Get Adobe Flash player

เจริญอายุวัฒนมงคล 98 ปี หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร ชีวิตนี้เพื่อพระพุทธศาสนา และความสันติสุขของโลก (ตอนที่ 2) โดย ลีนา ดีสมเลิศ

Font Size:

จุดเปลี่ยนชีวิต เมื่อจิตออกจากร่าง

เย็นวันหนึ่ง เมื่อตอนอายุได้ 13 ปี เพื่อนรุ่นพี่ที่สนิทสนมกัน ชื่อ น.ส. ขลิบ ผู้ที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาและเป็นผู้มีบุญคุณ เคยช่วยแบกน้ำ ตำข้าว ต้องเดินทางไปต่อมนต์ (ท่องบทสวดมนต์) ทุกๆ คืน เช่นเดียวกับเพื่อนๆ ของเธอทุกคน กับ พระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ ที่วัดป่าสว่างอารมณ์ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา

แต่เนื่องจากความล่าช้าของเธอในวันนั้น เพื่อนๆ ได้ทำธุระกันเสร็จ จึงเดินทางล่วงหน้าไปกันก่อนแล้ว เธอจึงไหว้วาน ด.ช.วิริยังค์ ให้ช่วยเดินทางไปเป็นเพื่อน เด็กชายไม่ขัดข้อง จุดตะเกียงเดินตามไปส่งถึงวัด

เนื่องจากเป็นการเข้าวัดครั้งแรก และไม่คุ้นเคยกับสำนักปฏิบัติธรรมกรรมฐาน อีกทั้งไม่เข้าใจในขนบธรรมเนียม พอถึงศาลาวัด จึงเข้าไปนั่งปะปนกับพวกผู้หญิงที่กำลังนั่งต่อมนต์กัน

พระอาจารย์กงมา จึงว่า “วิริยังค์ ทำไมเธอถึงไปนั่งข้างผู้หญิง เธอนั่งที่นั้น ต้องกราบก้นผู้หญิง ต้องมานั่งที่นั่งผู้ชายทางนี้” ด้วยความตกใจที่จะต้องไปนั่งใกล้พระอาจารย์กงมาเป็นครั้งแรก และอย่างจำกัดเขต บวกกับการอยากกลับบ้านแล้ว แต่เพราะเส้นทางเปลี่ยวและก็ไม่กล้า เพราะกลัวผี ก็กลับไม่ได้ ด้วยความลำบากใจ หงุดหงิด และรำคาญ เหงื่อแตกท่วมตัว เพราะมาตั้งแต่เวลา 2 ทุ่มแล้ว จึงบ่นพึมพำในใจว่า ตั้งแต่นี้ต่อไป เราจะไม่มาอีกแล้ว เราจะไม่มาอีกแล้ว ๆ ๆ  นานท่าไหร่ไม่ทราบ จนเกิดเหตุอัศจรรย์ใจ ด้วยปรากฏว่า จิตรวมสงบนิ่งลง ความรู้สึกหายไปโดยฉับพลัน เหมือนตัวหายไปเลย เบาไปหมด

พลันปรากฏมีอีกร่างหนึ่ง ได้เดินออกจากร่างเดิม ลงจากศาลาเดินไปตามลานวัด ขณะยืนนิ่งอยู่ เหมือนมีลมโชยเข้าสู่ใจ เกิดความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในชีวิต รู้สึกเย็นสบาย เป็นสุขอย่างยิ่ง… ทันใดนั้น ด.ช.วิริยังค์ อุทานออกมาว่า คุณของพระพุทธศาสนายังปรากฏอยู่ถึงปัจจุบันนี้หรือ” จากนั้น ร่างก็เดินกลับยังศาลา พลางนึกว่าจะกลับเข้าร่างเดิมอย่างไร

จนขณะนั้น ใกล้ถึงเวลาต่อมนต์กันเสร็จ ได้ยินเสียงสวดมนต์ รู้สึกสบายใจ จนกระทั่งรู้สึกตัวขึ้นมา ทุกคนก็จะกลับบ้านกัน เพราะเป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว จึงได้แต่รำพึงในใจว่า อัศจรรย์ใจจริงๆ ทำไมถึงดีอย่างนี้ ๆ

