษาไทย” อย่าง ตรงไปตรงมาไม่ต้องมานั่งคิดดัดจริตอ้อมค้อมตามแบบฉบับ “ผู้ที่มีภูมิความรู้สูง” อย่างนักวิชาการ และ นักการเมืองไทยในสภาฯ ทุกวันนี้ จะพูดหรือฟัง ภาษาไทยกันไม่ค่อยจะรู้เรื่องรู้ราวกันแล้ว  บางครั้งส.ส. ในสภาฯ ทรงเกียรติต้อง “ชูรองเท้า” ขึ้นมาเหนือหัวประกอบคำพูดด้วย คำพูดของ ท่านนักการเมืองระดับ “จ่าตำรวจ” นายหนึ่งเป็น “ดาวเด่นในสภาฯ” เคยพูดเอาจริงเอาจัง ด้วยความภูมิใจในภาษาพูดของเขา ถึง ส.ส. หญิง ปชป.ที่ขัดแย้งโต้กันไปโต้กันมาในเวทีสภาฯ สุภาพบุรุษ(รับบทกุ๊ย) เคยเป็น “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” (ยศระดับจ่า) พูดถึง ส.ส.หญิงพรรคประชาธิปัตย์ คือพรรค “เพื่อไทย” ที่ส.ส.ชายคนนั้นสังกัดอยู่  ผายลมปาก (ไม่ต่างกับผายลมที่อื่นๆ) ว่า ส.ส. หญิงท่านนั้น “ฉี่เหม็น” ทำราวกับว่า หนิดหนมกัน ขนาดเคย “ดมกลิ่น”ใกล้ชิดติดจมูกสูดกลิ่นฉี่สดๆไว้เต็มปอด แต่ยังไม่หายกระหายอยาก ยังติดอกติกใจอยู่ไม่รู้หาย  พูดจาเป็นตัวอย่างอันงดงาม เป็น  “จรรยาบรรณ” ของนักการเมืองพูดกันในสภาฯ?  อย่างไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ นิสัยถาวรเช่นนั้น น่าสังเวชใจยิ่งนัก  อับอายขายหน้าไปหมดทั้งพรรค (เพื่อไทย) หรือไม่ ที่มี ส.ส. หญิง ชื่อ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ควบตำแหน่งนายกรัฐมนตรี น่าจะตักเตือนลูกน้องคนนั้น เว้นละวาง “สันดานเดิม” ไว้บ้าง  ทีหลังอย่าทำ..ทีหลังอย่าทำ อย่ามาวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง “ฉี่” ของใครในสภาฯ ไม่ว่าจะมีกลิ่นเหม็นฉุน หอมกรุ่นมากหรือน้อยก็ตาม.. พวก ส.ส. หญิง ในสภาฯ พรรคเพื่อไทย ทั้งหลายนั่งหน้าชาฟังส.ส. ผู้ชายคนเดิมพูด เงียบกริบกระมิดกระเมี้ยน ไม่มีใคร “สะเออะ” ออกมาเต้นโฉ่งฉ่าง ไม่แอะเลยสักคำว่า “ส.ส.ขี้กลากขึ้นหัว” รายนั้น พูดจาดูถูก “เพศแม่” เอารื่องในร่มผ้ามาพูดกลางสภาฯ สตรีผู้แทนฯ ผู้ทรงเกียรติ กลับ “เม้มปาก”กัดลิ้น แน่นไม่เอ่ยวาจาใดๆ  กลัวว่าจะถูกหางเลขไปด้วย..หรือไง

