Get Adobe Flash player

ท่องเมืองไทย… ด้วยรักและผูกพัน โดย คิด ฉัตรประภาชัย

Font Size:

เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา มีโอกาสร่วมเดินทางกับคุณเพ็ญพิมพ์ จิตรธร และ นักร้องดังในอดีต ยุค 60’s (Sixties) คือ Johnny Tillotson และ Brian Hyland  ชึ่งเป็นนักร้องดังระดับโลกในสมัยนั้น ด้วยเพลงรักอมตะตลอดกาล ในรายการ A Time of Love - Live in Bangkok ที่จัดขึ้นที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งชาติ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2559 เป็นการแสดงคู่กันเป็นครั้งแรกต่อหน้าประชาชนไทยและเทศกว่า 1,500 คน แสดงกันกว่า 2 ชั่วโมง 30 นาที ด้วยการสนับสนุนอย่างเต็มที่ของท่านประธานทิพยประกันภัยและนกแอร์ “คุณสมใจนึก เองตระกูล” ซึ่งเป็นผู้รักดนตรีแบบฮาร์ดคอร์ เป็นดีเจในยุคซิกส์ตี้ ท่านจึงชื่นชมศิลปินยุคนั้น และเมี่อมีโอกาสก็จะหานักร้องในรุ่นนั้นไปแสดงที่เมืองไทย

อาทิเพลงดังของ Johnny เช่น Why Do I Love You So, Poetry in Motion และ Dreamy Eyes   ส่วนของ Brian เช่น Sealed With a Kiss, Rosemary และ Itsy Bitsy Teenie Weenie สร้างความประทับใจย้อนยุคกับอดีตในบรรยากาศสบายๆ เป็นกันเอง ปล่อยแก่กันได้อย่างน่าทึ่ง ทั้งสาวๆ และ ส.ว. ออกมาเต้นกันตลอดด้วยเสียงร้องเชียร์กันสนั่นศูนย์วัฒนธรรมเลยทีเดียว

                ทุกครั้งที่การแสดงจบ ท่าน “สมใจนึก” ก็จะมีโปรแกรมให้นักร้อง นักดนตรีชาวต่างประเทศได้ชมความสวยงามของประเทศไทย ซึ่งผมมีโอกาสติดตามและสังเกตสิ่งที่เขาชอบและสิ่งที่เขาติชมมาเล่าสู่กันฟัง…

                คำชมก่อนแล้วกันครับ

                - คนไทยเป็นคนที่มีความโอบอ้อมอารี ยิ้มสยาม

                - ของถูก นักร้องเอาค่าจ้างใช้จ่ายซื้อของที่เมืองไทย โดยเฉพาะเมื่อพาไปตัดเสื้อผ้าแถวเตาปูนที่ผมตัดประจำ เล่นตัดเสื้อสูทกันคนละ 2 ตัว ตัวละ 2,000 บาท Custom-Made ได้วัดตัว ปักชื่อด้านในอีก… มีที่ไหน  (เห็นบอกจะไว้ใส่ขึ้นเวทีแสดงกัน) ชอปปิ้งสินค้าไทยราคาถูกกว่าของฝรั่งเยอะ คุณภาพดี ได้มาตรฐานสากล

                - เรามีสถานที่ที่สวยงาม วัดวาอาราม พระราชวัง ตลาดน้ำ มีให้ดูชมท่องเที่ยวทุกวัน

                - พาไปดูมวยไทยที่ราชดำเนิน พวกเขาประทับใจศิลปะลีลาการต่อสู้ของไทยที่ดุเดือด และได้นั่ง Ringside คนละ 2,000 บาท ขอบเวทีเลย

                คำติบ้างนะครับ

                - รถติดมโหฬารทุกวัน โดยเฉพาะช่วงเช้าก่อนทำงาน หลังเลิกงาน จำได้ตอนไปออกรายการ “เรื่องเล่าเช้านี้” วันที่ 12 ส.ค. 59 ต้องให้ไปตั้งแต่ 6 โมงเช้า เพื่อออกรายการตอน 9.00 น.

                - ฝรั่งและคนไทยเจอปัญหาตลอด คือการหกล้มในระหว่างการเดินบนท้องถนนกรุงเทพฯ ตามชอปปิ้งเซ็นเตอร์ ตามร้านต่างๆ มันช่างอะเมซิ่งจริงๆ ถนนขรุขระ พื้นถนนที่ไม่เรียบเสมอกัน ทำให้นักร้องชาวต่างชาติที่เวลาเขาเดิน พวกเขาจะมองตรงไปข้างหน้า เลยไม่ได้เห็นถึงความสูงต่ำของพื้น ผมจึงต้องเตือนพวกเขาเสมอ เดินในกทม.หรือที่เมืองไทย ต้องมองต่ำบนฟุตบาทและถนน มิฉะนั้นก็จะมีการจูบพื้นดิน บ้างก็พลิกขาเคล็ด ขาแพลงไปเลย นี่เป็นปัญหาสำหรับนักท่องเที่ยวจากทุกชาติเลย ผมถามคำถามนี้กับเจ้าของร้านที่สร้าง steps หรือยกพื้นก่อนเข้าร้านว่า สร้างทำไม เขาบอกว่ากลัวน้ำท่วมเข้าร้าน สินค้าเสียหายได้ และถ้าสังเกตก็จะเห็นร้านในชอปปิ้งเซ็นเตอร์หรือตามซุ้มอาหารและขายน้ำเช่นกัน ก็ยกพื้นมากบ้างน้อยบ้าง เหมือนสร้างขึ้นให้คนเขาสะดุดก่อนเข้าร้านอย่างนั้นแหละ