เนื่องจากเป็นการมาวัดครั้งแรก และอดใจไม่อยู่ จึงกราบเรียนให้พระอาจารย์กงมาฟังอย่างละเอียด ท่านอุทาน อื้อหือ เด็กชายนี้ เรายังไม่ได้ฝึกสอนสมาธิให้เลย ได้เกิดเป็นสมาธิเสียก่อนแล้ว เธอน่าจะมีบุญมาแต่อดีต

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ด.ช.วิริยังค์ ได้เปลี่ยนนิสัยเก่าโดยสิ้นเชิง เริ่มเข้าวัด ฟังธรรม จำศีล สวดมนต์ ภาวนา ตกเย็นเสร็จธุระ กินข้าวแล้ว จะชักชวนเพื่อนๆ ที่ใฝ่ธรรม ให้ไปวัดกันทุกวัน ซึ่งก่อนหน้านั้น จะเที่ยวเตร็ดเตร่ ดูมหรสพ ลิเก กับเพื่อนๆ เป็นประจำ ชอบแต่งตัวหวีผมสวยงาม แต่เดี๋ยวนี้ ไม่ต้องการความสวยงามเหมือนแต่ก่อน ตัดผมสั้นเกรียน จะได้ไม่ต้องหวี ถ้าผมเริ่มยาว ก็ไม่หวี ดูปอนๆ รุงรัง สำนึกว่า อันรูปธรรมนั้น เป็นของไม่เที่ยง… เกิด แก่ เจ็บ ตาย

เมื่อบิดาออกจากราชการ

ทางครอบครัวก็กลับมาทำไร่ ไถนา ซึ่งที่นามีมาก ปีหนึ่งๆ ทำข้าวได้เป็นร้อยๆ เกวียน ส่วนการทำไร่ ก็อยู่ห่างจากบ้านไป 6-7 กิโลเมตร ปลูกฟักแฟง แตงโม ข้าวโพด ถั่ว งา ฟักทอง เผือก มัน ผลิตผลจะเอาไปขายโดย ด.ช.วิริยังค์ ที่ตลาดอำเภอสีคิ้ว

ด.ช.วิริยังค์ ทำงานช่วยบิดามารดาอย่างขยันขันแข็ง เป็นที่รักชื่นใจของบิดามารดา ขุดดิน ถางป่า ไถนา หาผัก ปลูกต้นไม้ ตักน้ำ ตำข้าว แบกฟืน หุงข้าว ทำกับข้าว ตกเบ็ด หว่านแหหาปลา ทำงานทุกอย่าง เพราะบางช่วงเป็นช่วงที่พี่ๆ และน้องเข้าไปเรียนที่กรุงเทพฯ กัน เหลือแต่น้องสาวเล็กสุดที่ยังเด็กอยู่

หลังจากวันนั้นที่ได้ลิ้มรสพระธรรม ในการสัมผัสสมาธิครั้งแรก เมื่อจิตออกจากร่างไปนั้น จิตใจก็ได้เปลี่ยนไป ด.ช.วิริยังค์ ก็ไม่ชอบตกเบ็ด หว่านแหหาปลาเสียแล้ว ไม่อยากฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เพราะไม่อยากทำบาป กลัวตกนรก ถึงกับบอกมารดาว่า ขอกินข้าวกับเกลือก็ยังดี…

บิดามารดาจึงท้อใจที่ครอบครัวจะกินอะไร  ทำเอาท่านไม่พอใจ เพราะบ้านนอกชนบท จะหาซื้อกินก็ยาก นอกจากจะไปหาเอาตามแม่น้ำลำคลอง ด.ช.วิริยังค์ น้ำตาต้องร่วงพรู เข่าทรุด เมื่อต้องไปหว่านแหหาปลา เมื่อต้องฆ่าชีวิตเขา เพื่อชีวิตเรา จนคิดทำบาปไม่ไหวแล้ว ไม่อยากอยู่ในชีวิตฆราวาสเลย