               ความเลอะเทอะวุ่นวายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรไทย “ตกต่ำ”เป็นสาละวันเตี้ยลง ถึงขั้น “จันฑาล” ระดับ “ไพร่” กลายเป็นสภาฯโจ๊ก  ไม่ได้หมายความว่า เป็นสภาฯ ตลกโปกฮา ระดับเดียวกันกับชาวไพร่ “นัฎวุฒิ ไสเกื้อ” เคยไปเป็นตัวตลกในสภาฯโจ๊กทีวีมาก่อน สภาผู้แทน ที่มีเสียงข้างมากของพรรคเพื่อไทย ทุกวันนี้ เรียกได้ว่า เป็นสภาโจ๊ก เหมือนกัน แต่ความหมายต่างกัน “สภาโจ๊ก” ที่เรียกครั้งนี้คือ สภาฯข้าวต้มเละกลายเป็นโจ๊ก ถ้า นัฎวุฒิ ไสกื้อ มานั่งรูดซิบปากเงียบเชียบ ในฐานะส.ส.บัญชีรายชื่อ ของพรรคเพื่อไทย ไม่ค่อยจะมีบทบาทอะไรในสภาฯ ไม่ว่าจะเป็นการพูดจา เห่าหอน หรือ เห่ากรรโชกโฮกฮาก เหมือนอยู่บนเวทีเสื้อแดง ตัวเองก็ตัวว่า “เป็นขุนนางไพร่” (ขวัญใจเสื้อแดง)  แตกต่างกันอย่างไรกับ “ขุนนาง” ตัวจริง มีวุฒิภาวะส่วนใหญ่ในสภาฯ  คงรู้ตัวเองว่า ถ้าทำ “เสร่อ” ผิดที่ผิดทาง จะถูก “ดัดสันดาน” จากฝ่ายค้าน “จัดหนัก” ให้แน่นอน ..ถึงขนาดนอนแน่ๆ  ต้องหยดน้ำข้าวต้มกันทีเดียวเชียวละ

                ในสภาฯ แห่งนั้นมีสารพัดสัตว์ลากหางเข้ามาแต่ละตัว ไม่เพียงแต่ลาก “หางยาว” มาเท่านั้น มาพร้อมกับ “เขี้ยวลากดิน” ประสบการณ์สูงทางตลบตะแลงมาด้วย จึงมีคำพูดใช้กันอยู่ในสภาฯแห่งนั้นว่า “ไม่มีใครกลัวใคร” ไม่ว่าจะเป็น หัวหงอก หัวขาว หัวดำ หัวล้าน ขี้กลากขึ้นหัว กระทั่ง หัวเหน่า พร้อมที่จะ “แทงหลังเพื่อน” ได้ตลอดเวลาที่ “โจรใส่สูท” ประชุมปะทะคารมคมควายกัน ไม่ต่างกับ “จำอวด” งานวัด  ฟื้นฝอยหาตะเข็บให้เห็นเงาโคตรตระกูลว่ามีราก(งี่)เหง้า มาจากไหน

               สภาผู้แทนราษฎรไทย (ที่มาจากการเลือกตั้งและลากตั้ง) .. จึงเป็นแหล่งรวมพวก “เขี้ยวลากดิน.” มา เป็นนักพูดวาจาเลี้ยวลดคดเคี้ยว ฝึกเป็นนักพูดข้างถนนมาก่อนเป็นส่วนใหญ่  จึงไม่ค่อยคำนึงถึงมารยาทกันนัก