                หลังจากเที่ยวกันกับชาวต่างชาติ ก็มีโอกาสทานอาหารชั้นเลิศกับนักร้องอมตะของไทยอย่าง ชรินทร์ นันทนาคร, สุเทพ วงศ์กำแหง, ชาลี อินทรวิจิตร, วินัย พันธุรักษ์ มีเรื่องคุยกันในอดีตมากมาย ซึ่งแต่ละคนก็อายุปาเข้าไปเลข 7-8 แล้ว แต่ยังคงน้ำเสียงได้ดี  

ผมก็มีโอกาสได้ใปเยี่ยมโรงทานอาหารกลางวันของท่าน พล.ต.อ. เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ที่วัดเจ้าอาม บางขุนนนท์ ที่แจกอาหารกลางวันให้กับผู้มีรายได้น้อย ทุกวัน 11.00-2.00 ไม่มีวันหยุด ท่านก็ทำมาเป็นปีที่ 4 แล้ว และได้ติดตามท่านไปแจกทานที่โรงเจแถวบางซื่อ ให้กับชาวบ้านหลายรัอยคน  ได้พูดคุยถึงอนาคตของท่าน ท่านบอกว่าตอนนี้ได้สรรหาบุคคลที่มีอุดมการณ์เดียวกัน มาเป็นตัวแทนสมัครเป็น ส.ส. ซึ่งจะส่งให้ครบ 362 เขต ก็ต้องรอดูกันต่อไปว่าประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งทั่วไปในปลายปี 2560 หรือไม่

ผมและท่านเสรีมีความคิดคล้ายกันในเรื่องการปฏิรูปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในเรื่องสวัสดิการ การอบรม และอุปกรณ์เครื่องใช้ที่ตำรวจจำต้องซื้อเอง… ปืน แล็ปท็อป เสื้อเกราะกันกระสุน และโดยเฉพาะการซื้อขายตำแหน่ง กับเงินมหาศาลที่หมุนเวียนในพื้นที่เกรดเอในนครบาล ซึ่งถ้าใครปรารถนาอยากไปอยู่ บางครั้งก็ต้องจ่ายนาย โดยไปเก็บทุนคืนภายหลัง จากธุรกิจสีเทาในพื้นที่ของตัวเอง หวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านเสรีพิศุทธ์จะมีโอกาสมาบริหารประเทศในอนาคตอันใกล้  

ผมยังมีโอกาสเยี่ยมเพื่อนร่วมรุ่นตอนเรียนที่โรงเรียนรุจิเสรี ที่เป็นรองผู้กำกับฝ่ายปราบปราม สน.เตาปูน ได้เข้าแชร์ประสบการณ์การทำงานของตำรวจที่นี่ให้กับผู้ที่เข้าเวรฟัง แต่ละนายฟังกันอย่างสนใจ เหมือนกับฟองน้ำ ให้อะไรเขาก็ซึมซับรับเรื่อง มีการถามคำถาม หากมีโอกาสคงอยากกลับกทม.ไปช่วยแชร์ความรู้ประสบการณ์ให้พวกเขาฟังอีก และได้มีโอกาสเข้าร่วมตั้งด่านตรวจ (ความมั่นคง) ซึ่งต่างจากด่านตรวจแอลกอฮอล์ เพราะโรงพักไม่มีเครื่องเป่า ต้องไปขอใช้จากหน่วยอื่น แต่ถ้าเป็นด่านความมั่นคง หยุดตรวจได้ทุกคัน สามารถเปิดกระโปรงรถ เรียกคนขับออกจากรถโดยไม่ต้องมีเหตุผลอะไรก็ตรวจได้ เพราะมีกฎหมาย ม.44 แต่ต้องมีทหารมาร่วมตรวจด้วย ก็ดีไปอย่าง แต่ในมุมมองของชาวต่างประเทศ ถือว่าเป็นรัฐทหารตำรวจไปแล้ว ซึ่งประชาชนก็จำยอมเพราะทำให้บ้านเมืองสงบดี  แต่ในทางตรงข้ามจากสายตาชาวต่างชาติ ก็ทำให้เศรษฐกิจไทยไม่สู้จะดีนัก

                โชคดีครับ