บุญบันดาลเมื่อร่างกายเป็นอัมพาต

ด้วยใจเป็นบุญเสียแล้ว ไม่อยากทำบาป พอบิดามารดาใช้ให้ช่วยขับเกวียนลากไม้ที่มีอยู่มากในไร่ มาเผาถ่านขาย ด.ช.วิริยังค์ เต็มใจและดีใจที่ไม่ต้องไปฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ขอค่าแรงเพียงเที่ยวละ 25 สตางค์เท่านั้น และต้องให้ได้เท่านั้นเท่านี้ตามที่บิดาสั่ง โดยไม่ต้องการให้ใครช่วย เพราะถ้าบิดาจ้างคนอื่น ต้องจ่ายถึง 50 สตางค์ต่อเที่ยว โดยต้องตัดไม้เป็นท่อนๆ  แบกไม้ขึ้นเกวียน และเอาเถาวัลย์มามัดให้แน่น

ถึงแม้จะเป็นงานหนัก เคยบ่าแตกมาแล้ว แต่เพราะอยากได้เงินเพื่อไปทำบุญ ซื้อน้ำขวด น้ำมะเน็ด (น้ำอัดลมในสมัยแรกยุคนั้น เปรี้ยวๆ และซ่า ขวดละ 2 สตางค์ มาจากคำว่า Lemonade) น้ำตาล ขนม ไม้ขีด เทียนไข และอื่นๆ คิดทำบุญให้กับผู้ที่ให้แสงสว่างในธรรมะแก่ตน คือ พระอาจารย์กงมา และพระที่วัดด้วย จนพระอาจารย์กงมาเห็นใจ และเอ็นดู สอนธรรมะ ตื้นลึกหนาบางให้ จนจิตใจชื่นชมยินดีในธรรมะเป็นอย่างมาก

เป็นแรมปี ด.ช.วิริยังค์ ขยันขันแข็งกว่าเดิมมาก ตักน้ำจากลำคลอง หาบมาใส่ตุ่มจนเต็มทุกวัน หาบน้ำเพื่อรดต้นมะม่วงวันเว้นวันที่บิดาปลูกไว้หลายต้น ครั้งละหลายๆ หาบ จนต้องเอาผ้ารองบ่าเพราะบ่าแตก ตำข้าวเปลือกเป็นข้าวสารในเวลากลางคืน ตำครั้งหนึ่งก็ใช้ได้ 7 วัน เคยไปช่วยเพื่อนข้างบ้านตำ เพื่อนบ้านก็มาช่วยกลับบ้าง หากบิดามารดาไปทำนา ไถนา คราดนา ด.ช.วิริยังค์ ก็จะช่วยทำกับข้าว สุดแล้วแต่ผู้ปกครองจะใช้ แค่ขอให้ตนไม่ต้องทำบาปก็พอใจแล้ว พอฤดูแล้งหลังจากทำนา ก็ไปเลี้ยงวัวควาย

ในวันนั้น ใช้เกวียนลากไม้ที่ในไร่เพื่อมาเผาถ่านก็ครึ่งค่อนวันแล้ว พอนำวัวเข้าคอกเสร็จ น้ำที่บ้านก็หมด จึงเอากระป๋องไปหาบน้ำ 10 กว่าเที่ยวจนเต็มตุ่ม ก็เหนื่อยมาก หลังทานอาหารเย็นเสร็จ มารดาบอกว่า ข้าวสารที่จะใช้วันรุ่งขึ้นหมดแล้ว ด้วยความเหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจจากการทำงานหนักมาทั้งวัน แต่ก็มิได้ปริปากบอกมารดา ไปยุ้งข้าวโกยข้าว 2 กระบุง หาบไปบ้านนาดี ซึ่งอยู่ไม่ไกล และเริ่มตำข้าวด้วยครกกระเดื่อง เหยียบด้วยเท้า ครกหนึ่งใช้เวลาตำครึ่งชั่วโมง จนได้ 1 กระบุง ก็เป็นเวลา 3 ทุ่มแล้ว เหนื่อยมาก แต่จะตำกระบุงที่ 2 เพื่อจะเก็บไว้ทานได้หลายวัน จึงรีบตำอย่างรวดเร็ว เพราะดึกมากแล้ว

