Get Adobe Flash player

การรักษาโรคนอนไม่หลับ (Insomnia) โดย หมอยศ

Font Size:

ศาสตร์ทางตะวันตกมักจะลงท้ายที่การกินยา ยาที่ใช้ก็เป็นยากดประสาททั้งสิ้น ทั้ง Valium Xanax Klonopin ยาพวกนิ้นไปนาน ๆ ร่ายกายก็จะไม่ตอบสนองอีก แต่หยุดไม่ได้ เพราะทำให้เกิดอาการติดงอมแงมเหมือนติดเหล้า ติดยา หยุดแล้วลงแดงก็มี ยาฮิตประจำปีก็คือ Amberen ก็เข้าอีหรอบเดียวกันอีก ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาวงการแพทย์หันกลับมาสู่ศาสตร์ตะวันออกกันมากขึ้นและมีการหยิบเรื่องสมาธิมาใช้กัน วันนี้หมอจะขอพูดถึงเรื่องคำคืนที่นอนไม่หลับ Insomnia โรคนอนไม่หลับแนวพุทธ

เรื่องนอนใครว่าไม่สำคัญ มีคนเคยพูดว่า “นอนไปทำไม ค่อยไปนอนวันสุดท้ายของชีวิตก็ได้ ขอใช้ชีวิตให้คุ้มก่อน” บ้างาน บ้านเงิน บ้าศักดิ์ศรี ความบ้าจองคนเรามันทำให้ชีวิตปั่นป่วนนัก คนคือผลผลิตของพระเจ้าตามศาสนาคริสต์หรือนานาลัทธิ์ที่นับถือพระเจ้า ถ้าเราสร้างหุ่นยนต์ที่สมบูรณ์แบบมาหนึ่งตัวแล้วให้มันทำงาน 24 ชั่วโมงต่อวันไม่มีวันพักผ่อน สิ่งที่จะเกือบแน่นอนคือความเสื่อม ขนาดคอมพิวเตอร์ยังต้องมีเวลาบันทึกจัดเก็บข้อมูลหรืออัพเดทโปรแรมเลย คนเราเองก็เหมือนกัน สมองไม่ต่างอะไรกับซีพียูในคอมพิวเตอร์ ถ้าใช้งานมากเครื่องก็ร้อนระอุ ไม่มีเวลาซ่อมแซมตัวเอง ความสึกหรอสึกกร่อนย่อมเกิดได้เร็วขึ้น ตามหลักไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขังและอนัตตา ทุก ๆ ขันธ์ 5 ย่อมมีอันเป็นไปตามกาล เราจึงต้องฉลาดรู้จักใช้ขันธ์ 5 นี้ให้สามารถอยู่ได้นานจนกว่าเราจะบรรลุธรรมตามศาสนาพุทธหรือทำความดีรอเวลากลับไปหาพระเจ้า

ขันธ์ 5 อันประกอบด้วย รูปและนาม (ส่วนที่เป็นร่างกาย ตัวเรา) เวทนา (ความรู้สึก) สัญญา (ความจำได้) สังขาร (ความคิดปรุงแต่ง) และวิญญาณ (ความรับรู้) รูปและนามดำเนินกิจกรรมไปตามกระแสโลกต่างกรรมต่างวาระต่างความตอบสนอง เมื่อสิ่งดี ๆ เกิดขึ้นเราก็รู้สึกดี ถ้าสิ่งไม่ดีเกิดขึ้นเราก็รู้สึกแย่เป็นทุกข์ ไม่ว่าดีหรือเลวลงท้ายด้วยความทุกข์ทั้งนั้น ถ้าทุกอย่างในโลกมีการเกิดก็มีตาย ย่อมต้องลงท้ายที่ของเสีย ของกินดี ๆ กับของกินเลว ๆ เวลาถ่ายออกมาก็เหมือนกันเรียกว่า “อุจจาระ” หรือ “ขี้” ซึ่งเกิดขึ้นกับทุกส่วนของร่ายการ เช่น ขี้มูก ขี้ไคล ขี้หู ในส่วนของนามก็ย่อมมีขี้เกิดขึ้นเช่นกัน อันเรียกว่า “อาสวะ” ขี้แปลว่า “กิเลส” ที่หมักดองอยู่ในจิต อาสวะมีอยู่ได้ 4 อย่างคือ