               นักการเมือง ที่ไปทำหน้าที่ นายกรัฐมนตรี  รัฐมนตรี  ควบคุมดูแลกระทรวง ทบวงกรมทั้งหลายได้ชื่อว่าเป็น “ข้าราชการการเมือง” หน้าที่หลักคือกำกับนโยบายของรัฐบาล ส่วนใหญ่จะเป็น ส.ส.คือให้ “นักการเมือง มาจัดการบริหารงานของ กระทรวงทบวงกรมต่างๆ คัดเลือกกันมาอย่างถี่ถ้วนดีแล้วว่า เป็นพวกชอบ “หรี่ตาข้างเดียว” หรือพวก “กรามแข็ง”  กินอิฐ กินหิน กินดิน กินทราย กินทุกอย่างที่ขวางหน้าได้ทั้งนั้น ทำตัวเป็นนาย ใช้ข้าราชการประจำ ทำงานเพื่อสนองคำสั่งของ “ข้าราชการการเมือง” มากกว่าจะทำงานเพื่อประชาชน เป็น(ขี้) ข้า รับใช้นักการเมือง ชนิดที่ไม่เกรงกลัวกฏหมาย “คอร์รัปชั่น” เพราะฉะนั้นความสับสนจนอิรุงตุงนัง จึงเกิดจากข้าราชประจำสนองความกระสันของผู้บังคับบัญชา คือ ข้าราชการการเมือง  งานราชการทุกระดับ จึงเละตุ้มเป๊ะกันเรื่อยมา หนักหนาสาหัสบ้าง พอรับได้บ้าง ประมาณนั้น แต่วันนี้ ข้าราชการประจำ ระดับอธิบดี แต่ละกรมกอง แต่ละกระทรวง ไม่เป็นไปตามชื่อที่เรียกกันแล้วว่า เป็น “ข้า” ของ “ราชะการ” คนระดับไกลปืนเที่ยง หรือ “รากหญ้า” ส่วนใหญ่จึงเข้าใจกันว่า “นักการเมือง” คือผู้มีบารมีมาปกครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตำแหน่ง“นายกรัฐมนตรี” แถมยังมีข้าราชการระดับอธิบดีกระทรวงสำคัญแห่งหนึ่ง จะจงใจพูดหรือไม่จงใจพูดก็ตาม แต่ก็พูดไปแล้ว ยังไม่เห็นมีการแก้ไขให้ถูกต้อง หรือแก้แล้วยังไม่ทั่วถึงกัน... คำพูดที่ว่า นายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นประมุขของประเทศ หรือของไทยในทำนองนั้น มีความหมายว่า  “ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คือประมุขของประเทศ” (หรือตั้งใจพูด เพราะคิดถึงตำแหน่ง ประธานาธิบดี ที่เจ้านายเหนือหัวของพวกเขากระสัน อยากจะเป็นยิ่งนัก (เป็นอย่างนั้นไป)

               ขอเสียทีเถิด ขอร้องกันสักครั้ง..เพราะอึดอัดใจว่า ข้าราชการระดับ อธิบดี ของกระทรวงยุติธรรม คนหนึ่ง พูดถึงนางสาว ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่า เป็น ประมุขของประเทศ  ความจริงไม่ใช่...ไม่ใช่แน่นอน...

                แต่น่าจะไปโดนใจผู้ที่ถูกกล่าวถึง คงจะคิดว่าผู้พูด..พูดด้วยความยกย่องเคารพบูชา (ตนเอง) จึงต่ออายุราชการ ให้คนคนนั้นอีกหนึ่งปี  (หรือคาดว่า นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ คงจะอยู่ในตำแหน่งต่อไปอีกหนึ่งปีเท่านั้น ..ไม่น่าจะใช่เหตุผลนั้น)  กรมสืบสวนคดีพิเศษดีเอสไอ คงจะหาคนดีมีความสามารถระดับเดียวกับคนเดิมไม่ได้ (มั้ง) จะให้รองอธิบดีขึ้นมาแทนก็ย่อมได้ ไม่ต้องฝึกต้องสอนกันใหม่ แปลกใจไฉนจึงทำไม่ได้  มีอะไรบังตาอยู่หรือมีผงเข้าตา กลายเป็นไก่ตาฟางไปเสียแล้ว.ถูกเหวี่ยงไปทางโน้นที..ทางนี้ที..“จับเหวี่ยง” ให้ไกลหูไกลตาไปทัวร์ไปเที่ยวต่างประเทศหลังสุดไม่กี่สัปดาห์ทื่ผ่านมา ไปมอนเตรเนโกร  (ทักษิณ ชินวัตร อยู่ที่นั่น)  นายกฯไทยแลนด์แดนสยาม ไปควานหาตัว “นักโทษหนีคุก” ด้วยตัวเองเลยนะนี่ ..

               ถึงนาทีนี้ ได้ยินเสียงโหมโรงยกยอผู้หญิงสวย สมองขี้เหร่คนหนึ่งว่า  E-Oง่...(ไม่รู้ว่าเป็นใคร)

                ขานรับกันปากต่อปาก..รวดเร็ว ลือลั่นสนั่ นเมือง หรือว่าเป็นเพียง “นินทากาเล” เท่านั้นเอง..เอวัง...