จน ด.ช.วิริยังค์ รู้สึกเจ็บท้องน้อย เจ็บมาก จนเป็นลมล้มพับไปคาครก เด็กใบ้พูดไม่ได้รีบวิ่งเอะอะไปเพื่อแจ้งผู้ใหญ่ จนน้าๆ รีบมาอุ้มร่างกายที่หมดสติกลับบ้าน บิดามารดาตกใจ ปฐมพยาบาลอยู่ชั่วโมงกว่า จึงรู้สึกตัวขึ้น แต่ก็ไม่สามารถขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวช่วงล่างได้ ร่างกายเป็นอัมพาตเสียแล้ว ลำบากเรื่องการขับถ่าย ทำเองไม่ได้

บิดามารดาต้องตามหาหมอยา หมอผี มารักษา ก็ไม่ทุเลาลง พี่เขยที่เป็นหมอแผนปัจจุบัน บอกว่าหมดหวังแล้ว น้ำหนักก็ลดลงมาก ผอม ต้องเป็นภาระแก่บิดามารดา จน ด.ช.วิริยังค์ เสียใจ คิดว่าตัวเองหมดท่า ไม่มีค่าเสียแล้ว ก็กลับคิดให้ตัวเองสบายใจเสียว่า ร่างกายนี้เป็นของไม่เที่ยง แต่ถ้าตนได้นอนภาวนาทำสมาธิอยู่แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน จะได้ไม่อนาทรร้อนใจ ก็ทำให้ทุเลาความวิตกไปได้บ้าง

จนเดือนหนึ่งแล้ว ด.ช.วิริยังค์ ตั้งจิตอธิษฐานว่า “ถ้ามีผู้ใดมารักษาให้หายเป็นปกติ จะอุทิศชีวิตนี้แก่พระพุทธศาสนาทั้งสิ้น” หลังจากนั้น 7 วัน ได้มีตาผ้าขาวจากภาคอีสาน มาที่วัดสว่างอารมณ์ นมัสการพระอาจารย์กงมา บอกได้ข่าวว่ามีเด็กเป็นอัมพาตที่บ้านใหม่สำโรงใช่ไหม

ตาผ้าขาวจึงมาที่บ้านพบบิดามารดา บอกว่าจะรักษาลูกให้ บิดามารดาตอบว่าจะเอาราคาเท่าไหร่ก็บอกเถิด ตาผ้าขาวบอกมาช่วยโดยไม่เอาเงิน จะมาช่วยเท่านั้น ตาผ้าขาวตรงไปที่ ด.ช.วิริยังค์ พูดที่หูว่า “หนูอธิษฐานว่า ถ้าใครมารักษาอัมพาตให้หาย จะอุทิศชีวิตให้พระพุทธศาสนาใช่ไหม

ด.ช.วิริยังค์ ฟังแล้วก็ตกใจ และสงสัยว่า ตาผ้าขาวล่วงรู้ถึงคำอธิษฐานในใจตนได้อย่างไร ตาผ้าขาวจึงบอกให้พูดดังๆ ให้ลุงฟังอีกครั้ง แล้วจะรักษาให้…  ด.ช.วิริยังค์ จึงพูดว่า ถ้ามีผู้ใดมารักษาให้หายเป็นปกติ ข้าพเจ้าจะอุทิศชีวิตนี้ให้แก่พระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

ตาผ้าขาวขอหัวไพลหนึ่งหัว ทำน้ำมนต์ เป่าร่างกายให้ 3 ครั้ง แล้วสั่งให้ใส่บาตรในวันรุ่งขึ้นที่ตาผ้าขาวจะมาบิณฑบาต แล้วท่านก็กลับไปพักที่วัด ที่ใต้ต้นมะขาม

รุ่งเช้า ตัวเบาไปหมด พยุงตัวลุกขึ้นได้ตามปกติ และบอกกล่าวแก่บิดามารดา หลังจากนอนมา 37 วัน… เวลา 7 นาฬิกา ตาผ้าขาวมาหน้าบ้าน ด.ช.วิริยังค์ ถือขันข้าวยกขึ้นศีรษะ แล้วเอาทัพพีตักข้าวใส่บาตร ตาผ้าขาวพูดว่า หนูลืมสัญญาหรือไม่ ให้พูดคำสัญญาอีกครั้ง ดังๆ ” ด.ช.วิริยังค์ จึงทำตาม พูดคำอธิษฐานอีกครั้ง แล้วตาผ้าขาวค่อยเปิดบาตรให้ใส่ และสั่งให้ไปพบลุงที่วัดตอนบ่าย