  1. กาม คือความติดในรักใคร่อยู่ในกามคุณ
  2. ภพ คือความติดอยู่ในภพ อยากเป็นโน่นเป็นนี่
  3. ทิฏฐิ คือความเห็นผิด ความหัวดื้อรั้น
  4. อวิชชา คือความไม่รู้จริง ความลุ่มหลงมัวเมา

สิ่งเหล่านี้ชุบย้อมจิตใจให้เศร้าหมอง ให้ขุ่นมัวอยู่เสมอ เมื่อมีขี้อยู่ในจิตแต่ไม่รู้จักชะล้างจิต ขี้มันก็ย่อมส่งกลิ่นเหม็นรุนแรงทำให้จิตขุ่นมัวตลอดเวลา ยิ่งอยากกำจัดแต่ก็ยังติดอยู่ในกระแส ความเร็วของการก่อขี้ในจิตมันเร็วกว่าความสามารถในการขับถ่าย ความมัวหมองมันจึงติดอยู่กับเราตลอด รอเวลาที่เราหายเพลินจากการทำงานมันก็จะมารบกวนเราตลอด เวลานอนเราไม่มีกิจกรรมฆ่าเวลาจากการดมขี้ (จิตที่ขุ่นมัวเวลาคิดถึงอนาคตที่ยังไม่สำเร็จหรืออดีตที่น่าผิดหวัง) แน่นอนจิตย่อมไม่สงบย่อมส่งผลถึงการนอน ดังนั้นการที่จะสู้โรคนอนไม่หลับก็ต้องใช้หลักพุทธ่ร่วมกับหลักวิทยาศาสตร์ คือ

  1. วิเคราะห์ว่าทำไมนอนไม่หลับ ครั้งสุดท้ายที่นอนหลับดีมันเมื่อไหร่ มีอะไรมาทำให้เกิดอาการนี้ครั้งแรก
  2. ให้รู้ว่าไม่มีใครไม่สามารถทนทานต่อการนอนไม่หลับได้ ไม่หลับวันนี้ พรุ่งนี้ก็ต้องหลับ ไม่ต้องกลัวว่าจะนอนไม่หลับตลอดไป
  3. การนอนอาศัยความมืดและความสงบ หลีกเลี่ยงสารกระตุ้นต่าง ๆ เช่น โทรศัพท์มือถือ เป็นต้น
  4. ไม่กินอะไร 3 ชั่วโมงก่อนนอน
  5. ก่อนนอนนั่งสมาธิซะ โดยให้มี 3 ส่วนเกี่ยวข้อง

ก. การปล่อยวาง – Forgive, Forget, and Let Go ทุกอย่างเขามาในความคิด ตามรู้และปล่อยวาง อย่าไปยึดติดในอาสวะหรือขี้ของจิต

ข. จดจ่ออยู่กับการหายใจ – อานาปานสตินั่นแหละ จูงจิตโดยใช้ลมหายใจ เปรียบกับการเล่นว่าวต้องจับสายป่านไว้ไม่ให้ว่าวส่ายไปมา ว่าวก็เปรียบเสมือนจิต สายป่านก็คือลมหายใจ พิจารณาขันธ์ 5 ถ้าเก่งพอ

ค. จิตอยู่ในปัจจุบันคือลมหายใจ ไม่แว่บไปคิดถึงอดีตหรืออนาคต ไม่มีความกลัวหลงเหลืออยู่ ไม่หลับก็ไม่เป็นไร ให้ติดอยู่ในสมาธิ ลองนั่งสมาธิทีไรเห็นหลับคอเคล็ดกันทุกคน