พอไปถึงวัด เห็นตาผ้าขาวที่กลด ก็จะมากราบ ตาผ้าขาวโบกมือไม่ให้กราบ แต่ตาผ้าขาวได้ทวงสัญญาเป็นครั้งที่ 3 และให้เด็กพูดคำอธิษฐานดังๆ ชัดๆ อีกครั้ง แล้วตาผ้าขาวชวนเดินไปหลังวัด ทันใดนั้น มีควายตัวหนึ่งเดินเข้ามาใกล้ ตาผ้าขาวหยิบมีดจากในย่าม ตัดหางควายขาด ชูขึ้นให้ดู แล้วเป่าลงที่หางควาย และเอาไปติดได้ตามเดิม เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ตาผ้าขาวพาเดินกลับไปที่ต้นมะขาม นั่งสักครู่ แล้วบอก ด.ช.วิริยังค์ ให้ขยับเข้าใกล้ๆ และพูดว่า ต่อไปในอนาคต หนูจะทำงานเพื่อพระพุทธศาสนาอย่างใหญ่หลวง ซึ่งเป็นบุญญาภินิหารจากอดีตชาติ เราจึงมารักษาให้เธอ” ลุงยังบอกคาถาให้ท่อง โดยไม่ให้จด และกำชับว่า ให้สวดทุกวันเป็นเวลา 10 ปี จึงจะใช้ได้ หากขาด 1 วัน ก็ต้องเริ่มนับใหม่  แล้วคาถานี้ จะเป็นเครื่องช่วยงานพระพุทธศาสนาในเวลาคับขัน หรือเวลาสำคัญที่จะเผยแผ่พระพุทธศาสนา

ตาผ้าขาวให้ ด.ช.วิริยังค์ กลับบ้าน และสั่งว่าวันรุ่งขึ้นจะไปบิณฑบาตที่บ้าน พอกลับถึงบ้าน จึงบอกมารดาให้เตรียมของใส่บาตร แต่แล้ว ตาผ้าขาวก็ไม่ได้มาเลย จึงไปที่วัด หาท่านผู้มีพระคุณ แต่ไม่เจอ ท่านได้ไปเสียแล้ว และก็ไม่เคยได้พบเห็นท่านอีกเลย

ระยะต่อสู้เพื่อบรรพชา

หลังจากร่างกายหายดีแล้ว จะเข้าวัด ถือศีล ฟังธรรม นั่งสมาธิกรรมฐาน และในทุกวันพระ จะเข้าอุโบสถ รักษาศีล ฟังธรรม ซึ่งสมัยก่อน ด.ช.วิริยังค์ เคยมีดนตรีในห้วงหัวใจ ฝึกซ้อมและชอบเล่นดนตรีเครื่องสาย มีซอด้วง ซออู้ ขิม ขลุ่ย เพลิดเพลินกับพี่ๆ น้องๆ เวลาตกค่ำเสมอๆ หรือเวลาต่อมา ใครมีงาน เขาก็จะเรียกให้ไปช่วยเล่นเพราะมีความสามารถ โดยไม่เอาเงินค่าจ้าง แต่หลังจากเข้าวัด เรียนธรรมะแล้ว ก็ไม่เคยได้เล่นดนตรี หรือจับเครื่องสายอีกเลย พูดอะไรๆ ก็เอาแต่ธรรมะธัมโม

วันหนึ่ง บิดาสั่งให้เชือดคอไก่ เพื่อทำเป็นแกง จึงตัดสินใจแน่วแน่ว่า จะเป็นฆราวาสต่อไปอีกไม่ได้แล้ว จนวันหนึ่งได้โอกาส จึงขออนุญาตบิดามารดาบวช แต่กลับโดนบิดาตวาดไม่ให้บวช จนน้ำตาร่วงอาบแก้ม จะทำอย่างไรดี เพราะอยู่เป็นฆราวาสก็ทรมานตัวเอง จึงไปวัด เล่าให้พระอาจารย์กงมาฟัง ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่า ผู้จะบวชต้องได้รับอนุญาตจากบิดามารดา มิฉะนั้น จะบวชให้ไม่ได้ ด.ช.วิริยังค์ เสียใจ แต่ก็ถามว่า หากไม่บวชเป็นเณรเป็นพระ บวชเป็นชีผ้าขาวได้ไหม จึงได้คำตอบว่า ไม่น่าเป็นไร จึงกลับไปบ้าน และคิดหนีแน่แล้ว จะเข้าบวช รักษาศีล 8 ไปตลอดชีวิต จึงบอกพี่ชายว่า ให้บิดาไปช่วยจ่ายเงินที่ร้านสำหรับค่ากางเกงขาว 2 ตัวด้วย และตัดสินใจไปขอเป็นศิษย์พระอาจารย์กงมา ท่านจึงชมว่าเป็นเด็กที่มั่นคงจริงๆ และจัดกุฏิให้หลังหนึ่ง พักอยู่ในวัดอย่างสบายใจ

บิดาโมโหมาก เพราะกำลังจะส่งลูกเข้ากรุงเทพฯ เรียนต่อทางกฎหมาย จึงคิดจะเอาปืนมายิงลูก ทำให้เรื่องวุ่นวาย พระอาจารย์กงมาถึงกับสั่งให้กลับบ้าน แต่ตนก็ยืนกรานว่าไม่กลับเด็ดขาด จนบิดาไปแจ้งตำรวจ ให้จับพระอาจารย์กงมาที่หลอกลวงลูกให้บวช สร้างความปวดหัว ญาติโยมช่วยพูดว่า ท่านกงมาไม่เกี่ยว ทำอะไรไม่ได้ และเด็กก็เข้าวัดโดยความสมัครใจ

ด.ช.วิริยังค์ บอกอีกว่า ถ้าถูกจับกลับบ้าน ก็จะหนีกลับวัดอีก บิดาจึงไปถอนแจ้งความ ทำให้บิดากินไม่ได้นอนไม่หลับ แต่ไม่กลับใจอนุญาต จึงได้วางแผนจับกลับบ้าน โดยให้ลูกชายที่ชื่อ ‘สัจจัง’ เอาตะบองไปถึงวัด ขู่ให้กลับบ้านอย่างไรก็ไม่กลับ เป็นไงก็เป็นกัน

พี่ชายหมดหนทาง จึงออกอุบายว่า ค่ากางเกงนั้นบิดาไม่ได้เอาเงินไปจ่ายที่ร้านให้ ทำให้ ด.ช.วิริยังค์ ต้องถอดกางเกง และเอากางเกง 2 ตัวให้พี่ชายเอาไปคืน แต่พี่ปฏิเสธ บอกให้เอาไปคืนเอง พอได้ที พี่ก็เอาไม้นาบหลังน้อง แต่ไม่ได้ไปคืนกางเกง กลับให้เดินไปจนถึงบ้าน

เมื่อถูกอุบายนี้เข้าแล้ว จึงต้องอยู่บ้านทำคุยเล่นเป็นปกติกับน้องสาว บิดาเห็นก็ดีใจ มารดาก็นั่งอยู่ สักพักบิดาถามว่า จะไปไหน เพราะไม่เห็นนั่งสักที จึงตอบว่าจะไปบวชแทนคุณของบิดามารดา ในทันใดนั้นจึงรีบกระโดดลงบันได วิ่งสุดแรงกลับวัด ในขณะที่บิดากระโดดเข้าจับตัวไม่ทัน ก็ให้พี่วิ่งตามไปที่วัด แต่ตนได้วิ่งไปที่วัด และซุกที่ใต้ต้นมะขามใกล้ป่าช้า

พอเช้า ก็เล่าให้พระอาจารย์กงมาฟัง ท่านปรารภว่า ใจคอหนักแน่นอย่างกับแผ่นดิน จะสอนนั่งสมาธิ เจริญจิตเมตตาฌาน เพื่อให้จิตใจบิดาบรรเทาเบาบาง มีส่วนแห่งการกุศลนี้ โดย ด.ช.วิริยังค์ ก็ได้เจริญเมตตาฌานทุกวัน บิดาเศร้าโศก คิดว่าสักวันหนึ่ง จะตามลูกกลับบ้านให้ได้

เหตุการณ์ล่วงเลยมาจน ด.ช.วิริยังค์ คิดหาทางออก โดยนิมนต์พระอาจารย์กงมาไปหาบิดาด้วยกัน เพื่อคุยเจรจา ทั้งสองครั้งสองคราที่ไป ก็เข้าหน้าบ้าน แต่บิดากลับหนีไปหลังบ้าน ก็ไปเก้อ ผิดหวัง หมดหวังเช่นเคย

สุดท้าย ได้คุยกับลุงเหม ผู้ซึ่งสนิทกับบิดา เป็นที่เคารพนับถือของบิดา ให้ช่วยไปพูดให้ ว่ายังไงแล้ว ตนก็เป็นฆราวาสไม่ได้ อยู่บ้านไม่ได้ กินข้าวเย็นไม่ได้ รักษาศีล 8 มานานแล้ว ทำสมาธิจิตก็สบาย เห็นธรรม ช่วยบอกบิดาให้ด้วยว่า ตนก็เป็นของตนแบบนี้ ไม่เกี่ยวกับพระอาจารย์กงมา

เมื่อลุงเหมไปพบบิดา พูดเรื่องเด็กจะขอบวช ด้วยเหตุผลว่า คนเรานี่ต่างกัน มีศรัทธาแล้วห้ามยาก พระอาจารย์กงมามิได้ชักชวน และถ้าหากเด็กไม่ศรัทธา จะชักชวนอย่างไรก็ไม่สำเร็จ บอกท่านขุนให้ปล่อยลูกไปสักคนเถอะ พี่น้องคนอื่นๆ ก็ไม่เหมือนกัน ไม่มีใครจะขอบวชเลย สุดท้าย บิดาจึงรับคำและให้นิมนต์ท่านมาที่บ้าน

พระอาจารย์กงมามาที่บ้านโดยบิดาไหว้นิมนต์ พระอาจารย์กงมาจึงบอกว่า เด็กนี้มีบุญวาสนา ทำสมาธิจิตสงบ ใจเพียบพร้อมด้วยธรรม ยากจะเกิดได้ ต้องเป็นผู้มีบุญวาสนาจึงเกิดอัศจรรย์ ของใครของคนนั้น เห็นว่ามีวาสนาทางนี้ ก็จงอนุญาตให้บวชเถิด

บิดาฟังแล้ว น้ำตาร่วงพรู อนุญาตให้บวชได้ และพูดว่า “ตามใจเถอะลูก ที่พ่อทำไปทุกอย่างเพราะความหวังดี ถ้าจะบวช ก็ขอให้บวชให้ตลอด และต้องการอะไรในการบวช พ่อจะหามาให้” ลูกดีใจจนตัวเบา น้ำตาร่วง ขอให้พ่ออนุโมทนากับลูกด้วย และเด็กก็กราบไหว้พระอาจารย์กงมา ถามว่าการบวชครั้งนี้ต้องใช้อัฐบริขารอะไรบ้าง ของใช้ในการเดินธุดงค์มีอะไรบ้าง และทั้งสองก็ลากลับไปวัดอย่างสุขสำราญใจ

รุ่งขึ้น บิดาจึงขอขมาพระอาจารย์กงมาที่ได้ล่วงเกิน และได้เตรียมของบวชทุกอย่างไว้เรียบร้อย และเริ่มใส่บาตรเหมือนเคย ใส่บาตรโดยมีห่อพิเศษที่ฝากให้ลูกชายด้วย กลับถึงวัด พระอาจารย์ยิ้มดีใจ บอกเด็กว่า นี่ห่ออาหารพ่อฝากมาให้

(โปรดติดตามตอนต่อไป…)

 

ขอให้หลวงพ่อสุขภาพแข็งแรง…

ขอให้หลวงพ่อสุขภาพแข็งแรง…

ขอให้หลวงพ่อสุขภาพแข็งแรง…

 

 ศิษย์รุ่นดาวดึงส์ รุ่น 2 - ศูนย์ทิพย์วัดป่าธรรมชาติ แอลเอ USA

 เรียบเรียงโดย ลีนา ดีสมเลิศ